กระบี่ไร้ลักษณ์กับวิถีเซียนผู้เย็นชา•ตอนที่ 7

เส้นทางที่ไร้จุดหมาย

ผลงานโดย หมื่นกระบี่คืนรัง
คมกระบี่ไร้ลักษณ์มิใช่สิ่งที่จะพกพาไว้เพื่อประหัตประหารผู้ใด หากแต่เป็นภาระหนักอึ้งที่สลักลงบนดวงจิตของบุรุษผู้ปรารถนาจะทวนกระแสสวรรค์ เย่เฉินยืนนิ่งอยู่เบื้องหน้าซากปรักหักพังของตำหนักตระกูลเย่ ลมหายใจของเขาแผ่วเบาดุจสายหมอกยามสนธยา ทว่านัยน์ตากลับคมกริบราวกับคมเหล็กกล้าที่ผ่านการลับคมในอัคคีพันปี เศษซากอิฐหักและคราบโลหิตที่แห้งกรังยังคงบอกเล่าเรื่องราวความโหดร้ายในคืนที่ตระกูลต้องล่มสลาย ปมในใจนี้กัดกินวิญญาณของเขามาเนิ่นนาน และในยามนี้ เมื่อสัจธรรมแห่งวิถีกระบี่เริ่มกระจ่างชัดในห้วงสำนึก เขารู้ดีว่าการหลบ ภัยอยู่ ณ ที่แห่งนี้ย่อมไม่อาจพาเขาไปสู่จุดสิ้นสุดแห่งความจริงได้ "เส้นทางที่ไร้จุดหมาย... คือเส้นทางเดียวที่ข้าจักต้องก้าวเดิน" เสียงพึมพำลอดผ่านริมฝีปากที่เม้มแน่นของเย่เฉิน เขาสะบัดชายเสื้อคลุมสีครามอย่างเด็ดเดี่ยว ร่างกายทะยานขึ้นสู่ท้องนภาราวกับพญาอินทรีที่โผบินออกจากกรงขัง ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันและความเวิ้งว้างของซากอารยธรรมเบื้องหลัง ทว่า... ในยุทธภพอันกว้างใหญ่ไพศาล การเดินทางของบุรุษผู้โดดเดี่ยวหาได้ไร้เงาติดตาม ห่างออกไปสามสี้ (ประมาณหนึ่งกิโลเมตร) บนยอดสนโบราณที่ปกคลุมด้วยหิมะหนาทึบ ร่างระหงในชุดอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ดุจเกล็ดน้ำแข็งยืนสงบนิ่งอยู่บนกิ่งไม้ที่ไหวเอนตามแรงลม ทรวดทรงอรชรนั้นแผ่ไอเย็นเยือกแข็งออกมาจนละอองน้ำรอบกายกลายเป็นเกล็ดน้ำค้างแข็ง นางคือมู่หลาน เซียนสาวผู้เย็นชาแห่งสำนักเมฆาคล้อย ผู้ซึ่งครั้งหนึ่งเคยยืนอยู่คนละฟากฝั่งกับเขา ดวงเนตรคู่คมกริบดั่งหยกสลักมองตามร่างของเย่เฉินที่ลับหายไปในกลีบเมฆสีเทาเข้ม มุมปากเรียวบางของนางเม้มเข้าหากันเล็กน้อย ความลังเลใจที่ปกติไม่เคยเกิดขึ้นในจิตใจของเซียนผู้ตัดขาดจากโลกีย์ กลับกำลังก่อตัวขึ้นอย่างเงียบเชเชียบ "เย่เฉิน... เจ้าคิดจะแบกรับความแค้นนี้ไปเพียงลำพังงั้นหรือ" มู่หลานพึมพำกับความว่างเปล่า น้ำเสียงของนางราบเรียบเย็นชาไร้ระลอกคลื่น ทว่าลึกเข้าไปในดวงตาคู่นั้นกลับซ่อนประกายความห่วงหาอาทรไว้อย่างลึกซึ้ง นางคือนางเซียนผู้ยึดมั่นในกฎเกณฑ์และวิถีแห่งความเย็นชา