กระบี่ไร้ลักษณ์กับวิถีเซียนผู้เย็นชา•ตอนที่ 26

เสียงเพรียกจากอดีต

ผลงานโดย หมื่นกระบี่คืนรัง
ความเงียบงันภายในหุบผาสุสานกระบี่มิได้เกิดจากการไร้ซึ่งสรรพเสียง หากแต่เป็นความกดดันอันหนักอึ้งของมวลอากาศที่ถูกบีบอัดด้วยจิตสังหารระดับก่อเกิดวิญญาณ เย่เฉินยืนหยัดอยู่เบื้องหน้าศิลาจารึกโลหิต ร่างกายของเขาสะท้านสะเทือนด้วยแรงสะท้อนจากอดีตที่เพิ่งถูกเปิดเปลือย “ความจริงที่เจ้าดิ้นรนไขว่คว้ามาตลอดสิบปี... แท้จริงแล้วมันหอมหวานหรือดั่งยาพิษกันแน่ เลือดในกายตระกูลเย่ของเจ้า รินไหลเพื่อสิ่งใด เจ้ายังคงจำได้หรือไม่ เย่เฉิน” น้ำเสียงเยียบเย็นดั่งน้ำค้างแข็งกลางเหมันตฤดูเอ่ยขึ้นจากเบื้องหลัง มู่หลานยืนสงบนิ่งอยู่บนยอดแท่นหิน นางถือกระบี่น้ำแข็งอัคนีในมือ อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ต้องสายลมพัดพลิ้วไหวราวกับเซียนสาวผู้หลุดพ้นจากโลกียวิสัย ทว่าแววตาคู่คมกลับฉายประกายความห่วงใยที่ซ่อนเร้นภายใต้ความเย็นชาอย่างแนบเนียน นางก้าวเข้ามาใกล้ พร้อมกับยกมือขึ้นแตะบ่าของเขาเบาๆ เย่เฉินหลับตาลงช้าๆ ลมหายใจเข้าออกยาวลึกเพื่อระงับกระแสปราณในตันtianที่ปั่นป่วนดั่งพายุคลั่ง ภาพในนิมิตเมื่อครู่ยังคงติดตรึงในห้วงความคิด—ภาพโลหิตที่นองท่วมแผ่นดิน ภาพบิดาของเขาที่ยอมสละชีพเพื่อผนึกคัมภีร์กระบี่ไร้ลักษณ์ และที่สำคัญที่สุด... คนที่แทงกระบี่ทะลวงหัวใจบิดา หาใช่ศัตรูจากสำนักมารอสูรไม่ หากแต่เป็น “ผู้อาวุโสสูงสุด” แห่งสำนักเมฆาคล้อย ผู้มีศักดิ์เป็นถึงอาจารย์ลุงของมู่หลานเอง! “อาจารย์ลุงของเจ้า...” เย่เฉินลืมตาขึ้น นัยน์ตาสสีดำสนิทฉายแววอำมหิตและเจ็บปวดระคนกัน “เขาคือผู้เหยียบย่ำกระดูกของคนในตระกูลข้า เพื่อแลกกับการบรรลุวิถีเซียนขั้นสมบูรณ์” มู่หลานสะท้านเฮือก นางชักมือกลับโดยอัตโนมัติ ความเย็นชาที่นางสะสมมานานนับร้อยปีคล้ายจะแตกสลายลงในพริบตา นางรู้ดีถึงความโหดร้ายของกฎแห่งสำนักเซียน แต่ไม่เคยคิดเลยว่ามือของผู้อาวุโสที่ตนนับถือจะเปื้อนเลือดที่ล้ำค่าและเกี่ยวข้องกับชายหนุ่มที่นางมอบหัวใจให้ทั้งดวงเช่นนี้ “เย่เฉิน... ข้า...” มู่หลานริมฝีปากสั่นระริก คำพูดนับพันที่เคยเตรียมไว้กลับติดอยู่ลำคอ นางเป็นเซียนผู้เย็นชาต่อหน้าผู้คนทั่วหล้า ทว่าเบื้องหน้าบุรุษผู้นี้ หัวใจนางกลับเปราะบางดั่งแก้วที่พร้อมจะแหลกสลาย “เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเจ้า มู่หลาน” เย่เฉินเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มแต่เด็ดเดี่ยว เขามองหน้านาง สายตาคู่นั้นมิได้มีความโกรธแค้นนางแม้แต่น้อย มีเพียงความมุ่งมั่นอันแรงกล้าที่พร้อมจะเผชิญหน้ากับฟ้าดิน “หนี้เลือดต้องชดใช้ด้วยเลือด ต่อให้เบื้องหน้าคือสวรรค์เก้าชั้นฟ้า หรือขุมนรกโลกันต์ ข้า... เย่เฉิน ผู้นี้จักใช้กระบี่ไร้ลักษณ์ในมือฟันฝ่ามันไปให้สิ้นซาก!” พริบตา Nนั้นเอง ท้องนภากลับแปรเปลี่ยนเป็นสีเลือด เมฆดำทะมึนก่อตัวหมุนวนอย่างรวดเร็วเหนือหุบผาสุสานกระบี่ สายฟ้าสีม่วงเข้มผ่าฟาดลงมากลางวงศิลาจารึก แรงกดดันระดับทัณฑ์สวรรค์กดทับลงมาจนพื้นดินรอบกายแตกละเอียดเป็นจุล “ระวัง! เขารู้ตัวแล้ว” มู่หลานอุทานเสียงหลง ร่างระหงพุ่งเข้ามาขวางเบื้องหน้าเย่เฉินโดยไม่ลังเล กระบี่น้ำแข็งอัคนีถูกชักออกจากฝัก เปลวเพลิงสีฟ้าเย็นยะเยือกแผ่ขยายกลายเป็นม่านพลังป้องกันแปดทิศต้านทานสายฟ้าทัณฑ์สวรรค์ที่พุ่งตรงลงมา