เงาตะคุ่มที่ทาบทับอยู่หลังม่านโปร่งแสง ไม่ใช่ภาพหลอนจากพิษไข้ หรือภาพลวงตาที่สร้างขึ้นจากความรู้สึกผิดในอดีต
ดวงตาคมกริบของบุรุษผู้ยืนอยู่เบื้องหน้า หรี่แคบลงเล็กน้อย ยามที่แสงจากสายฟ้าฟาดผ่านเข้ามาทางหน้าต่างบานสลัก รอยแผลเป็นลากยาวตั้งแต่กกหูลงมาถึงไหปลาร้า—รอยแผลที่ประทับไว้ด้วยตราประทับแห่งค่ายทหารแดนเหนือ รอยแผลที่ยืนยันตัวตนของ ‘แม่ทัพใหญ่หลี่เจี้ยน’ ผู้ซึ่งจมดิ่งลงสู่ก้นแม่น้ำหนานหลิวพร้อมกับกองทัพห้าหมื่นนายเมื่อห้าปีก่อนอย่างไร้ร่องรอย
หลินเฟยอวี่ก้าวถอยหลังโดยไม่รู้ตัว ปลายเท้าชนเข้ากับขาเก้าอี้ไม้จันทน์จนเกิดเสียงเอี๊ยดอ๊าดบาดหู ทว่าความตกใจในแววตาของนางกลับจางหายไปอย่างรวดเร็ว เหลือไว้เพียงความเย็นเยียบราวน้ำแข็งในฤดูเหมันต์
"ท่านอ๋องเจี้ยน..." เฟยอวี่เอמהเสียงแผ่วเบา รอยยิ้มหยันผุดขึ้นที่มุมปากอย่างปิดไม่มิด "ช่างเป็นชื่อที่ตายไปแล้วอย่างสมเกียรติเสียจริง เหตุใดจึงยังฟื้นคืนชีพกลับมาเดินเหินในเขตพระราชฐานชั้นในได้เล่า หรือว่ายมทูตแห่งยมโลกปฏิเสธที่จะรับดวงวิญญาณสกปรกเช่นท่านกันแน่"
หลี่เจี้ยนหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นทุบทำลายความเงียบงันภายในตำหนักอุ่นจนแตกละเอียด เขาไม่ใส่ใจต่อคำดูถูกเหยียดหยาม ร่างสูงใหญ่ก้าวข้ามผ่านธรณีประตูเข้ามาใกล้ทีละก้าว กลิ่นอายความตายและกลิ่นอายคาวเลือดจากสนามรบโชยปะทะนาโสจนน่าสะอิดสะเอียน
"คุณหนูหลิน... ไม่สิ ตอนนี้เจ้าควรถูกเรียกว่าพระสนม หรือ 'หมาก' ตัวสำคัญที่ฮ่องเต้ทรงโปรดปรานกันแน่" หลี่เจี้ยนหยุดยืนห่างออกไปเพียงแค่เอื้อมมือ สายตาดุดันกวาดมองสำรวจเรือนร่างระหงของนางตั้งแต่หัวจรดเท้า "น่าเสียดาย... ความแค้นของตระกูลหลินเกือบจะถูกชำระด้วยเลือดของคนตระกูลจางแล้วแท้ๆ แต่เจ้ากลับเลือกที่จะก้มหัวให้บุรุษผู้ทรยศบิดาของเจ้าเอง"
"ท่านรู้ได้อย่างไรว่าข้ากำลังก้มหัว?" เฟยอวี่เชิดหน้าขึ้นสู้ สายตาไม่หลบเลี่ยงแม้แต่น้อย "ความแค้นของตระกูลหลิน ข้าเป็นคนแบกรับมันไว้ด้วยชีวิต ข้ามนุษย์คนใดในแผ่นดินนี้จะเข้าใจน้ำหนักของมันดีเท่าตัวข้าเอง แม้แต่ท่าน... แม่ทัพผู้พ่ายแพ้และหนีตายอย่างน่าเวทนา"
คำพูดนั้นราวกับลูกธนูอาบยาพิษที่พุ่งตรงเข้าปักอกหลี่เจี้ยน รอยแผลเป็นบนลำคอของเขาเต้นตุบด้วยความโกรธเกรี้ยว มือหนาเอื้อมหมายจะคว้าจับปลายคางของนางเพื่อสั่งสอน ทว่าในเสี้ยววินาทีนั้นเอง ประตูตำหนักด้านนอกก็ถูกผลักเปิดออกอย่างไร้พิธีรีตอง
"บังaز!"
