เสียงแก้วคริスタルกระทบกันเบาๆ ท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบสงบและหรูหราของห้องอาหารบนชั้นดาดฟ้าโรงแรมห้าดาวใจกลางมหานคร กลิ่นอายของดอกกุหลาบขาวที่ถูกจัดวางอย่างประณีตผสมผสานกับกลิ่นอายของไวน์แดงวินเทจชั้นเลิศ ทว่าความงดงามรอบตัวกลับไม่อาจดึงดูดสายตาของลินินให้ละไปจากชายหนุ่มที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามได้เลยแม้แต่น้อย
คินน์ในยสูทสากลตัดเย็บพิเศษเข้ารูปรับกับไหล่กว้างและสัดส่วนสมบูรณ์แบบ นั่งไขว่ห้างด้วยท่าทางสบายๆ แต่แฝงไว้ด้วยอำนาจที่ยากจะต่อต้าน ดวงตาคมกริบสีเข้มคู่นั้นทอดมองเธอด้วยประกายความอบอุ่นที่หาดูได้ยาก ซึ่งเป็นรอยยิ้มและแววตาที่มีไว้เพื่อเธอเพียงคนเดียวเท่านั้น
"มองผมขนาดนี้ อาหารบนจานจะหายไปหมดแล้วนะคะ ลินิน" เสียงทุ้มนุ่มเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้มมุมปาก คินน์วางแก้วไวน์ลงบนโต๊ะช้าๆ ก่อนจะโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย
"ลินินแค่... ยังรู้สึกเหมือนฝันอยู่เลยค่ะ" เธอยอมรับตามตรงด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ปลายพู่กันแห่งความทรงจำยังคงวาดภาพวันที่พวกเขาต้องนั่งกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปประทังชีวิตในห้องเช่าแคบๆ อยู่เลย แต่วันนี้... เขากลับเหมาภัตตาคารหรูแห่งนี้ทั้งชั้น เพื่อดินเนอร์สองต่อสองใต้แสงเทียนและหมู่ดาว
"มันไม่ใช่ความฝันค่ะ" คินน์เอื้อมมือหนามาสัมผัสหลังมือเรียวบางของเธอที่วางอยู่บนโต๊ะสัมผัสที่อบอุ่นและมั่นคงทำให้หัวใจของลินินเต้นระรัว "ทุกสิ่งที่ผมทำและทุกอย่างที่ผมมีในตอนนี้ คือสิ่งที่เธอสมควรได้รับมานานแล้ว"
ประโยคสั้นๆ แต่หนักแน่นราวกับค้อนที่ตอกลงบนหัวใจ ลินินรู้สึกได้ถึงขอบตาที่ร้อนผ่าว ความภักดีและความรักที่เธอมีให้เขามาตลอด ไม่เคยสูญเปล่าเลยแม้แต่นินทatเดียว ผู้ชายคนนี้ไม่เคยลืมว่าใครคือคนที่อยู่เคียงข้างในวันที่มืดมนที่สุด
"แล้วเรื่อง... ที่คุณจัดการไปก่อนหน้านี้ล่ะคะ?" ลินินเปลี่ยนเรื่องเพื่อซ่อนความเขินอาย พร้อมกับดวงตาที่ฉายแววเฉลียวฉลาด "ที่คุณบอกว่าจะไปเซ็นสัญญาซื้อกิจการชิ้นสุดท้าย... ที่ศรุตมันรักที่สุดยังไงล่ะคะ"
คำว่า 'ศรุต' ทำให้บรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนไปเล็กน้อย ความหวานละมุนถูกแทนที่ด้วยความเย็นเยียบชั่วขณะ คินน์ยกยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยพิษสงและกลยุทธ์ที่ล้ำลึกเกินกว่าใครจะคาดเดา
"ศรุตมันกำลังสนุกกับการคิดว่าตัวเองคือนักล่าค่ะ" คินน์เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียաբเรื่อย ทว่าแฝงด้วยความเฉียบคม "มันคิดว่าการกว้านซื้อหุ้นบริษัทในเครือของตระกูลเพื่อกดดันผม คือเกมที่มันจะชนะได้เบ็ดเด็ด แต่มันลืมไป... ว่ากระดานนี้ ผมเป็นคนตีเส้นและวางหมากไว้ตั้งแต่แรก"
"หมายความว่า..."