แต่วิถีเหล่านั้นกลับพังทลายลงทีละน้อย นับตั้งแต่วันที่คมกระบี่ของชายหนุ่มผู้นี้เข้ามาสั่นคลอนหัวใจที่เคยด้านชาของนาง เท้าเรียว้าวาดก้าวผ่านความว่างเปล่า ร่างของนางหลอมรวมเข้ากับสายลมหนาว สะกดรอยตามเป้าหมายไปอย่างเงียบเชียบ ดุจเงาดำที่ทอดทับอยู่เบื้องหลังแสงตะวัน การเดินทางล่วงเลยผ่านพ้นหุบเขาอสูรโลกันตร์และผืนป่าหมอกทมิฬ บรรยากาศรอบกายเต็มไปด้วยกลิ่นอายปราณวิญญาณที่ปั่นป่วนและอันตราย เย่เฉินเลือกเดินบนเส้นทางที่ไม่มีผู้คนสัญจร เพื่อทดสอบขอบเขตพลังและค้นหาเบาะแสเกี่ยวกับคัมภีร์กระบี่ไร้ลักษณ์ขั้นที่สี่ ทุกย่างก้าวของเขาคือการบำเพ็ญเพียร ทุกการตวัดกระบี่คือการท้าทายกฎเกณฑ์แห่งฟ้าดิน ยามค่ำคืนมาเยือน แสงจันทร์สีนวลสาดส่องลงมาทาบทับผืนป่าโบราณ เย่เฉินนั่งขัดสมาธิอยู่บนโขดหินใหญ่ เบื้องหน้าสลักด้วยรอยกระบี่เก่าแก่ที่เต็มไปด้วยจิตสังหาร เขาหลับตาลงโคจรลมปราณ เม็ดเหงื่อผุดพรายบนหน้าผาก แม้ภายนอกจะดูสงบเยือกเย็น แต่ภายในร่างกระแสปราณกลับปั่นป่วนดั่งพายุคลั่ง เนื่องจากบาดแผลภายในที่ยังไม่หายสนิทจากการประลองครั้งก่อน ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าแผ่วเบาดั่งเกล็ดหิมะตกกระทบใบไม้แห้งก็ดังขึ้นในความมืด เย่เฉินลืมตาโพรงขึ้นในทันที นัยน์ตาดำขลับฉายแววคมกล้า ร่างของเขาพุ่งวาบไปเบื้องหน้าพร้อมกับนิ้วมือที่ประสานเป็นกระบี่ พลังปราณไร้ลักษณ์พุ่งทะยานออกไปผ่าความมืดผืนป่าจนต้นไม้ใหญ่ขาดสะบั้นเป็นสองท่อนในพริบตา! "ผู้ใด!" เขาส่งเสียงคำรามก้อง กลิ่นอายสังหารแผ่ซ่านกดดันบรรยากาศรอบตัวให้หนักอึ้ง ทว่า ปลายกระบี่ของเขาหยุดชะงักลงสนิท ห่างจากลำคอระหงของสตรีผู้หนึ่งเพียงแค่ลมหายใจกั้น แสงจันทร์สาดส่องกระทบใบหน้างดงามล่มเมืองที่ไร้ซึ่งรอยยิ้ม มู่หลานยืนนิ่งสงบ นางมิได้หลบหลีกหรือชักอาวุธใดๆ ออกมาป้องกันตัว ดวงตาสีรัตติกาลคู่นั้นจ้องมองลึกเข้าไปในนัยน์ตาของเย่เฉินโดยไม่กะพริบ ความเงียบงันเข้าปกคลุมชั่วขณะ มีเพียงเสียงลมหายใจแผ่วเบาและเสียงใบไม้ไหว "เจ้า..." เย่เฉินชะงักไปเล็กน้อย ความตึงเครียดในแววตาแปรเปลี่ยนเป็นความประหลาดใจระคนอาทร "เหตุใดจึงตามมา มู่หลาน? เส้นทางนี้มิใช่สถานที่ที่สตรีจากสำนักเมฆาคล้อยควรย่างกรายเข้ามา" มู่หลานเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย