คราบโลหิตสีดำคล้ำที่กระเซ็นเปรอะเปื้อนอยู่บนศิลาจารึกอักษรเซียนโบราณ หาได้ชะล้างความโสมมของโลกหล้าไม่ ร่างของเด็กน้อยในหมู่บ้านจันทราทอแสงยังคงนอนแน่นิ่ง ดวงตาสดใสเบิกค้างอย่างไร้สติสัมปชัญญะ ไร้ซึ่งลมหายใจ ไร้ซึ่งปาฏิหาริย์
นี่คือผลงานของ "ทัณฑ์เพลิงชำระบาตร" ศาสตราเวทระดับสวรรค์ที่ถูกถ่ายทอดออกมาจากกระบี่ของสำนักเมฆาคล้อย—สำนักที่ครั้งหนึ่งมู่หลานเคยเชิดชูบูชาดั่งสรวงสวรรค์
"เขาเพิ่งจะมีอายุครบแปดหนาว... กฎข้อที่สามสิบสองของสำนักเมฆาคล้อยระบุไว้ชัดเจนไม่ใช่หรือครับแม่นางมู่หลาน ว่าการกวาดล้างมารโลหิต จักต้องไม่ละเมิดชีวิตของผู้บริสุทธิ์"
เสียงของเย่เฉินราบเรียบดั่งผิวน้ำในบึงลึก ทว่าทุกคำที่เปล่งออกมากลับหนักหน่วงดุจภูเขาไท่ซานกดทับลงกลางอก ชายหนุ่มไม่ได้หันกลับไปมองนาง เขายังคงคุกเข่าลงใช้ปลายนิ้วปรือเปลือกตาให้เด็กน้อยผู้เคราะห์ร้ายปิดสนิทอย่างแผ่วเบา รัศมีกระบี่ไร้ลักษณ์รอบกายเขาหมุนวนอย่างเกรี้ยวกราด สะท้อนถึงจิตสังหารที่ถูกสะกดกลั้นไว้อย่างสุดกำลัง
มู่หลานยืนนิ่งอยู่เบื้องหลัง ร่างระหงในอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ต้องสายลมยามสนธยาจนชายผ้าโบกสะบัด ใบหน้างดงามล่มเมืองราวนางพญาหิมะซีดเผือดลงเล็กน้อย นางยึดมั่นในวิถีแห่งเซียน ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้อาวุโสสูงสุดมาตลอดชีวิตครึ่งค่อนนี้ นางถูกหล่อหลอมให้เชื่อว่า "ความเด็ดขาดคือความเมตตาที่แท้จริง" และ "การตัดไฟแต่ต้นลมคือคุณธรรมสูงสุด"
ทว่า ภาพเศษซากความพินาศของหมู่บ้านที่ปราศจากไอปีศาจ มีเพียงร่างของชาวบ้านผู้ยากไร้และเด็กตาดำๆ ที่นอนเรียงรายกันอย่างไร้ลมหายใจ กลับทิ่มแทงหัวใจของเซียนสาวผู้เย็นชาจนเกิดรอยร้าวลึก
"นี่คือ... พระบัญชาจากเจ้าสำนัก" มู่หลานเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของนางสั่นเครือเล็กน้อยโดยที่เจ้าตัวไม่รู้ตัว ปลายกระบี่วิญญาณในมือยังคงมีไอปราณสีครามพวยพุ่ง แต่มันกลับรู้สึกหนักอึ้งราวกับแบกรับภาระแห่งบาปหนา "สำนักตรวจสอบพบเบาะแสว่า... ผู้นำหมู่บ้านแห่งนี้ลักลอบติดต่อกับพรรคมารโลหิต หากปล่อยไว้ อาจกลายเป็นหายนะของยุทธภพ"
"เบาะแส?" เย่เฉินแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความขบขัน มีเพียงความเย้ยหยันต่อฟ้าดินและกฎเกณฑ์อันจอมปลอม "เพียงแค่คำว่า 'อาจจะ' เจ้าสำนักของพวกท่านถึงกับกล้าสังหารล้างบางผู้บริสุทธิ์นับร้อยชีวิตเชียวหรือ? แม่นางมู่หลาน... ตั้งแต่เมื่อใดกัน ที่วิถีเซียนอันสูงส่ง กลายพันธุ์เป็นเดรัจฉานในคราบนักบุญไปเสียแล้ว"
