กระบี่ไร้ลักษณ์กับวิถีเซียนผู้เย็นชา•ตอนที่ 6

กระบี่กับหัวใจ

ผลงานโดย หมื่นกระบี่คืนรัง
"เจ้าวางมันลงตรงนั้น... ป้ายไม้เก่าคร่ำครึที่เปื้อนคราบโลหิตแห่งสำนักเมฆาคล้อย ชิ้นนี้ เจ้าได้มันมาอย่างไรกันแน่ เย่เฉิน" น้ำเสียงของมู่หลานเยียบเย็นราวกับสายน้ำใต้ธารน้ำแข็งพันปี แต่หากเงี่ยหูฟังให้ดี ย่อมสัมผัสได้ถึงความสั่นพร่าระคนหวาดหวั่นที่นางพยายามซ่อนเร้นไว้ภายใต้หน้ากากเซียนผู้สูงส่ง นางจ้องมองวัตถุชิ้นเล็กในมือของเย่เฉิน ราวกับมันคืองูพิษร้ายที่พร้อมจะฉกกัดหัวใจของนางให้แหลกสลายได้ทุกเมื่อ รอบกายของทั้งสองคือถ้ำหินอับชื้น ล้อมรอบด้วยความมืดมิดยามวิกาล มีเพียงกองไฟกองเล็กที่ส่งเสียงปะทุ 'เปรี๊ยะปะรี๊ยะ' แสงสีส้มแดงวับแวมทอดเงาร่างของคนทั้งคู่ให้ทาบทับไปบนผนังถ้ำ ยืดขยายและบิดเบี้ยวคล้ายภูตผีที่กำลังร่ำไห้ กลิ่นอายปราณวิญญาณรอบตัวผันผวนปั่นป่วนตามอารมณ์ที่คุกรุ่นของยอดฝีมือทั้งสอง เย่เฉินไม่ตอบในทันที ชายหนุ่มเพียงแต่เงยหน้าขึ้นจากกองไฟ ดวงตาคมกริบดั่งคมกระบี่ที่ซ่อนเร้นในฝักคู่นั้นสะท้อนประกายเพลิงสีชาด เขาค่อยๆ ยกจอกสุราขึ้นจิบรสชาติเผاردร้อนที่บาดคอ ก่อนจะวางมันลงบนพื้นหินอย่างแผ่วเบา "เจ้าก็รู้อยู่แก่ใจ มู่หลาน..." เย่เฉินเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มแต่หนักแน่นดั่งขุนเขา "ในยุทธภพนี้ มีไม่กี่คนหรอกที่จะพกป้ายประจำตัวระดับผู้อ... สูงสุด... ติดตัวตลอดเวลา ยิ่งเป็นป้ายที่สลักด้วยลายมือตวัด 'กระบี่เมฆาคล้อย' อันเป็นเอกลักษณ์ของผู้อาวุโสสี่ผู้ล่วงลับ ย่อมไม่ใช่สิ่งที่เก็บตกได้ตามข้างทาง" มู่หลานเม้มริมฝีปากแน่นจนซีดเซียว มือเรียวบางที่ถือกระบี่ประจำกายสั่นเทาเล็กน้อย นางสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นคลื่นอารมณ์ที่โถมซัด ดั่งพายุหิมะที่กำลังโหมกระหน่ำในอก "ท่าน... อาจารย์ของข้า..." มู่หลานพึมพำออกมาด้วยน้ำเสียงแห้งผาก ดวงตาดาราคู่สวยคลอหน่วงด้วยหยาดน้ำตาที่นางพยายามฝืนกลั้นไม่ให้ร่วงหล่น "เขาหายสาบสูญไปเมื่อสิบปีก่อน ในคืนที่หุบเขาเมฆาคล้อยถูกเพลิงผลาญ... ทุกคนบอกว่าเขาตายแล้ว แต่ข้า... ข้าไม่เคยเชื่อ!" นางเงยหน้าขึ้นสบตาเย่เฉิน หยาดน้ำตาเม็ดหนึ่งไหลรินอาบแก้มเนียนนุ่ม ขัดแย้งกับรัศมีเซียนอันเย็นชาโดยสิ้นเชิง ภาพลักษณ์ของเซียนสาวผู้ไร้ความรู้สึกพังทลายลงในชั่วพริบตา เหลือเพียงสตรีผู้โหยหาไออุ่นจากอดีตที่ถูกพรากไป เย่เฉินมองภาพนั้นด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน ปมในใจของเขาเองก็หนักหนาสาหัสไม่แพ้กัน การล่มสลายของตระกูลเย่ในคืนฝนดาวตกเมื่อสิบปีก่อน ยังคงฝังรากลึกอยู่ในความทรงจำราวกับรอยแผลเป็นที่ไม่มีวันจางหาย "ข้าพบป้ายนี้ในซากปรักหักพังของตำหนักรกร้าง ณ เขตแดนรกร้างบูรพา" เย่เฉินกล่าวต่อ น้ำเสียงทอดอ่อนลงอย่างหาได้ยากยิ่ง "และที่สำคัญ... ข้าพบบาดแผลปราณกระบี่ที่หลงเหลืออยู่บนผนังหิน ซึ่งเป็นวิชา 'กระบี่เมฆาคล้อยสยบฟ้า' ขนานแท้... วิชานี้มีเพียงผู้อาวุโสสูงสุดและเจ้าสำนักเท่านั้นที่ฝึกฝนได้" กองไฟปะทุเสียงดังขึ้นอีกครั้ง เปลวเพลิงไหววูบตามสายลมที่ลอดผ่านปากถ้ำเข้ามา ความเงียบงันเข้าปกคลุมชั่วขณะ มีเพียงเสียงหัวใจที่เต้นระรัวของคนทั้งสองสะท้อนก้องอยู่ในความมืด "เจ้ากำลังจะบอกอะไรข้า เย่เฉิน?" มู่หลานถามเสียงสั่น สะกดกลั้นความหวาดกลัวต่อความจริงที่กำลังจะเปิดเผย "ข้าไม่ได้บอกว่าเขาตาย หรือเขารอด" เย่เฉินสบตาคู่นั้นอย่างตรงไปตรงมา แววตาเต็มไปด้วยความจริงใจและสัจธรรมที่ผ่านการขัดเกลา "แต่ข้ากำลังจะบอกว่า... เบื้องหลังโศกนาฏกรรมของตระกูลเจ้า และความพินาศของตระกูลข้า มีเงาของ 'คนคนเดียวกัน' ชักใยอยู่เบื้องหลัง" ราวกับสายฟ้าฟาดผ่ากลางใจ มู่หลานเซถอยหลังไปครึ่งก้าว ร่างเพรียวบางสั่นสะท้าน นางทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าพิงผนังถ้ำอย่างไร้เรี่ยวแรง ป้ายไม้ประจำตัวในมือร่วงหล่นกระทบพื้นหินเสียงดัง 'กริ๊ง' สัจธรรมแห่งยุทธภพช่างโหดร้ายยิ่งนัก ผู้คนต่างดิ้นรนฝึกฝนวิชาบรรลุเป็นเซียน ข้ามผ่านขอบเขตความเป็นความตาย เพื่อไขว่คว้าหาความเป็นนิรันดร์ แต่สุดท้าย... กลับเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งบนกระดานของผู้มีอำนาจที่อยู่เบื้องสูง เย่เฉินขยับกายเข้าไปใกล้ ร่างสูงสง่าทอดเงาปกคลุมร่างของนาง เขายื่นมือออกไปหวังจะแตะไหล่บางเพื่อปลอบประโลม แต่แล้วมือคู่นั้นก็ชะงักค้างกลางอากาศด้วยความลังเลตามวิสัยของสุภาพบุรุษผู้ให้เกียรติ "เจ้ารู้สึกเหนื่อยล้าหรือไม่... มู่หลาน" เย่เฉินเอמהแผ่วเบา ราวกับเสียงกระซิบของสายลม "การแบกรับกฎเกณฑ์อันเคร่งครัดของสำนักเมฆาคล้อย การทำตัวเป็นเซียนผู้ไร้หัวใจ... เพื่อปกปิดความอ่อนแอภายใน มันคุ้มค่าแล้วหรือกับวิถีเซียนที่โดดเดี่ยวเช่นนี้" มู่หลานเงยหน้าขึ้นมองเขา แววตาดาราคู่นั้นเต็มไปด้วยความตัดพ้อและตัดสิ้น นางแค่นหัวเราะเยาะหยันตนเองออกมาเบาๆ "แล้วเจ้าเล่า เย่เฉิน... การถือกระบี่ไร้ลักษณ์ ท่องยุทธภพอย่างโดดเดี่ยว ท้าทายลิขิตฟ้าโดยไร้ซึ่งสหายเคียงข้าง มันมีความสุขนักหรือ?" นางย้อนถาม น้ำเสียงเจือความตัดพ้อแต่กลับแฝงความโหยหาอย่างสุดซึ้ง เย่เฉินนิ่งงั้นไป คำถามนี้ดั่งคมกระบี่ที่แทงทะลุหัวใจของเขาเอง ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขายึดมั่นในวิถีกระบี่ไร้ลักษณ์ ตัดขาดจากโลกภายนอก เพียรพยายามฝึกฝนจนไร้เทียมทาน แต่หัวใจกลับว่างเปล่าไร้ซึ่งจุดหมาย... จนกระทั่งสตรีตรงหน้านี้ก้าวเข้ามาในชีวิตของเขา "แต่ตอนนี้... ข้าไม่ได้โดดเดี่ยวอีกต่อไปแล้ว" เย่เฉินเอמהด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มที่เปี่ยมด้วยความจริงจัง ดวงตาคมกริบมองลึกเข้าไปในดวงตาของนาง สะท้อนภาพเงาของนางเซียนผู้เย็นชาอย่างชัดเจน หัวใจของมู่หลานกระตุกวูบ ความอบอุ่นสายหนึ่งแผ่ซ่านเข้าสู่ก้นบึ้งของหัวใจที่หนาวเหน็บมาเนิ่นนาน นางเอื้อมมือออกไปโดยไม่รู้ตัว ปลายเรียวเล็บสัมผัสกับมือหนาหยาบกร้านของเย่เฉินที่วางอยู่ใกล้ๆ ความเย็นชาจากร่างของนางหลอมละลายลงภายใต้ไออุ่นจากฝ่ามือของเขา ท่ามกลางความมืดมิดของถ้ำและแสงไฟริบหรี่ ระยะห่างของคนทั้งสองค่อยๆ ลดลง ลมหายใจอุ่นร้อนเริ่มประสานเป็นหนึ่งเดียว เคมีอันเร่าร้อนแต่ลึกซึ้งแผ่ซ่านกดดันบรรยากาศรอบข้างให้ราวกับหยุดนิ่ง ทว่า... ในวินาทีที่ริมฝีปากของทั้งคู่กำลังจะขยับเข้าใกล้กันเพื่อหลอมรวมความรู้สึกทั้งหมด *เปรี้ยงงงง!* เสียงอสนียบาตคำรามสนั่นหวั่นไหวราวกับฟ้าดินจะถล่มลงมา แรงกดดันจากปราณวิญญาณมหาศาลพุ่งทะลุทะลายผนังถ้ำเข้ามาอย่างฉับพลัน พร้อมกับเงาร่างสีดำทมิฬนับสิบที่พุ่งทะยานลงมาจากฟากยามวิกาล กลิ่นอายสังหารพวยพุ่งตลบอบอวล ปลายกระบี่นับร้อยเล่มชี้ตรงมายังจุดที่พวกเขานั่งอยู่! "ระวัง!" เย่เฉินตวัดสายตาคมกริบไปเบื้องหน้า ร่างกายตอบสนองด้วยสัญชาตญาณดิบแห่งมือกระบี่ เขากระชากตัวมู่หลานเข้าสู่อ้อมอกอย่างรวดเร็ว พร้อมกับมือขวาที่สะบัดออกเบาๆ กระบี่ไร้ลักษณ์พลันสั่นสะทรานเสียงแหลมสูง พลังปราณไร้รูปก่อตัวเป็นเกราะกำบังโปร่งแสงขึ้นต้านทานแรงกระแทกจากภายนอก เงาดำร่างหนึ่งก้าวออกมาจากกลุ่มมือสังหาร เสียงหัวเราะเยือกเย็นดังก้องกังวานไปทั่วผืนป่า ราวกับเสียงกริมมัจจุราชจากขุมนรก "ฮ่าๆๆๆ... ช่างเป็นภาพที่น่าประทับใจเสียจริง จอมยุทธ์เย่ผู้ไร้พ่ายกับเซียนสาวแห่งเมฆาคล้อย... น่าเสียดายที่พวกเจ้าคงไม่มีโอกาสได้ปรับความเข้าใจกันต่อหน้าปรโลกแล้ว!" เงาร่างนั้นสะบัดมือ โยนวัตถุปริศนาชิ้นหนึ่งตกกลิ้งเข้ามาหน้ากองไฟ แสงไฟสาดส่องกระทบให้เห็นเด่นชัด... มันคือศีรษะของผู้อาวุโสสำนักเมฆาคล้อยอีกคนหนึ่ง ที่ดวงตายังคงเบิกโพลงด้วยความหวาดกลัวสุดขีด! มู่หลานกรีดร้องออกมาเบาๆ ด้วยความตกใจ ใบหน้าซีดเผือดลงในพริบตา เย่เฉินหรี่ตาลง รังสีสังหารพวยพุ่งทะลักออกจากร่างจนใบไม้รอบตัวปลิวว่อน เขาค่อยๆ ขยับมือขวาเอื้อมไปกุมด้ามกระบี่ไร้ลักษณ์ที่ข้างเอว ช้าๆ... ทว่ามั่นคงยิ่ง (โปรดติดตามตอนต่อไป...) --- ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลาและวิถีกระบี่นี้ไปด้วยกันนะครับ
สารจากนักเขียน (หมื่นกระบี่คืนรัง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ไร้ลักษณ์กับวิถีเซียนผู้เย็นชา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%