คราบเลือดบนศิลาจารึกสำนักตระกูลเย่เมื่อสิบปีก่อน ไม่เคยจางหายไปตามกาลเวลา หากแต่ฝังลึกลงไปในเนื้อกระดูกและดวงวิญญาณของผู้รอดชีวิตเพียงหนึ่งเดียว
"เจ้า... พูดว่ากระไรนะ?"
เสียงของเย่เฉินแหบพร่าราวกับเศษแก้วที่เสียดสีกันอยู่ภายในลำคอ ดวงตาคมกริบดุจคมกระบี่ไร้ลักษณ์บัดนี้เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ความทระนงองอาจที่เคยค้ำจุนจิตวิญญาณของชายหนุ่มมาตลอดหลายปี คล้ายกำลังถูกมือที่มองไม่เห็นกระชากทึ้งจนแหลกสลายเป็นจุล
เบื้องหน้าของเขาคือมู่หลาน นางเซียนผู้เย็นชาดุจน้ำแข็งพันปีจากสำนักเมฆาคล้อย บัดนี้ อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ของนางกลับเปรอะเปื้อนไปด้วยละอองฝุ่นและคราบโลหิตจางๆ ทว่าสิ่งที่บาดลึกยิ่งกว่าบาดแผลภายนอก คือแววตาที่สั่นไหวระริกคู่นั้น แววตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิด ความหวาดกลัว และความจริงอันน่าสะพรึงกลัวที่นางพยายามปิดบังซ่อนเร้นมาตลอดชีวิต
"ข้าบอกว่า..." มู่หลานสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามสะกดกลั้นหยาดน้ำตาที่คลอหน่วยอยู่ในหน่วยตาคู่สวย ร่างระหงของนางสั่นสะท้านเล็กน้อยยามเผชิญหน้ากับบุรุษผู้เป็นดั่งดวงใจ "กระบี่ที่สังหารบิดามารดาของเจ้า และกวาดล้างตระกูลเย่ในคืนวันนั้น... คือกระบี่เบญจพฤกษ์ของสำนักเมฆาคล้อย และผู้ที่ออกคำสั่ง... คืออาจารย์ของข้าเอง"
เปรี้ยง!
สายฟ้าฟาดผ่าแหวกความเงียบงันยามราตรีลงมากลางลานหิน แสงสีฟ้าสว่างวาบสะท้อนใบหน้าซีดเผือดของเย่เฉิน ร่างของชายหนุ่มเซถอยหลังไปสามก้าว ราวกับถูกกระบี่ไร้ลักษณ์นับพันเล่มแทงทะลวงเข้าที่กลางอกพร้อมกัน ปราณวิญญาณรอบกายปั่นป่วนจนเกิดเป็นพายุหมุนขนาดย่อม กลิ่นอายสังหารพวยพุ่งทะยานเสียดฟ้า ทำลายลากพฤกษชาติรอบบริเวณจนป่นปี้ในพริบตา
ความจริงอันขมขื่น... ความจริงที่เขาเพียรตามหามาตลอดครึ่งค่อนชีวิต แลกมาด้วยหยาดเหงื่อ คราบน้ำตา และความเป็นความตาย
ตระกูลเย่ผู้ผดุงคุณธรรม ไม่ได้ถูกทำลายโดยมารร้ายนอกรีต หรือสัตว์อสูรบรรพกาลที่ไหน แต่กลับถูกบดขยี้ด้วยมือของ "สำนักผู้ผดุงฟ้า" สำนักเดียวกันกับสตรีที่เขามอบหัวใจให้ทั้งดวง!
"ฮ่าๆๆ..." เย่เฉินแหงนหน้าหัวเราะลั่น เสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด คลุ้มคลั่ง และหยามหยันโชคชะตา น้ำตาของผู้ฝึกยุทธ์ผู้ไม่เคยยอมก้มหัวให้ผู้ใดไหลรินปะปนกับสายฝนที่เริ่มโปรยปรายลงมา "ดี... ยอดเยี่ยมยิ่งนัก! สำนักเมฆาคล้อยผู้สูงส่ง สำนักที่อ้างตนว่าเป็นตัวแทนแห่งวิถีเซียนและสวรรค์! ที่แท้ก็คือโจรห่มหนังแกะ ชำระล้างตระกูลข้าด้วยความโลภและอำนาจ!"
มู่หลานพุ่งตัวเข้าไปใกล้ ยื่นมือเรียวดุจหยกขาวออกไปหมายจะคว้าแขนเขาไว้ด้วยความอาลัยอาวรณ์ "เฉินหลาง... อย่ามองข้าด้วยสายตาเช่นนั้นเลย ข้า... ข้าเพิ่งมารู้ความจริงนี้ทีหลัง หากข้าล่วงรู้มาก่อน..."
"ถอยไป!"
