กระบี่ไร้ลักษณ์กับวิถีเซียนผู้เย็นชา•ตอนที่ 19

รอยร้าวที่ยากประสาน

ผลงานโดย หมื่นกระบี่คืนรัง
“เจ้ากล้ากล่าวว่าทุกสิ่งที่ผ่านมา... เป็นเพียงหมากตัวหนึ่งในกระดานของตระกูลมู่เช่นนั้นหรือ?” น้ำเสียงของเย่เฉินแหบพร่าราวกับเศษแก้วที่บาดลึกอยู่ในลำคอ ทว่าทุกพยางค์กลับหนักอึ้งดั่งขุนเขาไท่ซาน ปราณกระบี่ไร้ลักษณ์ในตันTian (จุดตันเทียน) หมุนวนพลุ่งพล่านจนเสื้อคลุมสีดำสะบัดสะท้าน โลหิตสีแดงฉานไหลซึมออกจากมุมปากของเขา หยดลงสู่พื้นหินศิลาอัคคีจนเกิดเสียงดังฉ่า ควันสีขาวพวยพุ่งขึ้นมาท่ามกลางความเงียบงันของตำหนักลับรกร้างแห่งนี้ เบื้องหน้าของเขาคือมู่หลาน เซียนสาวผู้เยือกเย็นดุจน้ำแข็งพันปี นางในดวงใจผู้เคียงบ่าเคียงไหล่ฝ่าฟันอุปสรรคมาด้วยกันนับครั้งไม่ถ้วน บัดนี้อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ของนางกลับสะท้อนแสงสีเงินยวงจากกระบี่วิญญาณ ‘เหมันต์คล้อย’ ปลายกระบี่คมกริบนั้นมิได้ชี้ไปที่ศัตรูคู่อาฆาต หากแต่จดจ่ออยู่ตรงกลางอกของเย่เฉิน ห่างจากหัวใจที่กำลังเต้นระรัวด้วยความเจ็บปวดเพียงหนึ่งนิ้ว ดวงตาคู่สวยที่เคยฉายแววห่วงหาอาทร บัดนี้กลับว่างเปล่าและเย็นชาดั่งผืนน้ำในฤดูเหมันต์ นางหลบสายตาเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบไร้ระลอกคลื่น “เย่เฉิน... บนเส้นทางแห่งการบำเพ็ญเพียร ฝืนลิขิตฟ้ายังพอมีหนทางเยียวยา แต่การฝืนกฎแห่งสำนักเมฆาคล้อย... มีเพียงความตายเท่านั้นที่เป็นจุดจบ เจ้ากับข้า เราเดินอยู่บนเส้นทางที่ไม่มีวันบรรจบกันตั้งแต่แรกแล้ว” “กฎสำนัก? ฮ่าๆๆๆ!” เย่เฉินเงยหน้าหัวเราะร่า เสียงหัวเราะเต็มไปด้วยความเคียดแค้น ชิงชัง และหยาดหยดแห่งความร้าวรานที่กัดกินหัวใจ “ดีนัก! ดีเหลือเกิน! วันที่ตระกูลเย่ของข้าถูกเผาทำลายจนราบคาบเมื่อสิบปีก่อน เจ้าก็ใช้คำว่า ‘กฎสำนัก’ นี้เป็นข้ออ้างในการปิดตาข้างหนึ่งใช่หรือไม่? และวันนี้... เมื่อข้าเข้าใกล้ความจริงเบื้องหลังการสังหารหมู่ครั้งนั้น เจ้าก็เลือกที่จะชักกระบี่ใส่ข้า เพื่อปกป้องผู้อยู่เบื้องหลังโศกนาฏกรรมนั้นสินะ!” มู่หลานเม้มริมฝีปากแน่นจนซีดเซียว กล้ามเนื้อบริเวณหัวไหล่ของนางเกร็งตึง นางรู้ดีว่าทุกคำที่เย่เฉินกล่าวคือความจริง ความจริงที่ถูกซ่อนเร้นไว้ภายใต้ร่มเงาอันยิ่งใหญ่ของสำนักเมฆาคล้อย ความจริงที่ว่าผู้อาวุโสสูงสุดของสำนักนางคือผู้ชักใยอยู่เบื้องหลังการกวาดล้างตระกูลเย่ เพื่อแย่งชิงคัมภีร์กระบี่ไร้ลักษณ์ “ข้าทำเพื่อความสงบสุขของยุทธภพ...” มู่หลานพยายามเฟ้นหาคำพูดมาปกป้องการกระทำของตน แต่เมื่อสบเข้ากับดวงตาที่เต็มไปด้วยรอยร้าวของชายหนุ่ม คำพูดทั้งหมดราวกับติดอยู่ที่ลำคอ กลinอายความกดดันรอบตัวบีบคั้นจนอากาศแทบไม่ไหลเวียน “ความสงบสุขบนกองเลือดของคนตระกูลข้าเนี่ยนะ?” เย่เฉินก้าวเท้าเข้าหาคมกระบี่โดยไม่เกรงกลัวความตาย ปลายกระบี่เหมันต์กรีดทะลุเนื้อผ้าและผิวหนังบริเวณหน้าอกจนโลหิตสีชาดไหลเปรอะเปื้อนคมกระบี่สีเงินยวง แต่มู่หลานกลับเป็นฝ่ายสะดุ้งสุดตัวและถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยสัญชาตญาณ นางส่งเสียงร้องห้ามด้วยความตกใจ “หยุดนะ! อย่าเข้ามาใกล้กว่านี้!” “ทำไม? เจ้ากลัวหรือ?” เย่เฉินย่างสามขุมเข้าหาทีละก้าว