คำพูดของเย่เฉินเปรียบเสมือนคมกระบี่ที่แทงทะลวงเข้าสู่จิตวิญญาณของมู่หลาน นางเซียนสาวกัดริมฝีปากแน่นจนหลั่งเลือด สีหน้าฉายแววสับสนระคนเจ็บปวด ลึกๆ ภายในใจ นางรู้อยู่แก่ใจว่าคำกล่าวอ้างเรื่อง "เบาะแส" นั้นช่างเปราะบางและไร้หลักฐานสิ้นดี แต่นี่คือคำสั่ง คำสั่งจากผู้มีพระคุณที่ชุบเลี้ยงนางมาตั้งแต่เยาว์วัย คำสั่งที่นางไม่เคยกล้าแม้แต่จะตั้งคำถาม
"เจ้ากล้าลบหลู่สำนักเมฆาคล้อยหรือเย่เฉิน!" มู่หลานพยายามเฟ้นหาน้ำเสียงเย็นชาอันเป็นเอกลักษณ์ของตนกลับคืนมา แต่มันช่างสั่นคลอนและขาดความน่าเชื่อถือสิ้นดี นางก้าวเท้าเข้ามาใกล้ คมกระบี่ในมือสั่นระริก "หน้าที่ของข้าคือการกวาดล้างสิ่งชั่วร้ายตามอาณัติแห่งฟ้า ข้าไม่มีเวลามาคร่ำครวญกับความตายของมดปลวกเหล่านี้!"
เย่เฉินลุกขึ้นยืนช้าๆ ร่างสูงโปร่งทระนงองอาจ เขาดึงกระบี่ไร้ลักษณ์ออกจากฝักโดยไร้เสียง ทว่าแรงกดดันมหาศาลกลับแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณ จนเศษศิลาและฝุ่นผงรอบตัวลอยเคว้งคว้างกลางอากาศ ดวงตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตากลมโตที่ไหวระริกของนางเซียนสาว
"มดปลวกงั้นหรือ?" เย่เฉินก้าวเข้าไปประชิดนางอย่างไม่เกรงกลัว ระยะห่างระหว่างทั้งสองสั้นลงจนสัมผัสได้ถึงลมหายใจที่ร้อนรุ่มและไอเย็นยะเยือกที่เข้าห้ำหั่นกัน "ในสายตาของพวกเบื้องสูงบนยอดเขาเมฆา พวกเราทุกคนล้วนเป็นเพียงมดปลวกที่พวกมันจะเหยียบย่ำเมื่อใดก็ได้... รวมถึงตัวเจ้าด้วย มู่หลาน"
นางสะท้านเฮือก หัวใจดวงน้อยกระตุกวูบ คำว่า "รวมถึงตัวเจ้าด้วย" ดังสะท้อนก้องอยู่ในโสตประสาท นางคืออัจฉริยะอันดับหนึ่งของสำนัก เป็นกระบี่มือหนึ่งที่เจ้าสำนักไว้วางใจที่สุด ไฉนเลยจะตกอยู่ในฐานะ "มดปลวก" ไปได้?
ทว่า ภาพความทรงจำเมื่อครึ่งเดือนก่อนผุดขึ้นมาในหัว—ภาพที่ผู้อาวุโสใหญ่ปัดตกคำร้องขอชีวิตของสหายร่วมสำนักเพียงเพราะทำภารกิจผิดพลาดเล็กน้อย สายตาที่มองมาที่สหายผู้นั้น ไม่ได้มีความอาลัยอาวรณ์เลยแม้แต่น้อย มันเป็นสายตาเดียวกับที่พวกเขามองดูมดปลวกข้างทาง
*หรือว่า... ข้าก็เป็นเพียงหมากตัวหนึ่งในกระดานของพวกเขาเช่นกัน?*
ความคิดอันน่าสะพรึงกลัวนี้ผุดขึ้นมาในหัวของมู่หลานทำให้นางแทบจะทรงตัวไม่อยู่ ร่างกายเซถอยหลังไปครึ่งก้าว ปลายกระบี่ในมือตกลงสู่พื้นดินเล็กน้อย
"เจ้า... หยุดพูดนะ" มู่หลานหลับตาลง ขมวดคิ้วแน่น พยายามปัดเป่าความคิดนอกรีตที่กำลังกัดกินจิตใจของการบำเพ็ญเพียร นางยึดมั่นในกฎเกณฑ์มาตลอดชีวิต หากกฎเกณฑ์เหล่านี้ผิดพลาด แล้วสิ่งที่นางเพียรพยายามฝึกฝนมาตลอดหลายสิบปีเล่า คือสิ่งใด? ความว่างเปล่าอย่างนั้นหรือ?
