“ถ้าคุณยังยืนกรานจะวางเฟรมภาพแบบนี้อยู่ ก็บอกให้ฉันรู้ตั้งแต่ต้นเถอะค่ะคินน์ ว่าคุณอยากได้มิวสิกวิดีโอที่หน้าดาราเบี้ยวมากกว่างานอาร์ต... เพราะดูเหมือนรสนิยมคุณกับความสมมาตรของเลนส์กล้อง จะเป็นเส้นขนานที่ไม่มีวันบรรจบกันได้เลย”
เสียงของลินินดังขึ้นท่ามกลางความเงียบกริบของกองถ่ายราวกับระเบิดเวลาที่ถูกจุดชนวน เธอวางกล้อง Leica คู่ใจลงบนโต๊ะไม้เสียงดังปัง ดวงตากลมโตจ้องเขม็งไปยังร่างสูงที่ยืนกอดอกนิ่งอยู่หลังมอนิเตอร์ ใบหน้าคมสันของคินน์เรียบเฉย ทว่าแววตาที่จ้องกลับมานั้นวาวโรจน์ด้วยความกรุ่นโกรธที่เก็บไว้ใต้มาดสุขุม
“ผมจ้างคุณมาในฐานะช่างภาพ ไม่ใช่ในฐานะผู้กำกับภาพยนตร์แนวทดลอง ลินิน” คินน์ตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบจนน่าขนลุก เขาก้าวเท้าเข้ามาหาเธอช้าๆ จนระยะห่างระหว่างเราเหลือเพียงไม่กี่คืบ กลิ่นน้ำหอมกลิ่นไม้จางๆ ของเขาปะทะเข้ากับจมูกของฉัน “งานที่ผมต้องการคือความเป๊ะ ความเป็นมืออาชีพที่ผมเคยเห็นจากคุณเมื่อสามปีก่อน ไม่ใช่การเอาอีโก้ส่วนตัวมาวางไว้หน้าเลนส์แบบนี้”
“อีโก้เหรอคะ?” ลินินแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาคู่งามหรี่ลง “สิ่งที่เรียกว่าอีโก้ของคุณน่ะ มันคือการทำลายจังหวะภาพที่ควรจะสื่อถึงความเหงาให้กลายเป็นแค่ภาพโฆษณาขายของเกรดบีต่างหาก ฉันเสียดายฝีมือตัวเองที่ต้องมานั่งปรับโฟกัสตามคำสั่งคนที่ไม่เข้าใจมุมมองทางศิลปะเลยสักนิด!”
ทีมงานรอบข้างต่างพากันก้มหน้าก้มตาทำหน้าที่ของตัวเองอย่างแข็งขันที่สุด ไม่มีใครกล้าแม้แต่จะหายใจแรง บรรยากาศกลางกองถ่ายที่ควรจะคึกคักกลับกดดันจนแทบทะลุปรอท วินที่ยืนอยู่ข้างมอนิเตอร์ถึงกับต้องยกมือขึ้นนวดขมับ พลางส่งสายตาเวทนาไปให้ทีมงานทุกคนที่ต้องมาเผชิญกับสงครามเย็น (ที่ร้อนระอุ) ของอดีตคู่หูคู่อริคู่นี้
“งั้นลองดูนี่” คินน์ไม่สนใจคำประชดประชัน เขาเอื้อมมือไปคว้ากล้องจากมือลินินอย่างถือวิสาสะ ก่อนจะกดชัตเตอร์รัวถ่ายภาพมุมที่เขาต้องการลากเส้นสายตาใหม่ทั้งหมด “นี่คือสิ่งที่ผมต้องการ ถ้าคุณทำไม่ได้ ก็เชิญเก็บของกลับบ้านไปได้เลย เพราะกองถ่ายของผมไม่มีที่ว่างให้กับคนที่ไม่รู้จักคำว่า ‘ความร่วมมือ’”
ลินินนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะสาวเท้าเข้าไปประชิดตัวเขาจนปลายจมูกแทบจะชนกัน มือเรียวบางคว้ากล้องคืนมาจากมือของคินน์อย่างรวดเร็ว เธอไม่ได้ถอยหนี แต่กลับเงยหน้าสบตาเขาอย่างท้าทาย
“ความร่วมมือเหรอคะ? คำนั้นมันใช้ไม่ได้กับคนที่สั่งงานด้วยอารมณ์แบบคุณหรอกคินน์” เธอขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีกจนคินน์ต้องเป็นฝ่ายถอยหลังไปหนึ่งก้าว “ถ้าคุณอยากได้ภาพที่เป๊ะขนาดนั้น ก็ถ่ายเองเลยไหมล่ะคะ? จะได้ไม่ต้องมานั่งหงุดหงิดกับความผิดพลาดของคนอื่น”
“ลินิน!” คินน์กัดฟันเรียกชื่อเธอ เสียงที่ลอดไรฟันออกมานั้นแฝงไปด้วยความรำคาญใจที่ถูกกระตุ้นจนถึงขีดสุด “อย่าให้ผมต้องพูดซ้ำว่า...”