ทุกก้าวที่เดินคือการประกาศกร้าวต่อโชคชะตาอันอยุติธรรม “เจ้ากลัวความจริง หรือกลัวว่ามือคู่นี้ของเจ้าจะต้องเปื้อนเลือดของคนที่เจ้ารักกันแน่?” บรรยากาศภายในตำหนักแปรเปลี่ยนเป็นอึมครึม ไอเย็นจัดแผ่ซ่านออกจากร่างของมู่หลานจนเกิดเกล็ดน้ำแข็งเกาะกุมตามผนังหิน นางกัดฟันกรอด ปราณวิญญาณระดับกำเนิดจิตขั้นสมบูรณ์ระเบิดออกอย่างไร้การควบคุม แรงกดดันมหาศาลกดทับร่างของเย่เฉินจนกระดูกลั่นกรอบ ทว่าแววตาดุดันและทระนงของชายหนุ่มหาได้สยบยอมไม่ เขายังคงเดินหน้าต่อไป แม้โลหิตจะไหลนองท่วมพื้นศิลา “เย่เฉิน! อย่าบีบบังคับข้า!” มู่หลานคำรามลั่น น้ำตาหยดหนึ่งร่วงหล่นจากหางตาของเซียนสาวผู้เย็นชา หยดลงกระทบพื้นพร้อมกับไอเย็นที่แตกกระจาย แต่นางไม่มีทางเลือก หากนางไม่หยุดเขาในวันนี้ คนที่จะลงมือปลิดชีพเย่เฉินไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นปรมาจารย์กระบี่ผู้ไร้ปรานีแห่งสำนักเมฆาคล้อย “ข้าไม่ได้บีบบังคับเจ้า... แต่เป็นเจ้าต่างหากที่เลือกเส้นทางนี้ มู่หลาน” เย่เฉินหยุดยืนห่างจากนางเพียงคืบ ปลายกระบี่ฝังลึกลงในเนื้ออกของเขา แต่มือหนากลับเอื้อมออกไปคว้าด้ามกระบี่เหมันต์เอาไว้โดยไม่สนใจความเจ็บปวด ปราณกระบี่ไร้ลักษณ์แผ่ซ่านผ่านฝ่ามือ บดขยี้ไอเย็นจนแหลกสลาย “จำไว้... วันนี้เจ้าหันคมกระบี่ใส่ข้าเท่ากับว่าสายใยระหว่างเราได้ขาดสะบั้นลงแล้ว” ฉับพลัน! ท้องน้ายามราตรีภายนอกตำหนักพลันแปรเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทอย่างไร้สาเหตุ เมฆทมิฬหนาทึบก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็วดั่งคลื่นยักษ์ เสียงคำรามกึกก้องของสายฟ้าฟาดผ่าลงมากลางยอดเขาอัคคี แสงสีม่วงสว่างวาบสาดส่องเข้ามาผ่านหน้าต่างหิน เผยให้เห็นเงาร่างลึกลับร่างหนึ่งยืนตระหง่านอยู่บนหลังคาตำหนัก กลิ่นอายกดดันระดับบรรพชนที่น่าสะพรึงกลัวแผ่ซ่านปกคลุมไปทั่วรัศมีร้อยลี้ ท้องฟ้าสั่นสะเทือนดั่งโลกกำลังจะแตกสลาย มู่หลานหน้าถอดสีทันที นางจำกลิ่นอายนี้ได้แม่นยำ “อาจารย์...!” เย่เฉินไม่ได้หวาดหวั่นแม้แต่น้อย เขายกยิ้มที่มุมปากอย่างเย้ยหยัน พลางกระชากกระบี่ออกจากอกตนเองอย่างไม่ลังเล โลหิตกระจายสาดกระเซ็นเป็นละอองฝนสีแดง ทว่าในวินาทีนั้นเอง เสียงหัวเราะอันแหบแห้งและทรงพลังราวกับเสียงระฆังโบราณก็ดังสะท้อนก้องมาจากเบื้องบน ทะลุกำแพงหินเข้ามา “ฮ่าๆๆๆ... ช่างเป็นภาพความรักที่น่าสมเพชเสียจริง เย่เฉิน เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าเจ้าจะรอดออกไปจากที่นี่ได้พร้อมกับความลับนั้น?” ร่างของชายชราในชุดคลุมสีเทาปรากฏขึ้นตรงหน้าประตูตำหนักราวกับภูตผี ดวงตาของเขาเปล่งประกายสีเขียวมรกตน่ากลัว และสิ่งที่อยู่ในมือของชายชราผู้นั้น ทำเอาเย่เฉินเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงจนหัวใจแทบหยุดเต้น! ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลาและวิถีกระบี่นี้ไปด้วยกันนะครับ หมื่นกระบี่คืนรัง
สารจากนักเขียน (หมื่นกระบี่คืนรัง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ไร้ลักษณ์กับวิถีเซียนผู้เย็นชา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%