เย่เฉินเห็นความลังเลและความเจ็บปวดในแววตาคู่นั้น ความโกรธเกรี้ยวในใจของเขาก็พลันอ่อนยวบลง ชายหนุ่มเอื้อมมือหนาออกไปหมายจะกุมมือเรียวบางที่เย็นเฉียบของนางไว้ แต่มู่หลานกลับสะบัดมือหลบตามสัญชาตญาณของการป้องกันตัว ปราณวิญญาณสายหนึ่งปะทะเข้าที่อกของเยตรเฉินจนเขาต้องถอยหลังไปสามก้าว
บรรยากาศรอบกายพลันเงียบงัด มีเพียงเสียงสายลมยามวิกาลที่พัดผ่านซากปรักหักพังของหมู่บ้าน ราวกับโลกกำลังรอคอยการตัดสินใจครั้งสำคัญ
ทันใดนั้นเอง... ท้องน้ายามราตรีที่เคยปลอดโปร่งกลับแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานดั่งโลหิต เมฆหมอกทมิฬม้วนตัวเข้าหากันอย่างรวดเร็วราวกับมีอสุรกายยักษ์กำลังคำรามอยู่ในห้วงนภา แรงกดดันระดับมหาศาลที่ทรงพลังกว่าขอบเขตหลอมรวมวิญญาณนับร้อยเท่า กดทับลงมาจากเบื้องบนจนพื้นดินรอบกายแตกละเอียดเป็นเสี่ยงๆ!
*ตูมมมม!*
เสาแสงสีทองอร่ามพุ่งทะยานขึ้นจากหุบเขาเบื้องล่าง มันคือค่ายกลโบราณที่ถูกปลุกให้ตื่นขึ้น พร้อมกับเสียงหัวเราะเย้ยหยันดังก้องกังวานไปทั่วสารทิศ—เสียงที่ทั้งคุ้นเคยและเต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งความตาย
*“ฮ่าๆๆๆ... สำนักเมฆาคล้อยช่างโง่เขลาเสียจริง อุตส่าห์ส่งสุนัขรับใช้มาทำลายหลักฐานให้พวกเราถึงที่... เย่เฉิน เจ้าหนูตระกูลเย่ เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าการตามหาความจริง จะนำพาเจ้าไปสู่แสงสว่าง?”*
ร่างในชุดคลุมสีดำสนิทปรากฏขึ้นเหนือเสาแสงทองคำ ใบหน้าครึ่งหนึ่งสวมหน้ากากอสูรครึ่งซีก แววตาทอประกายอำมหิตมองตรงมายังเย่เฉินและมู่หลาน พร้อมกับโยนวัตถุสิ่งหนึ่งตกลงมาแทบเท้าของทั้งสอง
เมื่อก้มลงมอง... หัวใจของมู่หลานก็หยุดเต้นไปชั่วขณะ
นั่นคือ "ป้ายประจำตัว" ของผู้อาวุโสสูงสุดแห่งสำนักเมฆาคล้อย!
---
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทาง ฝ่าฟันวิถีกระบี่และจิตวิญญาณอันหนาวเหน็บไปด้วยกันเสมอนะครับ
กระบี่ไร้ลักษณ์กับวิถีเซียนผู้เย็นชา•ตอนที่ 5
สายลมที่เปลี่ยนทิศ
ผลงานโดย หมื่นกระบี่คืนรัง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมื่นกระบี่คืนรัง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ไร้ลักษณ์กับวิถีเซียนผู้เย็นชา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!