คราบเลือดบนพื้นศิลาไม่เคยจางหาย เช่นเดียวกับความแค้นที่สลักลึกลงในกระดูก
เย่เฉินนั่งขัดสมาธิอยู่บนแท่นศิลาโบราณกลางถ้ำมังกรอัคคี ลมปราณรอบกายของเขาหมุนวนเป็นเกลียวคลื่นสีครามเข้ม เม็ดเหงื่อผุดพรายเต็มหน้าผากสะท้อนกับแสงเรืองรองของคัมภีร์ไร้ลักษณ์ที่ลอยเคคว้างอยู่กลางอากาศ นี่ไม่ใช่การฝึกสมาธิเพื่อความสงบสุข แต่มันคือสงครามระหว่างความเป็นกับความตาย สงครามที่เขาต้องต่อสู้กับปีศาจภายในใจและจิตวิญญาณของบรรพชนตระกูลเย่ที่ถูกจองจำอยู่ในห้วงสำนึก
“เจ้ายังยึดติดกับความแค้น… ปราณกระบี่ของเจ้าจึงไม่มีวันไร้ลักษณ์”
เสียงหนึ่งดังขึ้นในห้วงนิมิต เป็นเสียงที่เย็นชา ทว่าก้องกังวานดุจเสียงระฆังสำริดจากห้วงลึกแห่งสวรรค์ มู่หลานยืนอยู่เบื้องหน้าเขา ร่างของนางโปร่งแสงราวกับกลุ่มหมอกสีขาวในฤดูหนาว ดวงตาดั่งหยกคู่นั้นมองเขาด้วยความเวทนาและห่วงใยในคราเดียวกัน
เย่เฉินลืมตาขึ้นช้าๆ แววตาสีดำสนิทฉายประกายคมกริบดุจคมกระบี่ที่เพิ่งออกจากฝัก เขาไม่ได้ตอบคำถามนั้นทันที แต่กลับทอดสายตามองไปยังหญิงสาวผู้เป็นทั้งคู่คิดและดวงใจในยามที่โลกทั้งใบหันหลังให้
“หากข้าไร้ซึ่งความแค้น แล้วผู้ใดเล่าจะทวงความยุติธรรมให้ดวงวิญญาณนับพันในตระกูลเย่ที่ต้องตายอย่างไร้ความยุติธรรมเล่า มู่หลาน” เสียงของเย่เฉินแหบพร่า ทว่าเต็มไปด้วยความทระนงที่ไม่เคยสยบยอมต่อฟ้าดิน
มู่หลานถอนหายใจเบาๆ สายลมเย็นเยียบพัดผ่านจนเส้นผมสีดำสนิทของนางปลิวไสว นางก้าวเข้าไปใกล้ ชายผ้าสีขาวบริสุทธิ์สะบัดตามแรงลม นางเอื้อมมือเรียวดุจหยกขาวมาแตะที่หน้าอกด้านซ้ายของเขา ที่ซึ่งชีพจรแห่งปราณวิญญาณกำลังเต้นระรัวดุจกลองศึก
“วิถีเซียนไร้ซึ่งอารมณ์… ยิ่งเจ้ายึดมั่น ยิ่งเจ็บปวด” นางกระซิบแผ่วเบา สัมผัสจากปลายนิ้วของนางเย็นเยียบแต่กลับซ่านซึ้งถึงขั้วหัวใจ “ข้าไม่อยากเห็นเจ้าต้องแหลกสลายไปพร้อมกับกระบี่เล่มนั้น”
“ถ้าความตายคือราคาที่ต้องจ่ายเพื่อล้างมลทินให้ตระกูล ข้าก็ยินดีจะแหลกสลาย” เย่เฉินแค่นยิ้มที่มุมปาก แววตาคมปลาบจับจ้องนางไม่วางตา “แต่ก่อนจะถึงวันนั้น ข้าจะไม่มีวันปล่อยมือจากเจ้า… แม้กระทั่งเงาของความตายก็พรากเจ้าไปจากข้าไม่ได้”
สิ้นคำพูดนั้น บรรยากาศรอบตัวก็แปรเปลี่ยนเป็นความหนתาเหน็บระดับรุนแรง อักขระเวทโบราณสีทองอร่ามที่สลักอยู่บนผนังถ้ำเริ่มเปล่งแสงเจิดจ้า ปราณวิญญาณขั้นสูงทะลักทะลายเข้าสู่ร่างของเย่เฉินราวกับเขื่อนแตก แรงกดดันมหาศาลกดทับจนกระดูกทั่วร่างส่งเสียงลั่นกรอบ ความเจ็บปวดจากการทะลวงขอบเขตปราณวิญญาณขั้นสวรรค์แผดเผาเส้นชีพจรทุกเส้นในร่างกายของเขาให้แหลกละเอียดแล้วสร้างขึ้นใหม่ในเสี้ยววินาที
นี่คือด่านเคราะห์ที่เก้า… ด่านสุดท้ายก่อนที่กระบี่ไร้ลักษณ์จะสมบูรณ์แบบ