เสียงคำรามต่ำต้อยด้วยอำนาจที่กดดันจนอากาศแทบหยุดนิ่ง ฮ่องเต้เฟยหลงเสด็จเข้ามาพร้อมกับทหารองครักษ์เสื้อแพรนับสิบชีวิต ดาบในมือของฮ่องเต้สะท้อนแสงไฟจากคบเพลิงวับวาม พระพักตร์เย็นชาดุจน้ำแข็งแกะสลัก ดวงเนตรคมกปليดจ้องมองไปยังบุรุษผู้บังอาจยืนประชิดตัวสตรีของพระองค์ด้วยรังสีอำมหิตที่พร้อมจะปลิดชีพได้ทุกเมื่อ
"หลี่เจี้ยน... เจ้ายังกล้าเหยียบย่างเข้ามาในแผ่นดินของเปิ่นเฉิงอีกหรือ" เฟยอวี่เหลือบมองพระพักตร์ของฮ่องเต้ที่มีหยาดเหงื่อซึมตามไรพระเกศา พระองค์ทรงรีบเสด็จมาที่นี่ทันทีที่ทราบข่าว... หรือบางที พระองค์อาจจะทรงรู้การมาของชายผู้นี้อยู่แล้วตั้งแต่แรก
หลี่เจี้ยนหันกลับไปเผชิญหน้ากับฮ่องเต้ รอยยิ้มหยันบนใบหน้าของอดีตแม่ทัพใหญ่ยิ่งทวีความน่ากลัว "ฝ่าบาท... ห้าปีที่ผ่านมา พระองค์นอนหลับอย่างเป็นสุขบนบัลลังก์ที่ปูลาดด้วยซากศพของทหารกล้าและตระกูลหลินหรือไม่? พระองค์ทรงใช้ข้าเป็นเครื่องมือในการกำจัดอิทธิพลของตระกูลจางในคราวนั้น แล้วจึงทรงสาดกระสุนธนูเพลิงเผาทำลายกองทัพของข้าเพื่อตัดตอนไม่ให้ความจริงรั่วไหล—นี่หรือคือโอรสสวรรค์ผู้ทรงคุณธรรมของราษฎร!"
ความเงียบงันเข้าปกคลุมชั่วขณะ เฟยหลงนิ่งงันไปอึดใจหนึ่ง ก่อนที่พระองค์จะทรงผ่อนลมหายใจยาวออกมา ความเย่อหยิ่งและมานะในฐานะฮ่องเต้ดูเหมือนจะถูกบดบังด้วยร่องรอยความเหนื่อยล้าที่สะสมมานานนับปี
"ใช่..." เสียงของเฟยอวี่และเฟยอวี่ต่างสะท้านสะเทือนในอก ฮ่องเต้ตรัสออกมายอมรับอย่างไม่หลบเลี่ยง "เปิ่นเฉิงเคยโง่เขลา เคยหวาดกลัวอำนาจที่ล้นฟ้าของตระกูลจางจนต้องยอมแลกทุกอย่าง แม้กระทั่งความยุติธรรมของตระกูลหลินและกองทัพแดนเหนือ... เปิ่นเฉิงยอมรับว่าในอดีตเปิ่นเฉิงคือผู้ที่ผลักพวกเจ้าลงสู่หลุมพรางนั้นด้วยมือของตัวเอง"
เฟยอวี่เบิกตากว้าง หัวใจกระตุกวูบ นางไม่เคยคิดว่าบุรุษผู้เย่อหยิ่งและไร้หัวใจเช่นฮ่องเต้เฟยหลง จะยอมเอ่ยปากยอมรับความผิดพลาดต่อหน้าศัตรูและเหยื่อของพระองค์เองเช่นนี้
"ฝ่าบาท..." หลี่เจี้ยนแค่นหัวเราะ "คำสารภาพของพระองค์มีค่าเท่ากับเศษดินแดนเท่านั้น เลือดที่หลั่งรินไปห้าปีก่อน จะให้ชดใช้ด้วยสิ่งใด!"
