โลหิตสีชาดกระเซ็นต้องม่านหมอกแห่งค่ายกลทมิฬ ราวกับพู่กันเซียนที่แต้มสีสันความตายลงบนผืนผ้าใบแห่งปฐพี
"เย่เฉิน... เจ้าบ้าไปแล้วหรือ!"
เสียงหวานที่เคยเย็นชาดุจน้ำแข็งพันปี บัดนี้กลับสั่นเครือระคนตื่นตระหนก มู่หลานทรุดกายลงครึ่งหนึ่งบนพื้นหินอัคนี ร่างอรชรอาบย้อมด้วยโลหิตของตนเองและศัตรู กระบี่เมฆาคล้อยในมือสั่นระริกแทบไม่หลงเหลือแรงพยุง ตัวนางผู้เป็นถึงเซียนผู้สูงส่งแห่งสำนักเมฆาคล้อย กลับต้องมาพ่ายแพ้ต่อกลยุทธ์ส합มิติของจอมมารโลหิต ทว่าสิ่งที่ทำให้นางเจ็บปวดลึกถึงวิญญาณหาใช่บาดแผลฉกรรจ์บนกายไม่ หากแต่เป็นแผ่นหลังกว้างของบุรุษผู้ยืนหยัดอยู่เบื้องหน้า
เย่เฉินไม่หันกลับไปมอง นางรู้ดีว่าเขากำลังเผชิญหน้ากับสิ่งใด
เบื้องหน้าของพวกเขาทั้งสองคือ "จอมมารอวิจย์" ผู้ครอบครองขอบเขตพลังบรรพกาลขั้นสูงสุด ร่างของมันแผ่ไอทมิฬมหึมาจนท้องนภากลายเป็นสีเลือด อักขระโบราณนับหมื่นลอยวนรอบตัวมัน ส่งเสียงกรีดร้องโหยหวนของวิญญาณนับล้านที่มันเคยสังหาร ทัณฑ์สวรรค์กำลังคำรามก้องอยู่เบื้องบน เมฆทัณฑ์สีทองและดำบดบังรัศมีดวงอาทิตย์จนมืดมิด กฎแห่งฟ้าดินกำลังถูกบีบคั้นจนแทบปริแตก เพียงเพราะบุรุษผู้ถือกระบี่ไร้ลักษณ์กำลังฝืนโคจรวิถีปราณที่ท้าทายสวรรค์
"มู่หลาน... สวรรค์ไม่เคยเมตตาเรา เหตุใดเราต้องก้มหัวให้มัน?"
เย่เฉินกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำแต่มั่นคง ดุจดั่งคมกระบี่ที่ผ่านการลับคมในหุบเขาหนาวเหน็บมานับพันปี ดวงตาคู่นคมุ่งมั่นราวกับเปลวเพลิงที่แผดเผาได้แม้กระทั่งความตาย เส้นผมสีดำสนิทปลิวสยายตามแรงลมปราณที่ระเบิดออกอย่างไร้ขีดจำกัด ปราณกระบี่ไร้ลักษณ์ภายในตันเถียนของเขาหมุนวนด้วยความเร็วสูงจนเกิดเสียงคำรามดุจสายฟ้าฟาด ร่างกายของเขาเริ่มมีรอยปริแตกราวกับเครื่องปั้นดินเผาที่รองรับพลังมหาศาลเกินขีดจำกัดมนุษย์ โลหิตไหลซึมผ่านเสื้อผ้าสีขาวจนชุ่มโชก แต่ทว่า... ไอร้อนระอุแห่งความทระนงกลับแผ่ซ่านออกมาราวกับเทพสงครามผู้ไม่ยอมจำนนต่อชะตากรรม
"เจ้าจะใช้วิชา 'สลายวิญญาณกลืนนภา' งั้นหรือ? นั่นมันเป็นการเผาผลาญทั้งอายุขัยและดวงจิต! หากเจ้าใช้มัน เจ้าจะไม่หลงเหลือแม้แต่จิตวิญญาณที่จะได้กลับมาเกิดใหม่!" มู่หลานแผดเสียงตะโกน หยาดน้ำใสเอ่อคลอขึ้นที่หางตาคู่สวย นางผู้ไม่เคยหลั่งน้ำให้แก่ผู้ใด บัดนี้กลับรู้สึกราวกับหัวใจกำลังถูกฉีกกระชาก
"หากแลกกับการปกป้องเจ้า... และล้างมลทินให้ตระกูลเย่ ต่อให้ต้องกลายเป็นเถ้าธุลีชั่วนิรันดร์ ข้า เย่เฉิน ก็ยินดีน้อมรับมัน!"
สิ้นเสียงคำรามก้องฟ้า เย่เฉินก้าวเท้าออกไปหนึ่งก้าว พื้นดินใต้ร่างแหลกสลายเป็นผุยผงในพริบตา กระบี่ไร้ลักษณ์ในมือไม่ได้เปล่งประกายเจิดจ้าใดๆ มันกลับกลืนกินแสงสว่างรอบข้างจนมืดมิด เป็นความว่างเปล่าอันน่าสะพรึงกลัวที่แม้แต่กฎเกณฑ์ของฟ้าดินก็ยังต้องสั่นสะท้อน
จอมมารอวิจย์หัวเราะลั่นด้วยความเย้ยหยัน เสียงของมันสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วหุบเขาสวรรค์ดับสูญ "ไอ้หนูโง่เขลา! เจ้าคิดว่าด้วยพลังมดปลวกของมนุษย์ จะสามารถต่อกรกับกฎเกณฑ์ที่สวรรค์ขีดไว้ได้หรือ? จงดับสูญไปพร้อมกับความดื้อรั้นของเจ้าเถอะ!"
ร่างของจอมมารพุ่งทะยานเข้ามาประหนึ่งภูเขาทมิฬถล่มทับ อิทธิฤทธิ์สะท้านภพถูกปลดปล่อยออกมาในคราเดียว ไอทมิฬแหลมคมนับหมื่นสายพุ่งเข้าหาร่างของเย่เฉินจากทุกทิศทุกทาง หมายจะฉีกร่างของเขาให้เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยในพริบตาเดียว
มู่หลานหลับตาลงอย่างสิ้นหวัง นางไม่อาจทนมองภาพบุรุษผู้เป็นดั่งดวงใจต้องแหลกสลายไปต่อหน้าต่อตา แต่วินาทีนั้นเอง... เย่เฉินกลับไม่ได้หลบหนี หรือตั้งรับแต่อย่างใด
เขายกกระบี่ขึ้นชี้ฟ้า ดวงตาคมกริบสะท้อนภาพทัณฑ์สวรรค์ที่กำลังผ่าลงมาพร้อมกับเงื้อมมือของจอมมาร ปราณในร่างระเบิดออกถึงขีดสุด จุดศูนย์กลางของพลังปราณระเบิดเป็นคลื่นกระแทกสีครามเข้มแผ่ขยายออกไปทั่วรัศมีร้อยลี้ เสียงกัมปนาทสนั่นหวั่นไหวราวกับโลกกำลังจะแตกสลาย
ในวินาทีเป็นตายนั้นเอง เย่เฉินกระซิบเบาๆ ท่ามกลางเสียงคำรามของฟ้าดิน
"กระบี่ไร้ลักษณ์... สวรรค์ลิขิต ข้าขอฝืน!"
ฉับพลันนั้น แสงสีขาวบริสุทธิ์สายหนึ่งก็พุ่งทะยานจากปลายกระบี่ของเย่เฉิน ตัดผ่านความมืดมิดของไอทมิฬและเมฆทัณฑ์สวรรค์ราวกับเส้นด้ายที่ตัดผ่านความจริงและภาพลวงตา มันคือกระบี่ที่ไม่มีรูปร่าง แต่อนุภาพของมันกลับสะท้านฟ้าสะเทือนดิน เวลาทั่วบริเวณราวกับหยุดนิ่งลงชั่วขณะ ลมหายใจของสรรพสิ่งถูกแช่แข็ง
กระบี่ไร้ลักษณ์ปะทะเข้ากับพลังของจอมมารและทัณฑ์สวรรค์อย่างจัง!
*เปรี้ยงงงงงงงงงงงง—!*
คลื่นพลังทำลายล้างแผ่ขยายออกเป็นวงกว้าง กลืนกินทุกสิ่งทุกอย่างในรัศมีสิบหลี้ให้กลายเป็นความว่างเปล่า มู่หลานถูกแรงกระแทกซัดกระเด็นจนหมดสติไปพร้อมกับภาพของแผ่นหลังที่ยังคงยืนหยัดตระหง่านอยู่ท่ามกลางพายุเพลิงแห่งปราณและอักขระเวท
ความเงียบงันปกคลุมชั่วอึดใจ... ก่อนที่เสียงระเบิดครั้งสุดท้ายจะดังสนั่นหวั่นไหวสะท้านภพภูมิ และร่างของจอมมารอวิจย์ที่เคยยิ่งใหญ่ กลับค่อยๆ ปริแตกออกเป็นเสี่ยงๆ พร้อมกับเสียงกรีดร้องโหยหวนที่ค่อยๆ จางหายไปในอากาศ
ทว่า... บนท้องนภาเบื้องบน เมฆทัณฑ์สวรรค์ที่ควรจะสลายตัว กลับรวมตัวกันอีกครั้งด้วยความโกรธเกรี้ยวที่รุนแรงกว่าเดิมนับร้อยเท่า สายฟ้าสีทองคำม่วงขนาดมหึมาผ่าลงมาตรงจุดที่เย่เฉินยืนอยู่โดยไม่มีโอกาสให้หลบหนี!
ในเศษเสี้ยววินาทีสุดท้ายก่อนที่ลำแสงสีทองจะกลืนกินร่างของเย่เฉิน แผ่นดินเบื้องล่างก็เกิดรอยแยกสีดำสนิทขึ้นอย่างกะทันหัน พร้อมกับเงาร่างปริศนาของสตรีผู้หนึ่งในชุดคลุมสีเงินยวดยิ่ง ที่ก้าวออกมาจากรอยแยกมิติด้วยสีหน้าเย็นชาไร้ความรู้สึก และพุ่งเข้าคว้าตัวเย่เฉินที่กำลังจะแหลกสลายหายไป... เข้าสู่ความมืดมิดแห่งห้วงมิติเบื้องล่างทันที!
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางผ่านคมกระบี่และสัจธรรมบทนี้ร่วมกันนะครับ
กระบี่ไร้ลักษณ์กับวิถีเซียนผู้เย็นชา•ตอนที่ 27
จุดแตกหักของลิขิตฟ้า
ผลงานโดย หมื่นกระบี่คืนรัง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมื่นกระบี่คืนรัง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ไร้ลักษณ์กับวิถีเซียนผู้เย็นชา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!