เย่เฉินคำรามออกมาด้วยความเจ็บปวด เส้นเลือดที่ขมับปูดโปน ใบหน้าคมคายชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อผสมหยาดโลหิต ทว่ามือที่ประสานกันเป็นเคล็ดวิชากลับมั่นคงดุจขุนเขา เขากำหนดจิตให้เป็นหนึ่งเดียวกับกระบี่ในตันtian (จุดตันเถียน) ปล่อยให้พลังปราณฟ้าดินหลอมรวมเข้ากับจิตวิญญาณ
มู่หลานถอยหลังออกไปสองก้าว นางมองดูชายหนุ่มที่กำลังต่อสู้กับทัณฑ์สวรรค์ด้วยความระทึกใจ ลึกๆ ในอกด้านซ้ายของนางเกิดความรู้สึกปวดร้าวอย่างประหลาด ความเย็นชาที่นางสะสมมานับร้อยปีราวกับถูกละลายด้วยความอบอุ่นจากสายตาและจิตวิญญาณที่เด็ดเดี่ยวของเขา นางยกมือขึ้นประสานกันที่หน้าอก ร่ายคาถาปกป้องจิตวิญญาณให้เขาอย่างเงียบเชียบ ยอมใช้พลังปราณเซียนครึ่งหนึ่งของตนเองเพื่อต้านทานแรงสะท้อนจากสวรรค์แทนเขา
“เย่เฉิน… ท่านต้องรอด” นางพึมพำกับตัวเอง หยดน้ำตาใสๆ ร่วงหล่นจากดวงตาคู่สวย กลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งร่วงลงสู่พื้นศิลา
ตูม!
เสียงระเบิดกึกก้องสะท้านฟ้าดิน คลื่นกระแทกสีทองและสีครามพุ่งทะลุเพดานถ้ำขึ้นสู่ท้องน่ายามค่ำคืน เมฆฝนดำทะมึนก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว สายฟ้าฟาดผ่าลงมาตรงใจกลางถ้ำที่เย่เฉินนั่งอยู่พอดี แสงสว่างวาบเจิดจ้าจนกลืนกินทุกสิ่งทุกอย่างให้หายไปในความว่างเปล่า
ความเงียบงันเข้าปกคลุมชั่วขณะ…
ร่างของเย่เฉินยังคงนั่งนิ่งสนิทอยู่บนแท่นศิลา ลมหายใจของเขาแผ่วเบาราวกับไม่มีอยู่จริง ทว่ารอบกายกลับปรากฏออร่าสีทองจางๆ ห่อหุ้มไว้ ปราณกระบี่ไร้ลักษณ์แผ่พุ่งออกมาอย่างไร้ร่องรอยแต่กลับทรงพลังจนอากาศรอบตัวบิดเบี้ยว เขาลืมตาขึ้นช้าๆ แววตานั้นล้ำลึกดุจห้วงมหาสมุทรไร้ก้นบึ้ง ทว่าก่อนที่เขาจะได้เอաբเอ่ยสิ่งใด มู่หลานที่ยืนอยู่เบื้องหน้ากลับทรุดกายลงพร้อมกับกระอักเลือดสีดำสนิทออกมาคำโต!
“มู่หลาน!” เย่เฉินผุดลุกขึ้นด้วยความตกใจ ร่างสูงพุ่งเข้าไปรับร่างบางที่กำลังจะล้มลงสู่อ้อมแขนได้อย่างทันท่วงที
ทว่า… ในวินาทีที่ปลายนิ้วของเขาสัมผัสโดนแผ่นหลังของนาง เขากลับพบว่าพลังปราณเซียนในร่างของนางเหือดแห้งจนหมดสิ้น และที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ… ใบหน้าที่เคยงดงามราวกับเทพเซียนกลับปรากฏรอยร้าวสีดำประหลาดลามเลียขึ้นมาจากลำคอสู่แก้มเนียน ราวกับร่างของนางกำลังจะแตกสลายเป็นเสี่ยงๆ
ดวงตาคู่นั้นมองเขาด้วยรอยยิ้มเศร้าสร้อย และก่อนที่สติของนางจะดับวูบลง เสียงกระซิบแผ่วเบาก็ดังขึ้นข้างหูเขา…
“ระวัง… คนที่ยืนอยู่หลังท่าน… มิใช่ข้า”
— ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลาและวิถีกระบี่นี้ไปด้วยกันนะครับ — หมื่นกระบี่คืนรัง
กระบี่ไร้ลักษณ์กับวิถีเซียนผู้เย็นชา•ตอนที่ 11
สมรภูมิในความฝัน
ผลงานโดย หมื่นกระบี่คืนรัง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมื่นกระบี่คืนรัง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ไร้ลักษณ์กับวิถีเซียนผู้เย็นชา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!