โลหิตหยดหนึ่งร่วงหล่นจากปลายกระบี่ไร้ลักษณ์ กระทบพื้นศิลาขาวสะอาดเกิดเสียงดังกังวานราวกับเสียงถอนหายใจของกาลเวลา
เบื้องหน้าของเย่เฉินคือประมุขพรรคอัคคีผลาญสวรรค์ ผู้อยู่เบื้องหลังเพลิงโลหิตที่เคยแผดเผาหมู่บ้านตระกูลเย่เมื่อสิบปีก่อน ร่างของอีกฝ่ายทรุดฮวบลงคุกเข่า ลมหายใจรวยริน ดวงตาทอประกายความหวาดกลัวต่อความตายอย่างสุดซึ้ง ปลายกระบี่ที่จ่ออยู่ตรงหว่างคิ้วสั่นระริกเพียงเล็กน้อยตามแรงกระตุ้นของจิตสังหารอันเข้มข้น
นี่คือช่วงเวลาที่เขาเฝ้ารอมาตลอดชีวิต... แค่สะบัดข้อมือเบื้องหน้า ชายผู้พรากทุกสิ่งทุกอย่างไปจากชีวิตเขาจะดับสูญ ชำระหนี้เลือดด้วยเลือด คืนความยุติธรรมให้แก่ดวงวิญญาณนับร้อยของบรรพบุรุษ
ทว่า ในความเงียบงันอันน่าอึดอัดนี้ กลับมีเสียงฝีเท้าเบาหวิวราวกับเกล็ดหิมะโปรยปรายดังขึ้นด้านหลัง
"เจ้ากำลังลังเล..."
เสียงเรียบเฉยแต่กังวานลึกดั่งหุบเขาน้ำแข็งดังขึ้น มู่หลานยืนอยู่ท่ามกลางเงาจันทร์เสี้ยว อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ของนางพลิ้วไหวตามสายลมยามราตรี ทว่าความเย็นชาที่แผ่ออกมาจากร่างนางกลับหนาแน่นเสียยิ่งกว่าเหมันตฤดู นางทอดมองแผ่นหลังอันกำยำของเย่เฉินด้วยแววตาที่ซ่อนความห่วงใยไว้ภายใต้ความนิ่งงัน
เย่เฉินไม่หันกลับไปมอง เขายังคงจดจ้องคมกระบี่ในมือ ปราณวิญญาณรอบกายหมุนวนเป็นเกลียวคลื่นอันบ้าคลั่ง
"ข้าไม่ได้ลังเล มู่หลาน..." เย่เฉินเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่า ทว่าทระนง "ข้าเพียงแต่ชั่งน้ำหนักระหว่างความสะใจชั่วพริบตา กับความสงบสุขที่แท้จริงของจิตวิญญาณ"
"การล้างแค้นคือบัญชาของฟ้าดิน ผู้ใดทำลายย่อมต้องชดใช้ นี่คือสัจธรรมแห่งวิถียุทธ์" มู่หลานก้าวเข้ามาใกล้ทีละน้อย กลิ่นอายหอมจางๆ ของดอกเหมันต์โชยปะทะนาสิก บรรเทาเพลิงโทสะในอกของชายหนุ่มลงได้บ้าง นางหยุดยืนเคียงข้างเขา สายตาทอดมองไปยังประมุขพรรคผู้กำลังจะดับสูญ "หากเจ้าปล่อยเขาไป ความแค้นนี้จะกัดกินหัวใจเจ้าไปชั่วชีวิต แต่หากเจ้าสังหารเขา ปราณกระบี่ของเจ้าอาจติดอยู่ในพันธนาการแห่งมารศาสนา... เจ้าเลือกเอาเองเถอะ"
คำพูดของนางดั่งสายน้ำเย็นเฉียบที่ราดรดลงบนกองเพลิงแห่งความแค้น เย่เฉินหลับตาลงช้าๆ ภาพเหตุการณ์ในอดีตไหลย้อนกลับมาดั่งสายธาราเชี่ยวกราก ภาพรอยยิ้มของมารดา ภาพแผ่นหลังอันองอาจของบิดา และเสียงร่ำไห้ของเด็กน้อยในวันเพลิงผลาญ
หากเขาลงดาบนี้ ความแค้นจะสิ้นสุดลงจริงหรือ? หรือมันจะเป็นเพียงการจุดชนวนให้วงจรอุบาทว์นี้ดำเนินต่อไปไม่มีที่สิ้นสุด?
"ฮ่าๆๆ... ลงมือสิ เจ้าเด็กน้อย!" ประมุขพรรคอัคคีผลาญสวรรค์เงยหน้าขึ้นหัวเราะเยาะหยัน แม้เลือดจะไหลท่วมกาย "ฆ่าข้าสิ! แล้ววิญญาณของเจ้าก็จะแปดเปื้อนบาปกรรมเช่นเดียวกับข้า ไม่มีวันได้บรรลุเป็นเซียนอย่างแน่นอน!"
