กระบี่ไร้ลักษณ์กับวิถีเซียนผู้เย็นชา•ตอนที่ 23

เมื่อท้องฟ้าเปลี่ยนสี

ผลงานโดย หมื่นกระบี่คืนรัง
"เจ้าหนู... เจ้าคิดว่ามารดาผู้ให้กำเนิดที่แท้จริงของเจ้า... ยอมให้เจ้าตายที่นี่กระนั้นหรือ?" สุ้มเสียงแหบพร่าดั่งมาจากขุมนรกโลกันตร์ยังคงก้องกังวานอยู่ในห้วงสมองของเย่เฉิน ราวกับลิ่มเหล็กหลอมที่ตอกย้ำลงกลางใจ ความจริงที่ถูกปิดตายภายใต้ม่านหมอกแห่งกาลเวลาถูกกระชากขึ้นมาเผชิญหน้าท่ามกลางบรรยากาศอันตึงเครียด สายลมรอบกายพลันหยุดนิ่ง ราวกับสรรพสิ่งในยุทธภพต่างกลั้นหายใจรอคอยการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เย่เฉินยืนหยัดนิ่งงัน ร่างกายของชายหนุ่มสั่นสะท้านเล็กน้อย หาใช่เพราะความหวาดกลัวไม่ แต่เป็นเพราะคลื่นอารมณ์อันรุนแรงที่ถาโถมเข้าใส่ดั่งพายุคลั่ง ดวงตาคมกริบทอประกายวับวับดั่งคมกระบี่ที่ซ่อนเร้นอยู่ในฝัก มือขวาที่กุมด้ามกระบี่ไร้ลักษณ์กำแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ปราณกระบี่ในร่างหมุนวนอย่างบ้าคลั่ง สวนทางกับความเย็นเยียบของบรรยากาศรอบด้าน "มารดาของข้า... สิ้นชีพไปในคืนที่ตระกูลเย่ถูกล้างบางแล้ว เจ้าเป็นตัวอะไรกันแน่ ถึงกล้าเอาชื่อของนางมาล้อเล่นบนคราบเลือดเช่นนี้!" เย่เฉินแค่นเสียงลอดไรฟัน น้ำเสียงทระนงสะท้อนก้องความเด็ดเดี่ยว ทว่าลึกๆ ในใจกลับปั่นป่วนดั่งคลื่นใต้น้ำ คำพูดของเงาลึกลับเมื่อครู่สะกิดแผลเป็นในอดีตที่เขาเพียรพยายามฝังกลบมาตลอดหลายปี ท่ามกลางความเงียบงันอันน่าอึดอัดนั้น มู่หลานก้าวเท้าเข้ามาเคียงข้าง ชายอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ของนางพลิ้วไหวตามแรงปราณที่แผ่ซ่าน นางเซียนผู้เยือกเย็นดั่งน้ำแข็งแห่งสำนักเมฆาคล้อยมิได้กล่าวสิ่งใด แต่แววตาคู่คมกลับทอประกายระมัดระวังอย่างยิ่งยวด ปราณกระบี่เหมันต์ในกายของนางแผ่ไอเย็นเยียบแผ่ออกมาเป็นรัศมีสาม丈 (สิบเมตร) เพื่อปกป้องคุ้มครองเย่เฉินจากจิตสังหารที่กดทับลงมา "เย่เฉิน... อย่าได้หลงกลมัน" สุ้มเสียงหวานใสแต่เย็นชาดั่งหิมะโปรยปรายของมู่หลานเอ่ยเตือนสติ นางหันมามองชายหนุ่มด้วยสายตาที่เปี่ยมด้วยความห่วงใยอันลึกซึ้ง ซึ่งมีเพียงเขาเท่านั้นที่จะได้เห็นความอ่อนโยนนี้จากนางเซียนผู้ไร้ใจ "ข้ามีสติอยู่, มู่หลาน" เย่เฉินสูดลมหายใจเข้าลึก, ปรับจิตใจให้สงบลงดั่งผิวน้ำในยามไร้ลม "คนผู้นี้มิใช่ภูตผีธรรมดา พลังปราณที่มันแผ่ออกมา... เป็นวิชาดูดกลืนวิญญาณที่สูญหายไปนับร้อยปี" ทันใดนั้น ท้องนภายามราตรีที่เคยประดับด้วยหมู่ดาวนับพันกลับแปรเปลี่ยนเป็นสีเลือดอย่างฉับพลัน! เมฆหมอกทมิฬม้วนตัวเข้าหากันดั่งคลื่นมหาสมุทร แรงกดดันระดับขอบเขตราชันย์มารแผ่ขยายปกคลุมไปทั่วทั้งแผ่นดิน ผู้คนนับหมื่นในเมืองเบื้องล่างต่างทรุดฮวบลงคุกเข่าด้วยความหวาดกลัว กระบี่ในฝักของเหล่าจอมยุทธ์ต่างส่งเสียงสั่นคำรามราวกับหวาดหวั่นต่อผู้มาเยือน นั่นคือการปรากฏตัวของ "จอมมารโลหิต" ผู้สร้างความพินาศให้แก่ยุทธภพเมื่อสามร้อยปีก่อน! ร่างในชุดคลุมสีดำสนิทปักลายอักขระโลหิตก้าวออกมาจากรอยแยกมิติ ทุกย่างก้าวที่มันเหยียบย่างลงมา พื้นดินแตករ้าวเป็นทางยาว ต้นไม้ใบหญ้าเหี่ยวเฉาลงในพริบตา ใบหน้าภายใต้ฮู้ดสีดำนั้นเผยให้เห็นรอยแผลเป็นน่ากลัวและดวงตาสีแดงฉานที่เปล่งประกายด้วยความกระหายเลือด "ฮ่าๆๆๆ... ช่างน่าซาบซึ้งใจเสียจริง คู่รักต่างสำนักมาเผชิญหน้ากับความตายร่วมกัน ช่างเป็นภาพที่งดงามยิ่งนัก" เสียงหัวسิคำรามของจอมมารสั่นสะเทือนไปถึงขั้วหัวใจ มันกวาดสายตามองเย่เฉินและมู่หลานด้วยความสมเพชเวทนา "เจ้าคือผู้ที่อยู่เบื้องหลังการล่มสลายของตระกูลเย่เมื่อสิปีก่อนสินะ" เย่เฉินก้าวออกไปเบื้องหน้าหนึ่งก้าว ร่างของเขายืดตรงทระนงดั่งขุนเขา ไร้ซึ่งความเกรงกลัวต่อพลังอันมหาศาลเบื้องหน้า ปราณกระบี่ไร้ลักษณ์เริ่มเปล่งแสงเรืองรองรอบกาย "ตระกูลเย่? หึ... พวกมันก็แค่ฝุ่นผงที่ขวางทางมหาอำนาจแห่งฟ้าดินเท่านั้น" จอมมารโลหิตแสยะยิ้มเหี้ยมเกรียม "แต่เจ้า... เย่เฉิน ลูกชายของสตรีโง่เขลานางนั้น สายเลือดที่ไหลเวียนอยู่ในตัวเจ้าต่างหาก คือกุญแจสำคัญที่จะปลดผนึกประตูสวรรค์และนรกภูมิ!" มู่หลานขมวดคิ้วมุ่น นางกระชับกระบี่เมฆาในมือแน่น ปราณเหมันต์สวรรค์ระเบิดออกเป็นเกล็ดน้ำแข็งนับหมื่นเล่มลอยเคว้งคว้างกลางอากาศ นางไม่มีทางยอมให้มารร้ายผู้นี้แตะต้องเย่เฉินเป็นอันขาด แม้จะต้องแลกด้วยชีวิตก็ตาม "วาจาเพ้อเจ้อ หากเจ้าต้องการเลือดของเขา ก็ต้องก้าวผ่านศพของข้าไปเสียก่อน!" มู่หลานตวัดกระบี่ในมือ คมดาบน้ำแข็งพุ่งทะยานออกไปดั่งดาวตกแหวกความมืดมิดเข้าใส่จอมมารโลหิตทันทีโดยไม่รอให้มันเอวาจาเพ้อเจ้ออีกต่อไป "คิดจะรนหาที่ตาย เร็วกว่าร้อยปีก่อนมากนักนะแม่นางน้อย!" จอมมารโลหิตแค่นเสียงฮึดฮัด มันเพียงสะบัดแขนเสื้อเบาๆ คลื่นพลังโลหิตมหาสมุทรก็พุ่งเข้าปะทะกับกระบี่เหมันต์ของมู่หลานจนเกิดเสียงระเบิดสนั่นหวั่นไหว แรงสะท้อนทำให้ร่างของมู่หลานเซถอยหลังไปสามก้าว มุมปากของนางมีโลหิตสีชาดไหลรินลงมาเล็กน้อย "มู่หลาน!" เย่เฉินอุทานด้วยความตกใจ ความโกรธเกรี้ยวพุ่งทะยานถึงขีดสุด ดวงตาของเขาเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานตามสัญชาตญาณดิบ วิชากระบี่ไร้ลักษณ์บทที่เก้า - "กระบี่เดียวดายฝืนลิขิต" ถูกชักออกจากฝักในพริบตา! แสงกระบี่สีขาวบริสุทธิ์เจิดจ้าตัดผ่านความมืดมิดของท้องฟ้าสีเลือด มันรวดเร็วยิ่งกว่าสายฟ้าแลบ ทรงพลังยิ่งกว่าอสนีบาตฟาดลงมา เป็นกระบี่ที่หลอมรวมจิตวิญญาณ ความแค้น และความรักทั้งหมดเข้าไว้ด้วยกัน พุ่งตรงไปยังลำคอของจอมมารโลหิตอย่างแม่นยำ จอมมารโลหิตที่เคยหยิ่งผยองพลันชะงัก รอยยิ้มบนใบหน้าแข็งค้าง ดวงตาสีแดงเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงเมื่อสัมผัสได้ถึงอานุภาพกระบี่ที่เหนือความคาดหมาย ทว่า ในเสี้ยววินาทีที่คมกระบี่กำลังจะเจาะทะลวงผ่านเกราะปราณมาร... ท้องฟ้าสีเลือดกลับผ่าเปรี้ยงลงมาอย่างไร้ที่มา พร้อมกับเสียงหัวเราะปริศนาที่ดังขึ้นจากมิติที่เหนือกว่า "เด็กน้อย... เจ้าคิดว่าเจ้าฟันศัตรูตรงหน้าได้แล้วกระนั้นหรือ? จงมองดูให้ดีเสียก่อนว่า... ใครกันแน่ที่อยู่ข้างหลังเจ้า" เย่เฉินสะดุ้งสุดตัว สัญชาตญาณนักสู้ร้องเตือนภัยระดับวิกฤต เมื่อเขากวาดสายตามองผ่านเงาสะท้อนบนคมกระบี่ของตนเอง ปรากฏว่าร่างของมู่หลานที่ควรจะยืนอยู่เคียงข้าง... บัดนี้กลับหายลับไปอย่างไร้ร่องรอย ทิ้งไว้เพียงดาบเมฆาที่ปักอยู่บนพื้นดิน และคราบเลือดหยดสุดท้ายที่กำลังระเหยกลายเป็นอักษรเวทโบราณ: *“หากอยากพบนาง... จงก้าวเข้ามาในประตูแห่งความตายด้วยตัวคนเดียว”* ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาด้วยกันในตอนนี้นะครับ
สารจากนักเขียน (หมื่นกระบี่คืนรัง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ไร้ลักษณ์กับวิถีเซียนผู้เย็นชา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%