น้ำเสียงของนางยังคงราบเรียบเยือกเย็นเช่นเคย ทว่าแฝงไว้ด้วยความดื้อรั้นที่หาได้ยากยิ่ง "โลกใบนี้กว้างใหญ่ไพศาลนัก เส้นทางของเจ้าเป็นของเจ้า แล้วเหตุใด... เส้นทางของข้าจึงจะร่วมเดินเคียงข้างไปกับเจ้ามิได้" เย่เฉินจ้องมองสตรีตรงหน้า หัวใจที่ด้านชามานานนับปีพลلเกิดระลอกคลื่นไหววูบ เขาเก็บกระบี่กลับเข้าฝักอย่างช้าๆ ก่อนจะระบายยิ้มบางเบาที่มุมปาก "เส้นทางนี้เต็มไปด้วยขวากหนามและทัณฑ์สวรรค์ การติดตามข้าหมายถึงการเป็นศัตรูกับฟ้าดิน เจ้าไม่กลัวหรือ" "ข้าเคยกลัวการทำผิดกฎสำนัก..." มู่หลานก้าวเข้ามาใกล้เขาอีกนิด กลิ่นหอมจางๆ ดั่งดอกเหมยในฤดูหนาวโชยปะทะนาสิก "แต่ความกลัวที่แท้จริงหาใช่การฝ่าฝืนกฎฟ้าดิน... หากแต่เป็นการต้องมองดูเจ้าเดินหายลับไปในความมืดโดยที่ข้ามิได้ทำสิ่งใดเลยต่างหาก" คำพูดของนางลึกซึ้งดั่งบทกวีโบราณ ทว่าเย่เฉินยังไม่ทันได้เอื้อnวาจาใดตอบกลับ ความผิดปกติบางอย่างก็เกิดขึ้นฉับพลัน! บรรยากาศรอบกายพลันท้องฟ้ามืดครึ้มลงในพริบตา เมฆดำทะมึนก่อตัวหมุนวนเป็นรูปวงกลมเหนือน่านฟ้าที่พวกเขายืนอยู่ สายฟ้าสีทองคำคำรามกึกก้องสะเทือนเลื่อนลั่น แรงกดดันจากมหาอำนาจลึกลับพุ่งทะยานลงมาจากเบื้องบนราวกับภูเขาทั้งลูกกดทับลงมา มู่หลานหน้าถอดสีเล็กน้อย นางเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าอุบัติเหตุครั้งนี้ "นี่มัน... ทัณฑ์สวรรค์ขั้นที่เจ็ด!" เย่เฉินหรี่ตาลง ทันใดนั้น เงาร่างสีดำนับสبيปรากฏขึ้นล้อมรอบพวกเขาจากทุกทิศทุกทาง กลิ่นอายสังหารอันน่าสะพรึงกลัวแผ่ซ่าน พร้อมกับเสียงหัวเราะเย็นเยียบที่ดังสะท้อนก้องกังวานมาจากความมืดมิด "ฮ่าๆๆ เย่เฉิน... ในที่สุดพวกเราก็หาเจ้าพบ นึกไม่ว่านอกจากเจ้าแล้ว ยังมีลูกแก้วมังกรหลงยุคคอยติดตามมาด้วย วันนี้ทั้งชีวิตและวิชากระบี่ของพวกเจ้า... ต้องจบลงที่นี่!" สิ้นเสียงคำราม ร่างของเงาลึกลับพุ่งเข้าประชิดตัวพร้อมกันในเสี้ยววินาที! ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลาและวิถีกระบี่นี้ไปด้วยกันนะครับ — หมื่นกระบี่คืนรัง
สารจากนักเขียน (หมื่นกระบี่คืนรัง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ไร้ลักษณ์กับวิถีเซียนผู้เย็นชา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%