เย่เฉินสะบัดแขนออกอย่างไร้เยื่อใย แรงสะท้อนจากปราณวิญญาณกระแทกร่างของมู่หลานจนเซถอยหลังไปหลายก้าว นางเจ็บปวดที่ทรวงอกราวกับถูกของมีคมกรีดแทะ ทว่าความเจ็บปวดทางกายนั้นเทียบไม่ได้เลยกับความเจ็บปวดในใจยามเห็นแววตาเย็นชาและห่างเหินที่ชายหนุ่มทอดมองมา
สายตาคู่นั้น... ไร้ซึ่งความอบอุ่น ไร้ซึ่งความผูกพัน มีเพียงความว่างเปล่าและจิตสังหารที่พร้อมจะแผดเผาทุกสิ่ง
"เจ้ากับข้า..." เย่เฉินกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบจนน่ากลัว ปลายกระบี่ไร้ลักษณ์ในมือค่อยๆ ถูกชักออกจากฝัก ช้าๆ ทว่ามั่นคง เสียงโลหิตในกายเดือดพล่าน ร่างกายของเขาสั่นสะท้านด้วยแรงอารมณ์ที่ตีรันกันอยู่ในอก "นับจากวินาทีนี้เป็นต้นไป คือคนละเส้นทาง หากสำนักเมฆาคล้อยต้องการกระบี่ของตระกูลเย่จนตัวสั่นนัก วันหน้า... ข้า เย่เฉิน จะถือกระบี่เล่มนี้ไปเยือนยอดเขาเมฆาคล้อยด้วยตนเอง!"
มู่หลานหน้าซีดเผือดจนไร้สีเลือด หัวใจของนางกระตุกวูบราวกับหล่นลงไปในเหวลึก นางรู้ซึ้งถึงนิสัยของเย่เฉินดี ชายผู้นี้เมื่อลั่นวาจาแล้ว ต่อให้ฟ้าถล่มแผ่นดินทลายก็ไม่มีวันเปลี่ยนใจ และหากวันนั้นมาถึง... นางจะเอาหน้าไปพบเขาได้อย่างไร? นางจะเลือกยืนอยู่เคียงข้างอาจารย์ผู้ให้ชีวิต หรือยืนอยู่เคียงข้างบุรุษผู้เป็นเจ้าของดวงวิญญาณ?
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังตึงเครียดถึงขีดสุด จนแทบจะหลอมละลายทุกสรรพสิ่งให้กลายเป็นผุยผงนั้นเอง...
กรับ! กรับ! กรับ!
เสียงฝีเท้าหนักแน่นมั่นคงดังขึ้นจากความมืดมิดเบื้องหลังม่านหมอกหนาทึบ เป็นเสียงฝีเท้าที่ไม่ได้เร่งรีบ ทว่ากลับทรงพลังกดดันจนปราณวิญญาณรอบกายของทั้งสองคนต้องสั่นสะท้านโดยอัตโนมัติ
เงาร่างหนึ่งในชุดคลุมสีดำสนิท ปักลวดลายอักขระโบราณสีทองอร่าม ก้าวเดินออกมาจากความมืดอย่างเชื่องช้า ใบหน้าครึ่งบนถูกสวมทับด้วยหน้ากากโลหิตรูปอสูรโบราณ แผ่กลิ่นอายความชั่วร้ายและเยือกเย็นที่แม้แต่มู่หลานยังต้องขยับถอยหลังด้วยความตื่นตระหนก
"ช่างเป็นภาพที่น่าซาบซึ้งใจยิ่งนัก..." น้ำเสียงแหบพร่าดุจเสียงกระซิบจากขุมนรกดังขึ้น ทะลุผ่านม่านสายฝนเข้ามาในโสตประสาท "เย่เฉิน... เจ้าคิดจริงๆ หรือว่า การทำลายล้างตระกูลเย่เมื่อสิบปีก่อน เกิดขึ้นจากน้ำมือของสำนักเมฆาคล้อยเพียงลำพัง?"
เย่เฉินและมู่หลานชะงักกุนพร้อมกัน ดวงตาทั้งสองคู่หันขวับไปจ้องมองผู้มาใหม่ทันที
ผู้มาใหม่หยุดยืนอยู่บนยอดศิลา ปลายเท้าแทบไม่สัมผัสพื้น ก่อนจะหัวเราะในลำคอเบาๆ อย่างเย้ยหยัน พร้อมกับโยน "ป้ายวิญญาณ" ชิ้นหนึ่งตกลงแทบเท้าของเย่เฉิน
*เคร้ง!*
แสงจากสายฟ้าสาดส่องลงมาพอดี ทำให้เย่เฉินมองเห็นตัวอักษรที่สลักอยู่บนป้ายวิญญาณนั้นได้อย่างชัดเจน... มันคือป้ายประจำตัวของ "ผู้อาวุโสสูงสุดแห่งตระกูลเย่" ผู้เป็นปู่แท้ๆ ของเขาเอง!
และบนป้ายนั้น... มีรอยกระบี่ตระกูลเย่สลักไว้ด้วยความจงใจ
"ความจริงที่แท้จริง..." บุรุษสวมหน้ากากอสูรกล่าวต่อด้วยรอยยิ้มเยาะเย้ย "คือตระกูลของเจ้า... หักหลังพวกเดียวกันเองเพื่อแย่งชิงเคล็ดกระบี่ไร้ลักษณ์ต่างหากเล่า!"
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลาและวิถีกระบี่นี้ไปด้วยกันนะครับ หมื่นกระบี่คืนรัง
กระบี่ไร้ลักษณ์กับวิถีเซียนผู้เย็นชา•ตอนที่ 18
ความจริงอันขมขื่น
ผลงานโดย หมื่นกระบี่คืนรัง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมื่นกระบี่คืนรัง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ไร้ลักษณ์กับวิถีเซียนผู้เย็นชา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!