“ไม่ต้องพูดค่ะ เพราะฉันไม่ได้มาเพื่อฟังคำสั่งที่ไม่มีเหตุผล”
จังหวะนั้นเอง วินตัดสินใจเดินเข้ามาแทรกกลางระหว่างทั้งสองคนก่อนที่สงครามกลางกองถ่ายจะบานปลายไปมากกว่านี้ “ใจเย็นๆ กันก่อนทั้งคู่นะครับ เอาเป็นว่าพักกองสิบนาที ไปหาอะไรดื่มให้หัวเย็นลงกันก่อนไหม? ผมว่ากาแฟสักแก้วอาจจะช่วยให้ทัศนศิลป์ของพวกคุณมองเห็นภาพตรงกันมากขึ้นนะ”
คินน์ไม่ได้ตอบโต้อะไร เขาเพียงแต่สะบัดหน้าหันหลังเดินหนีไปทางมุมพักผ่อน ลินินเองก็ไม่ได้ลดระดับความตึงเครียดลง เธอกระแทกกล้องลงในกระเป๋าอย่างแรงก่อนจะเดินสวนออกไปทางด้านหลังกองถ่ายเพื่อหาที่สงบสติอารมณ์
ทว่าในขณะที่ลินินกำลังจะเดินพ้นโซนทำงาน เสียงของคินน์ที่เดินตามหลังมาติดๆ ก็ทำให้เธอต้องหยุดชะงัก
“ถ้าคุณคิดว่าการถอยหนีมันจะทำให้ความโกรธของผมลดลง คุณคิดผิดแล้วลินิน”
คินน์ก้าวเข้ามาดักหน้าเธอไว้ในมุมอับของฉากที่จัดไว้เป็นห้องสมุดจำลอง แสงสลัวจากสปอร์ตไลท์ที่ยังเปิดค้างไว้ตกกระทบลงบนใบหน้าของเขา สร้างเงาที่ดูดุดันและเซ็กซี่ไปในเวลาเดียวกัน เขาโน้มตัวลงมาจนเธอต้องพิงหลังติดกับชั้นวางหนังสือปลอมๆ ลมหายใจอุ่นร้อนของเขาปะทะเข้าที่ข้างแก้ม
“คุณไม่ได้มาเพื่อทำงานให้ผมเพียงอย่างเดียวหรอกใช่ไหม... แต่คุณตั้งใจมาเพื่อกวนประสาทผมโดยเฉพาะเลยสินะ”
ลินินเงยหน้าขึ้นจ้องตากลับ พยายามรักษาความนิ่งของหัวใจที่เริ่มเต้นผิดจังหวะ “หลงตัวเองไปหน่อยหรือเปล่าคะคินน์ ฉันก็แค่มาทำงานแลกเงิน ไม่ได้มีเวลาว่างพอจะมาคอยปั่นหัวใคร... โดยเฉพาะคนอย่างคุณ”
“เหรอ?” คินน์เลิกคิ้ว แววตาคมกริบนั้นจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเธอเหมือนจะอ่านความลับที่ซ่อนอยู่ “ถ้าอย่างนั้น ทำไมทุกครั้งที่ผมมองไปที่มอนิเตอร์ ผมถึงเห็นแต่คุณตลอดเลยล่ะ ลินิน?”