"ใช่ค่ะ ทุกอย่างที่ศรุตทุ่มเงินมหาศาลกว้านซื้อเข้ามาในสัปดาห์นี้ แท้จริงแล้วเป็นบริษัทลูกที่กำลังจะล้มละลายและมีหนี้สินซุกซ่อนอยู่ใต้พรมมหาศาล ซึ่งผมเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ที่สุดของพวกมันทั้งหมด" คินน์เล่าด้วยแววตานิ่งสงบ ราวกับกำลังพูดถึงเรื่องดินฟ้าอากาศ ทว่ามันคือแผนการฆาตกรรมทางธุรกิจที่เลือดเย็นที่สุด "และตอนนี้... เวลาชำระหนี้ก็มาถึงแล้ว"
ลินินสูดลมหายใจเข้าลึก ภายในอกรู้สึกสะใจจนแทบกรีดร้อง ความหยิ่งผยองและท่าทีเหยียดหยามที่ศรุตเคยใช้ปฏิบัติกับคินน์ในอดีต ภาพที่มันเคยหัวเราะเยาะเย้ยความจนของพวกเขา กำลังจะถูกชำระสะง้างด้วยตัวเลขในบัญชีและอำนาจเงินที่ไร้ขีดจำกัดของระบบที่คินน์ครอบครอง
"คุณนี่มันร้ายกาจจริงๆ เลยนะคะ" ลินินส่ายหน้าเบาๆ พร้อมรอยยิ้มบาง
"เพื่อเธอและอนาคตของเรา ผมเป็นได้มากกว่านี้อีกค่ะ" คินน์เอ่ยเสียงพร่าพร้อมกับเลื่อนจานของหวานชิ้นพิเศษที่เชฟระดับมิชลินสตาร์บรรจงตกแต่งอย่างประณีตมาตรงหน้าเธอ "ทานนี่สิคะ เค้กวานิลลาสูตรพิเศษ ที่ผมสั่งให้เขาทำขึ้นมาเพื่อค่ำคืนนี้โดยเฉพาะ"
กลิ่นหอมหวานละมุนของวานิลลาแท้ลอยกรุ่นแตะจมูก ลินินตักชิ้นเค้กเข้าปาก ความนุ่มละมุนและรสชาติที่กลมกล่อมกำลังพอดีทำให้เธอต้องหลับตาพริ้มด้วยความพึงพอใจ ทว่าในวินาทีที่เธอกำลังดื่มด่ำกับรสชาติแสนหวานนั้นเอง เสียงโทรศัพท์มือถือส่วนตัวของคินน์ก็แผדเสียงดังขึ้นทำลายความเงียบ
คินน์ไม่ได้รีบร้อน เขายกผ้าเช็ดปากขึ้นซับมุมปากช้าๆ ก่อนจะหยิบสมาร์ทโฟนเครื่องหรูขึ้นมาดูหน้าจอ สายตาคมกราบกวาดมองชื่อที่ปรากฏอยู่บนนั้นด้วยรอยยิ้มเยาะที่มุมปาก
ลินินสังเกตเห็นประกายตานั้น เธอกลืนเค้กในปากลงคออย่างช้าๆ แล้วเอ่ยถาม "ใครโทรมาเหรอคะ?"
"หมาตัวที่กำลังจนตรอกค่ะ" คินน์ตอบสั้นๆ ก่อนจะกดรับสายแล้วเปิด speakerphone วางไว้บนโต๊ะอาหาร เพื่อให้ลินินได้ยินบทสนทนาชัดเจน
(คินน์! แกทำอะไรลงไปวะ!) เสียงตวาดด้วยความเกรี้ยวกราดและตื่นตระหนกดังลั่นมาจากปลายสาย น้ำเสียงของศรุตสั่นเทาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและโทสะที่พุ่งสูงจนกู่ไม่กลับ (ทำไมหุ้นที่ฉันซื้อไว้ทั้งหมดถึงกลายเป็นกระดาษเปล่า! แถมตอนนี้ธนาคารยังระงับวงเงินเครดิตของฉันทั้งหมดอีก! แก... แกทำอะไรกับบริษัทของฉัน!)
คินน์นั่งพิงพนักเก้าอี้อย่างผ่อนคลาย เขายกไวน์ขึ้นจิบรสชาติฝาดเแน่นเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลราวกับกำลังปลอบเด็กน้อย
"ใจเย็นๆ สิคะ คุณศรุต" คินน์เอ่ยด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นและสุภาพจนน่ากลัว "ผมก็แค่... ทวงคืนในสิ่งที่ควรจะเป็น และซื้อกิจการที่คุณรักที่สุด ด้วยเงินสด... แบบเหมาจ่ายรวดเดียวจบ ยังไงล่ะคะ"
(ไอ้สารเลว! แก...) ศรุตกรีดร้องออกมาด้วยความคลุ้มคลั่งที่ปลายสาย ก่อนที่เสียงทุบโต๊ะจะดังสนั่นตามมาด้วยเสียงหอบหายใจอย่างหนักหน่วง
คินน์ยังคงยิ้มรับความพินาศของศัตรูอย่างใจเย็น ทว่าในจังหวะนั้นเอง สายตาของเขากลับเหลือบไปเห็นเงาของร่างหนึ่งที่ก้าวเข้ามาในห้องอาหารส่วนตัวชั้นดาดฟ้าอย่างเงียบเชียบ ร่างนั้นสวมชุดสูทสีดำสนิทและสวมหน้ากากอนามัยอำพรางใบหน้าครึ่งหนึ่ง แต่สัญชาตญาณของคินน์บอกชัดเจนว่า คนผู้นี้ไม่ใช่พนักงานเสิร์ฟ
"คุณคินน์คะ..." ลินินส่งเสียงเตือนด้วยความตกใจ เมื่อเห็นบุคคลปริศนากำลังก้าวเข้ามาใกล้โต๊ะของพวกเขาอย่างรวดเร็ว พร้อมกับมือที่ยื่นเข้าไปในเสื้อสูทราวกับกำลังควักหาบางสิ่งบางอย่างที่ซ่อนอยู่
คินน์หรี่ตาลงเล็กน้อย รอยยิ้มบนใบหน้าหายวับไปในพริบตา ความเย็นชาแผ่ซ่านออกจากร่างของเขาทันที มือหนาวางแก้วไวน์ลงบนโต๊ะเสียงดังกระทบกันเบาๆ แต่ดังก้องกังวานในความเงียบ
"ระวังตัวนะคะ ลินิน"
**************************************************
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่อยู่เคียงข้างและเดินทางร่วมกันมาจนถึงบทนี้นะคะ!
เลขาฯ บำเรอรักฉบับเหมาจ่าย•ตอนที่ 14
มื้อค่ำใต้แสงเทียนหลักล้าน
ผลงานโดย เค้กวานิลลา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เค้กวานิลลา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เลขาฯ บำเรอรักฉบับเหมาจ่าย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!