กระบี่ไร้ลักษณ์กับวิถีเซียนผู้เย็นชา•ตอนที่ 2

รอยร้าวในใจเซียน

ผลงานโดย หมื่นกระบี่คืนรัง
เปรี้ยง! อสนีบาตโลหิตสายนั้นฟาดลงมาแผดเผาผืนปฐพีจนแยกเป็นร่องลึก กลิ่นอายไอสังหารแผ่ซ่านคุกคามจนอากาศรอบกายพลอยบิดเบี้ยว เย่เฉินไม่แม้แต่จะกะพริบตา ร่างของเขายืนหยัดตระหง่านราวกับยอดเขาที่ไม่เคยยอมก้มหัวให้ฟ้าดิน แม้ประกายสายฟ้าจะสะท้อนอยู่ในดวงตาคู่นั้นจนดูลึกล้ำราวกับห้วงเหวลึก แต่ริมฝีปากของเขากลับแย้มยิ้มเย้ยหยันต่อทัณฑ์สวรรค์ "หลบไป!" เสียงประกาศกร้าวปนความตื่นตระหนกดังขึ้น มู่หลานพุ่งทะยานเข้ามาดุจเงาจันทร์กระจ่าง ผ้าแพรขาวบริสุทธิ์สะบัดออกเป็นร่มเงาปราณกระบี่ปกป้องเบื้องหน้า นางหาได้ช่วยชีวิตเขาด้วยความเสน่หาไม่ หากแต่จิตวิญญาณแห่งสำนักเมฆาคล้อยไม่อาจทนเห็นผู้ใดถูกฟ้าผ่าตายต่อหน้าโดยไม่ไต่สวน ทว่าทันทีที่กระบี่ในมือของเย่เฉินถูกตวัดขึ้นรับแรงกระแทกจากอสนีบาต ดวงตาคู่สวยของนางพลันหรี่แคบลง ความเย็นชาบนใบหน้าราวรูปสลักน้ำแข็งแปรเปลี่ยนเป็นความตื่นตะลึงระคนสงสัย *นั่นมัน... วิชากระบี่อันใดกัน?* มู่หลานรำพันในใจ ลมหายใจของนางสะดุดไปวูบหนึ่ง นางท่องจำคัมภีร์กระบี่นับพันบทของเจ็ดสำนักใหญ่มาตั้งแต่เยาว์วัย รู้จักแม้กระทั่งกระบวนท่าที่สูญหายไปนับร้อยปี แต่ทว่า วิชากระบี่ที่เย่เฉินใช้ออกในยามนี้กลับไร้ซึ่งเงา ไร้ซึ่งรูป มันไม่ใช่กระบวนท่า... มันคือความว่างเปล่า! ยามที่คมกระบี่กระทบเข้ากับสายฟ้าสีเลือด มันมิได้ปะทะโดยตรง แต่มันกลับ "กลืนกิน" และ "หักเห" พลังทำลายล้างนั้นให้สลายกลายเป็นละอองปราณสีครามราวกับสายน้ำที่ไหลผ่านก้อนหิน ภาพที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าช่างน่าพิศวงจนเกินกว่าจะหาคำใดมาบรรยาย เย่เฉินในยามนี้คล้ายกับคนธรรมดาผู้ถือเศษไม้กิ่งหนึ่ง ทว่ากลับสามารถสยบทัณฑ์สวรรค์ที่แม้แต่ยอดฝีมือขอบเขตหลอมรวมวิญญาณยังต้องหวาดผวาได้ด้วยการสะบัดข้อมือเพียงครั้งเดียว "เจ้า... ซ่อนวิชาอันใดไว้กันแน่, เย่เฉิน" มู่หลานเอ่ยถาม น้ำเสียงของนางเย็นเยียบดุจน้ำค้างแข็งบนยอดเขาเหมันต์ แต่แววตากลับไหววับด้วยความหวาดระแวง นางก้าวถอยหลังไปครึ่งก้าว กระบี่ในมือถือมั่น ตั้งท่าระแวดระวังราวกับกำลังเผชิญหน้ากับสัตว์อสูรบรรพกาลที่หลุดออกมาจากตำนาน เย่เฉินเก็บกระบี่เข้าฝักช้าๆ กิริยาท่าทางผ่อนคลายราวกับเมื่อครู่มิได้มีสายฟ้าฟาดลงมาเกือบเอาชีวิตเขากับนาง เขาหันมาสบตากับเซียนสาวผู้เย็นชา แววตาคมปลาบมีความรู้สึกซับซ้อนบางอย่างฉายวาบผ่านไป ก่อนจะถูกกลบฝังด้วยรอยยิ้มมุมปากอันเป็นเอกลักษณ์ "วิชากระบี่ที่ไร้ซึ่งรูปลักษณ์ ย่อมเป็นวิชาที่ไม่มีวันพ่ายแพ้... คุณหนูมู่ ท่านคิดเช่นนั้นหรือไม่?" น้ำเสียงทุ้มนุ่มเอ่ยถามอย่างสบายอารมณ์ ทว่ากลับแฝงสัจธรรมอันลึกซึ้งที่ทำให้นางถึงกับนิ่งงัน "คำพูดไร้สาระ!" มู่หลานเค้นเสียงลอดไรฟัน นางก้าวเข้าไปประชิด ปลายกระบี่จ่อเข้าที่ลำคอของชายหนุ่มโดยไม่ลังเล "ในอดีตตระกูลเย่ของเจ้าฝึกฝนวิชาปราณอัคคีผลาญฟ้า เหตุใดวันนี้เจ้าจึงใช้เคล็ดวิชาที่แม้แต่ข้าก็ไม่เคยพบเห็น เจ้าแอบไปเรียนรู้วิชานอกรีตมาจากที่ใดกันแน่ หรือว่า... เจ้าได้ขายวิญญาณให้แก่พรรคมารใต้หล้าไปแล้ว!" บรรยากาศรอบตัวพลันตึงเครียดขึ้นมาอีกครา ความระแวงสงสัยถักทอเป็นสายใยบางๆ ระหว่างคนทั้งสอง เย่เฉินไม่หลบเลี่ยงคมกระบี่ที่จ่ออยู่ชิดผิวเนื้อ ปลายกระบี่เฉือนผิวจนมีหยดเลือดสีชาดไหลซึมออกมาเล็กน้อย แต่เขากลับเลือกที่จะโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้จนปลายจมูกเกือบจะชนกัน ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับแก้วกัลยาที่เย็นเยียบของนาง "หากข้าขายวิญญาณให้พรรคมารจริง... ป่านนี้สตรีที่ยืนอยู่ตรงหน้าข้าคงกลายเป็นศพไร้ญาติขาดมิตรไปนานแล้ว กระบี่ของข้าไม่เคยสังหารคนไร้ความผิด... และเจ้าเองก็รู้ดีแก่ใจ, มู่หลาน" สรรพนามที่เปลี่ยนไปทำให้หัวใจของมู่หลานกระตุกวูบ ภาพความทรงจำในอดีตเมื่อครั้งที่พวกเขายังเยาว์วัยและร่วมฝึกวิชาด้วยกันใต้ต้นท้อพันปีผุดขึ้นมาในห้วงคำนึง ชั่วพริบตานั้น ความเย็นชาที่นางพยายามสร้างขึ้นเพื่อปกป้องตนเองจากโลกอันโหดร้ายก็พลันร้าวรานราวกับแผ่นน้ำแข็งที่ถูกค้อนทุบ ทว่า... ก่อนที่มู่หลานจะได้เอ่ยคำใดออกมาตอบโต้ แผ่นดินใต้เท้าของพวกเขาก็สั่นสะเทือนเลื่อนลั่นอย่างรุนแรงยิ่งกว่าเก่า! *ตูมมมม!* พื้นดินบริเวณที่พวกเขายืนอยู่แยกตัวออกจากกันอย่างฉับพลัน เกิดเป็นหลุมลึกสีดำสนิทที่แผ่ไอความมืดมัวแสนอัปมงคลออกมา และจากก้นบึ้งของหลุมลึกนั้นเอง เสียงหัวเราะแหברי้วราวกับเสียงของภูตผีปีศาจจากขุมนรกก็ดังสะท้อนก้องกังวานขึ้นมา พร้อมกับเงาร่างนับร้อยที่พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าด้วยจิตสังหารอันรุนแรง "ฮ่าๆๆๆ! ในที่สุด... ในที่สุดข้าก็หากระบี่ไร้ลักษณ์จนพบ!" ผู้นำเงาร่างเหล่านั้นสวมชุดคลุมสีดำสนิท ใบหน้าสวมหน้ากากอสูรโลหิต ดวงตาสะท้อนประกายกระหายเลือดอย่างชัดเจน และที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ สัญลักษณ์บนอกเสื้อของพวกมัน... คือตราประทับของ "สำนักมารโลหิต" ที่หายสาบสูญไปจากยุทธภพร่วมร้อยปี! มู่หลานหน้าถอดสี นางอุทานออกมาด้วยความตกใจ "สำนักมารโลหิต! พวกมันยังไม่ตายห่ากันหมดหรอกหรือ!" เย่เฉินหุบยิ้มทันที แววตาที่เคยพินิจพิเคราะห์เปลี่ยนเป็นคมกริบดุจใบมีดโกน เขาดึงร่างของมู่หลานเข้าหาตัวด้วยมือข้างเดียวเพื่อหลบลูกธนูอาบยาพิษที่พุ่งแหวกอากาศเข้ามาอย่างรวดเร็วปานสายฟ้า กระบี่ไร้ลักษณ์ในฝักสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ราวกับมันกำลังกระหายที่จะได้ดื่มกินเลือดของพวกมันอีกครั้ง ทว่า... สิ่งที่ทำให้เย่เฉินต้องเบิกตากว้างด้วยความตกใจอย่างแท้จริง หาใช่การปรากฏตัวของพวกสำนักมารโลหิตไม่ หากแต่เป็นบุคคลที่ก้าวเดินออกมาจากแถวหน้าสุดของกลุ่มคนชุดดำผู้นั้น ชายชราหลังค่อมผู้ถือไม้เท้าหัวกะโหลก หน้าตาอัปลักษณ์ที่เย่เฉินจดจำได้ไม่มีวันลืม... ผู้นำตระกูลสาขาผู้ทรยศที่เคยสังหารบิดาของเขาเมื่อสิบปีก่อน! "หลานรัก... เจ้าเติบโตขึ้นมากทีเดียวนี่" เสียงแหบแห้งราวกระดาษทรายเสียดสีกันดังขึ้น ชายชรายกยิ้มเหี้ยมเกรียม "ส่งวิชากระบี่ไร้ลักษณ์มาให้ข้าเสียดีๆ มิฉะนั้น... ศพของนางเซียนน้อยผู้นี้ จะกลายเป็นปุ๋ยบำรุงต้นไม้ให้แก่หุบเขาร้างแห่งนี้เป็นรายต่อไป!" ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับคมกระบี่และสัจธรรมในบทนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
สารจากนักเขียน (หมื่นกระบี่คืนรัง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ไร้ลักษณ์กับวิถีเซียนผู้เย็นชา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%