"ด้วยบัลลังก์นี้... และด้วยชีวิตของตระกูลจางทั้งหมด" เฟยอวี่ก้าวเข้าไปยืนเคียงข้างพระวรกายของฮ่องเต้ ชายผ้าห่มคลุมไหล่ของนางสะบัดตามแรงเคลื่อนไหว นางหันไปสบตาคมของชายผู้เป็นสวามีในนาม แววตาของนางไม่ได้มีความอ่อนแอเหลืออยู่เลย มีเพียงความเด็ดเดี่ยวที่เฉียบคมยิ่งกว่าอาวุธใดๆ "ท่านอ๋องเจี้ยน ท่านต้องการล้างแค้น หรือท่านต้องการเห็นแผ่นดินนี้ลุกเป็นไฟด้วยน้ำมือของพวกจางลี่ หากท่านยังรักแผ่นดินเกิด ท่านควรหันมาร่วมมือกับพวกเรา มากกว่าจะมาใช้ความแค้นส่วนตัวทำลายหมากตานี้!"
หลี่เจี้ยนชะงักไป ดวงตาคมกริบมองสตรีตรงหน้าสลับกับฮ่องเต้ ท่าทีที่มั่นคงและไร้ความหวาดกลัวของนางทำให้เขาตระหนักได้ว่า หญิงสาวผู้นี้ไม่ใช่เด็กสาวตระกูลหลินที่วันๆ เอาแต่นั่งร้อยมาลัยอีกต่อไปแล้ว นางคือปีศาจที่ถูกชุบชีวิตขึ้นมาจากกองเพลิงแห่งความแค้นอย่างแท้จริง
ทว่า ก่อนที่ใครจะได้เอ่ยสิ่งใดต่อ เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับร้อยก็ดังสะเทือนเลื่อนลั่นมาจากนอกตำหนัก พร้อมกับเสียงตะโกนก้องที่ทำให้เลือดในกายของทุกคนเย็นเฉียบ
"สนมเอกจางลี่มีราชโองการ... ปิดล้อมตำหนักอุ่น เด็ดหัวกบฏและสนมทรยศให้สิ้นซาก!"
ประตูกระดาษสาถูกกระชากเปิดออกด้วยแรงมหาศาล เงาร่างของทหารองครักษ์นับสิบพุ่งทะยานเข้ามาพร้อมอาวุธครบมือ และที่ด้านหลังสุด ท่ามกลางหมู่ทหารเหล่านั้น ร่างระหงในชุดคลุมปักลายหงส์ทองเพลิงของสนมเอกจางลี่ก้าวเข้ามาด้วยรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม นางกวาดสายตามองคนทั้งสามในห้องด้วยแววตาสสมใจ นึกไม่ถึงว่าบ่วงที่นางวางไว้จะสามารถจับปลาตัวใหญ่ได้พร้อมกันถึงสามตัวในคืนเดียว!
ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางฝ่าพายุความแค้นนี้ไปด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
หงส์เหนือบัลลังก์ทราย: เล่ห์รักเล่ห์กลลวง•ตอนที่ 15
ความจริงที่เจ็บปวด
ผลงานโดย ไป๋เหลียนฮวา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไป๋เหลียนฮวา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หงส์เหนือบัลลังก์ทราย: เล่ห์รักเล่ห์กลลวง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!