ตูม! แรงระเบิดสะท้านสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วอาณาบริเวณเศษหินและฝุ่นผงคละคลุ้งไปทั่วทิศทาง เย่เฉินดึงตัวมู่หลานเข้าสู่อ้อมแขนเพื่อรับแรงกระแทกแทน ปราณกระบี่ไร้ลักษณ์ในกายเขาพลุ่งพล่านทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุด บาดแผลตามร่างกายเปิดออก ทว่าความเจ็บปวดทางกายไม่อาจเทียบเท่ากับจิตวิญญาณที่กำลังลุกโชน เบื้องบนเมฆหมอกสีเลือด ปรากฏร่างเงาชราภาพร่างหนึ่งลอยเคว้งคว้างอยู่กลางอากาศ ใบหน้าเหี่ยวย่นแต่แววตากลับคมกล้าดั่งเหยี่ยว สยบสรรพชีวิตด้วยรัศมีลมปราณระดับเซียนแท้จริง ผู้มาใหม่มิใช่ใครอื่น—ผู้อาวุโสสูงสุดแห่งสำนักเมฆาคล้อย ผู้ลงมือสังหารตระกูลเย่เมื่อสิบปีก่อน! “ฮ่าๆๆๆ... เย่เฉิน เจ้าเด็กโง่ คิดไม่ถึงว่ารอดพ้นจากเงื้อมมือมารมาได้ เจ้ายังกล้าซורหาที่ตายถึงถิ่นสำนักเมฆาคล้อยอีกหรือ? หลานสาวข้า... มู่หลาน เจ้าช่างกล้าอาจหาญนัก ถึงกับปกป้องบุตรชายของกบฏตระกูลเย่!” เสียงหัวเราะก้องกังวานดั่งอสุนีย์คำราม สะท้อนไปทั่วหุบผา มู่หลานกัดริมฝีปากจนห้อเลือด นางก้าวออกไปเผชิญหน้ากับผู้อาวุโสสูงสุด สายตาที่มองไปยังผู้อาวุโสไร้ซึ่งความเคารพดังเช่นกาลก่อน มีเพียงความเด็ดเดี่ยวเยือกเย็น “ผู้อาวุโส... สิ่งที่ท่านกระทำลงไปเมื่อสิบปีก่อน ขัดต่อวิถีเซียนและคุณธรรมแห่งยุทธภพ วันนี้ หากท่านต้องการสังหารเย่เฉิน ท่านต้องก้าวผ่านศพของข้าไปเสียก่อน!” “สามหีน! เจ้ากล้าทรยศสำนักเพื่อชายผู้เดียวหรอกหรือ!” ผู้อาวุโสสูงสุดคำรามลั่นด้วยความโกรธเกรี้ยว ฝ่ามือชราภาพตบลงกลางอากาศ เกิดเป็นฝ่ามือปราณยักษ์สีทองอร่ามกดทับลงมาหมายจะบดขยี้ทั้งคู่ให้แหลกเป็นจุลในพริบตาเดียว เย่เฉินผลักมู่หลานออกไปด้านข้าง แววตาของเขาฉายประกายเจิดจ้าดั่งดวงดาราในยามวิกาล มือขวาจับด้ามกระบี่ที่เหน็บอยู่ข้างเอว แม้กระบี่จะยังไม่ถูกชักออกจากฝัก ทว่ารัศมีคมกระบี่ไร้ลักษณ์กลับแผ่ขยายปกคลุมรัศมีร้อยลี้ ห้วงมิติรอบกายสั่นไหวและปริร้าวราวกับกระจกแตก ผู้อาวุโสสูงสุดชะงักไปชั่วขณะด้วยความตื่นตระหนก เมื่อสัมผัสได้ถึงพลังอันลึกล้ำที่ไม่อาจหยั่งรู้ได้จากตัวของชายหนุ่มผู้นี้ เย่เฉินสูดลมหายใจเข้าลึก รวบรวมลมปราณทั้งหมดในร่างผสานเข้ากับเจตจำนงแห่งกระบี่ที่สะสมมาตลอดสิบปีเต็ม “สิบปีแห่งความแค้น... วันนี้จักต้องชำระด้วยคมกระบี่นี้!” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงก้องกังวาน ก่อนจะนิ้วเรียวยาวจะขยับสัมผัสที่ด้ามกระบี่ และในวินาทีที่คมกระบี่เริ่มขยับออกจากฝักเพียงหนึ่งนิ้ว— บรรยากาศทั่วทั้งฟ้าดินพลันหยุดนิ่ง เสียงสรรพสิ่งเงียบงันลงทันตาเห็น เงาร่างลึกลับอีกสายหนึ่งปรากฏขึ้นอย่างไร้ซุ่มเสียงเบื้องหลังผู้อาวุโสสูงสุด พร้อมกับเสียงกระซิบอันเย็นเยียบที่ทำให้เลือดในกายของทุกคนต้องแข็งค้าง: "อาจารย์ลุง... ท่านลืมไปแล้วกระมัง ว่าหนี้ชีวิตเมื่อร้อยปีก่อน ท่านยังติดค้างข้าอยู่เช่นกัน" ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านสมรภูมิบทนี้ไปด้วยกันนะครับ พบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ -- หมื่นกระบี่คืนรัง --
สารจากนักเขียน (หมื่นกระบี่คืนรัง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ไร้ลักษณ์กับวิถีเซียนผู้เย็นชา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%