คำถามนั้นทิ้งความเงียบงันไว้ชั่วอึดใจ ลินินชะงักไป ความมั่นใจที่เคยมีดูเหมือนจะสั่นคลอนภายใต้แรงกดดันจากสายตาของเขา ทว่าก่อนที่เธอจะทันได้สวนกลับด้วยคำพูดจิกกัดประโยคถัดไป เสียงเคาะประตูห้องพักกองถ่ายจากฝั่งด้านนอกก็ดังขึ้นขัดจังหวะเสียก่อน
“พี่คินน์ครับ! นางเอกของเรื่องมาถึงกองแล้วครับ เห็นว่าอยากคุยเรื่องบทกับพี่เป็นการส่วนตัว!”
เสียงทีมงานตะโกนเรียกจากข้างนอกทำให้บรรยากาศที่แสนจะตึงเครียดและชวนวาบหวิวเมื่อครู่พังทลายลงทันที คินน์ผละออกจากเธออย่างหัวเสีย เขาหันไปมองประตูด้วยท่าทางที่เปลี่ยนไปเป็นโหมดนักธุรกิจมืออาชีพทันที แต่ก่อนจะเดินจากไป เขาก็หันกลับมาทิ้งคำพูดทิ้งท้ายไว้
“คุยเรื่องนี้กันต่อแน่... หลังจากเลิกกอง”
คินน์เดินจากไป ทิ้งให้ลินินยืนตัวแข็งทื่ออยู่หลังฉาก หัวใจของเธอเต้นรัวอย่างควบคุมไม่ได้ เธอพยายามสูดหายใจเข้าลึกๆ เพื่อดึงสติกลับมา แต่แล้วเสียงรองเท้าส้นสูงที่ก้าวย่างเข้ามาในกองถ่ายอย่างมั่นใจก็ทำให้เธอต้องหันไปมอง
ร่างระหงของหญิงสาวที่เพิ่งก้าวเข้ามาใหม่นั้นทำให้ลินินถึงกับชะงัก ใบหน้าสวยหวานที่เคยเห็นแต่ในนิตยสารแย้มยิ้มกว้าง ก่อนจะตรงปรี่เข้าไปกอดแขนคินน์ต่อหน้าทุกคนในกองถ่าย
“คินน์คะ! คิดถึงจังเลย... โปรเจกต์นี้ต้องปังมากแน่ๆ ถ้าได้ทำงานกับคุณ”
ลินินมองภาพนั้นด้วยความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูก ความโกรธเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความหน่วงลึกๆ ในใจที่เธอเองก็ไม่เข้าใจว่ามันคืออะไร เธอเม้มปากแน่น ความลับที่เธอเคยปิดตายไว้กำลังถูกแรงสั่นสะเทือนบางอย่างเขย่าให้หลุดออกมา
หวังว่ารี้ดเดอร์จะยังไม่รีบวางหนังสือนะ เพราะสงครามหัวใจเพิ่งจะเริ่มขึ้นเท่านั้นค่ะ!
ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมลุ้นไปกับความแสบของยัยลินินและเจ้าของกองถ่ายสายซึนคนนี้ในตอนที่สองนะคะ! - ไอศกรีมมินต์ช็อกค่ะ
เซฟโซนของคนหัวรั้นกับยัยจอมแสบประจำกองถ่าย•ตอนที่ 2
สนามรบกลางกองถ่าย
ผลงานโดย ไอศกรีมมินต์ช็อก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไอศกรีมมินต์ช็อก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของคนหัวรั้นกับยัยจอมแสบประจำกองถ่าย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