เย่เฉินลืมตาขึ้นอีกครั้ง ประกายในดวงตาคมกริบดั่งดาราในคืนแรม คมกระบี่ไร้ลักษณ์ในมือค่อยๆ ลดระดับลง ปราณสังหารที่เคยแผ่พุ่งนับร้อยลี้หดกลับเข้าสู่ตันtian (ตันเถียน) จนหมดสิ้น ความเงียบงันเข้าปกคลุมพื้นที่โดยรอบอีกครั้ง
มู่หลานขมวดคิ้วเล็กน้อย นางสัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงอันน่าอัศจรรย์ภายในร่างของเขา ชีพจรลมปราณของเย่เฉินไม่ได้ติดขัดตรงกันข้าม มันกลับราบรื่นและบริสุทธิ์ยิ่งกว่ายามที่เขาถือกระบี่เข้าห้ำหั่น
"ข้าไม่ได้ปล่อยให้เจ้ามีชีวิตรอดเพื่อความเมตตา..." เย่เฉินกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าทรงพลังอำนาจจนประมุขพรรคอัคคีผลาญสวรรค์ถึงกับผงะ "แต่ข้าเลือกที่จะ 'ปล่อยวาง' ไม่ใช่เพราะอภัยให้แก่ความชั่วช้าของเจ้า แต่เพราะชีวิตที่เหลืออยู่ของเจ้า... ไม่คู่ควรแม้แต่จะให้เลือดของข้าต้องแปดเปื้อนอีกต่อไป"
สิ้นคำกล่าว เย่เฉินสะบัดแขนเสื้อ ปราณกระบี่ไร้ลักษณ์สายหนึ่งพุ่งทะยานเข้าทำลายเส้นชีพจรลมปราณทั้งหมดของประมุขพรรคอัคคีผลาญสวรรค์ในพริบตาเดียว โดยไม่พรากเอาลมหายใจของอีกฝ่ายไป
"อ๊ากกก!" เสียงกรีดร้องด้วยความสิ้นหวังดังสนั่น ร่างของอดีตยอดฝีมือผู้ยิ่งใหญ่ทรุดฮวบลงกลายเป็นคนพิการไร้เรี่ยวแรง ไม่ต่างอันใดกับสามัญชนใกล้ตายคนหนึ่ง
มู่หลานมองการกระทำนั้นด้วยแววตาที่ไหววูบเป็นครั้งแรก ความลุ่มลึกในจิตใจของชายหนุ่มผู้นี้เหนือล้ำเกินกว่าที่นางคาดคิด การแก้แค้นที่เจ็บปวดที่สุดไม่ใช่การปลิดชีพ แต่วิถีที่เย่เฉินเลือกคือการปล่อยให้อีกฝ่ายต้องมีชีวิตอยู่ท่ามกลางความอัปยศและความไร้พลังไปจนวันตาย
นางยกมือขึ้นสัมผัสแก้วตาอันเย็นชาของตนเอง หัวใจที่ด้านชามานับร้อยปีบัดนี้กลับเต้นระรัวอย่างควบคุมไม่อยู่
"เจ้าเติบโตขึ้นมาก... เย่เฉิน" มู่หลานเอמהเสียงแผ่วเบา รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นบนริมฝีปากงามดั่งดอกเหมันต์ผลิบานกลางฤดูหนาว เป็นรอยยิ้มที่งดงามที่สุดเท่าที่เย่เฉินเคยพบพานมาในรอบสิบปี
ทว่า ในวินาทีที่บรรยากาศกำลังผ่อนคลายลง ท้องน้ายามราตรีที่เคยปลอดโปร่งกลับแปรเปลี่ยนเป็นสีเลือด เมฆหมอกทมิฬม้วนตัวเข้าหากันอย่างรวดเร็วดั่งฝูงมังกรคำราม แรงกดดันมหาศาลจากฟากฟ้ากดทับลงมาจนพื้นศิลาแตกร้าวเป็นใยแมงมุม
เปรี้ยง!
สายฟ้าสีทองคำม่วงผ่าฟาดลงมากลางลานประลองอย่างไม่ทันตั้งตัว ร่างเงาสوงสง่าร่างหนึ่งก้าวออกมาจากรอยแยกมิติกลางอากาศ ปราณกดดันระดับเซียนขั้นมหาพินาศแผ่ซ่านไปทั่วสารทิศจนมู่หลานต้องกระชับกระบี่ในมือแน่น
"คิดว่าจะจบง่ายๆ แค่นี้งั้นหรือ... เจ้าหนูตระกูลเย่?" เสียงกังวานเย็นเยียบดั่งมาจากขุมนรกดังขึ้น พร้อมกับการปรากฏตัวของบุคคลที่ไม่มีใครคาดคิด—ผู้อาวุโสสูงสุดแห่งสำนักวิญญาณสวรรค์ ผู้ซึ่งหายสาบสูญไปเมื่อร้อยปีก่อน!
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลาและวิถีกระบี่นี้ไปด้วยกันนะครับ หมื่นกระบี่คืนรัง
กระบี่ไร้ลักษณ์กับวิถีเซียนผู้เย็นชา•ตอนที่ 20
ทางเลือกสุดท้าย
ผลงานโดย หมื่นกระบี่คืนรัง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมื่นกระบี่คืนรัง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ไร้ลักษณ์กับวิถีเซียนผู้เย็นชา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!