โลหิตสีชาดมิได้ไหลรินด้วยความเจ็บปวด หากแต่รินไหลเพราะความอับisปางของผืนแผ่นดิน
เสียงกัมปนาทสะท้านสะเทือนเลื่อนลั่นดุจฟ้าถล่มแผ่นดินทลาย ดังสะท้อนก้องกังวานไปทั่วหุบเขาอัสดง ท่ามกลางซากปรักหักพังของสำนักพยัคฆ์คํารามที่บัดนี้เหลือเพียงเถ้าถ่านและกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งไปทั่วบรรยากาศ เบื้องหน้ากองซากศพอันไร้วิญญาณนับร้อยชีวิต ร่างบอบบางในอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ดุจหิมะแรกฤดูยืนหยัดอยู่อย่างโดดเดี่ยว นางถือกระบี่วิญญาณสลักลายเมฆาที่เปล่งประกายแสงสีฟ้าครามเย็นเยียบ ไอเย็นแผ่ซ่านออกมารอบรัศมีสิบวาจนหยดน้ำค้างบนใบหญ้ากลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งในพริบตา
นางคือ “มู่หลาน” เซียนสาวผู้เย็นชาดุจน้ำแข็งจากสำนักเมฆาคล้อย ผู้ถือครองกระเบื้องสวรรค์และเป็นผู้ลงทัณฑ์เหล่ามารร้ายตามบัญชาฟ้าดิน ใบหน้ารูปไข่ที่งดงามล่มเมืองไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ นอก1จากแววตาคู่คมที่กวาดมองผู้รุกรานจากพรรคอสูรโลหิตที่ยังเหลือรอดด้วยความเหยียดหยัน
"หมดสิ้นแล้วสินะ... ศิษย์สำนักพยัคฆ์คํารามที่เคยประกาศก้องว่าจะค้ำจุนคุณธรรมในยุทธภพ สุดท้ายก็เป็นได้เพียงปุ๋ยบำรุงผืนดิน"
เสียงหวานใสแต่เย็นชาดดุจคมมีดน้ำแข็งเอ่ยขึ้น ทว่ายังไม่ทันที่มู่หลานจะได้ก้าวเท้าเดินต่อ อากาศเบื้องหน้าของนางก็บิดเบี้ยวเป็นเกลียวคลื่นอย่างรุนแรง ปราณมารสีดำสนิทพวยพุ่งทะลักออกมาจากรอยแยกมิติ พร้อมกับเสียงหัวเราะเย้ยหยันที่บาดแก้วหู
"ฮ่าๆๆๆ... มู่หลาน นังเซียนไร้หัวใจ เจ้าคิดว่าการกวาดล้างพรรคสาขาของเราจะทำให้พวกเราสยบงั้นหรือ? ช่างโง่เขลาเบาปัญญาเสียจริง!"
เงาร่างมหึมาของ “Fiancé of Blood” หรือไป๋ฮู่ ผู้นำพรรคอสูรโลหิตสาขาประจิม ปรากฏขึ้นพร้อมกับค้อนยักษ์หลอมจากกระดูกอสูรในมือ ปราณโลหิตรอบตัวมันหมุนวนเป็นพายุหมุนขนาดใหญ่ กลิ่นอายความตายแผ่ขยายกดทับจนอากาศรอบบริเวณแทบกลายเป็นสุญญากาศ มู่หลานขมวดคิ้วเล็กน้อย นางรู้ดีว่าตนเองเพิ่งผ่านศึกหนักมาหมาดๆ ปราณเซียนในร่างยังโคจรไม่ราบรื่น การจะรับมือกับไป๋ฮู่ในสภาพนี้ย่อมตกเป็นรองอย่างแน่นอน
ทว่า... ในยุทธภพแห่งนี้ ผู้ที่กำหนดความเป็นตายมิเคยใช่กฎเกณฑ์ของฟ้าดิน หากแต่เป็นคมกระบี่ในมือ
ก่อนที่ไป๋ฮู่จะทันได้เหวี่ยงค้อนโลหิตลงมาทุบร่างของมู่หลาน ประกายแสงสีทองจางๆ ก็สว่างวาบขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ราวกับดวงดาวที่ตกลงมาจากสรวงสวรรค์
*ฉับพลันนั้นเอง*
ไม่มีเสียงแหวกอากาศ ไม่มีสัญญาณเตือนใดๆ ทั้งสิ้น...
เงาร่างหนึ่งในชุดคลุมสีดำสนิทราวกับรัตติกาล ปรากฏขึ้นยืนขวางกั้นระหว่างมู่หลานและไป๋ฮู่ตั้งแต่เมื่อใดไม่มีใครล่วงรู้ เส้นผมสีดำสนิทปลิวไสวไปตามแรงปะทะของปราณ ชายหนุ่มผู้นั้นมิได้พกพาอาวุธใดๆ นอกจากฝักกระบี่ไม้เก่าคร่ำคร่าที่เหน็บอยู่ข้างเอว ทว่าแผ่นหลังที่ตั้งตรงระฟ้ากลับให้ความรู้สึกมั่นคงยิ่งกว่าขุนเขาไท่ซาน
มู่หลานชะงักง่าน นัยน์ตาคู่สวยเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย นางสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่คุ้นเคยและแปลกประหลาดในเวลาเดียวกัน กลิ่นอายที่ไร้ซึ่งร่องรอยแห่งสำนักเซียน ทว่ากลับทรงพลังและอิสระเสรีดุจสายลมที่ไม่มีวันถูกพันธนาการ
"เจ้าเป็นผู้ใด? กล้าดียังไงมาขวางทางสวรรค์!" ไป๋ฮู่คำรามด้วยความเกรี้ยวกราด ค้อนยักษ์ในมือระเบิดพลังโลหิตหมายจะบดขยี้ร่างของผู้มาใหม่ให้แหลกเป็นจุลในพริบตาเดียว
ชายหนุ่มผู้มาเยือนมิได้หันกลับไปมองมู่หลานแม้แต่น้อย ดวงตาคมกริบดุจเหยี่ยวทอประกายราบเรียบ เขายกมือขึ้นแตะที่ด้ามกระบี่ช้าๆ ราวกับกำลังสัมผัสคนรักเก่า
"สวรรค์งั้นหรือ..." เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้น เรียบเรื่อยแต่ทรงพลังราวกับเสียงระฆังโบราณที่สั่นสะเทือนถึงก้นบึ้งจิตวิญญาณ "ในยุทธภพนี้ ข้า เย่เฉิน มิเคยสนใจว่าฟ้าดินจะกำหนดกฎเกณฑ์ใด ข้าสนเพียงแค่ว่า... คมกระบี่ในมือข้า สมควรสังหารสุนัขตัวไหนก่อนดีเท่านั้น"
สิ้นเสียงคำว่า "เท่านั้น" ร่างของเย่เฉินก็เลือนหายไปจากจุดที่ยืนอยู่!
ความเร็วระดับนั้นเกินกว่าขอบเขตที่สายตาของไป๋ฮู่จะมองตามทัน ปราณกระบี่ไร้ลักษณ์ระเบิดออกรอบทิศทาง กลายเป็นหมื่นพันสายอัคคีและสายลมที่กรีดเฉือนมิติ เสียงกรีดร้องด้วยความตื่นตระหนกของไป๋ฮู่ดังขึ้นเพียงครึ่งคำ ก่อนที่โลหิตสีชาดจะพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าดุจน้ำพุ ท่ามกลางสายตาที่ตื่นตะลึงของมู่หลาน
เย่เฉินปรากฏตัวอีกครั้งที่เบื้องหลังของไป๋ฮู่ ฝักกระบี่ยังคงปิดผนึกสนิท แต่หยาดโลหิตหยดสุดท้ายเพิ่งร่วงหล่นจากปลายฝักกระทบพื้นดิน
ทว่า ในวินาทีที่ความเงียบงันเข้าปกคลุมสมรภูมิ เย่เฉินกลับไม่ได้เดินจากไป เขากลับหันหน้ากลับมาสบตากับมู่หลานที่ยังคงยืนนิ่งอึ้งในระยะประชิด ลมหายใจของทั้งสองปะทะกัน ท่ามกลางกลิ่นคาวเลือดและไอเย็นจากปราณเซียน ดวงตาคู่คมของเย่เฉินจ้องลึกลงไปในดวงตาน้ำแข็งของนาง ก่อนที่ริมฝีปากจะได้รูปจะขยับเอ่ยประโยคที่ทำให้หัวใจของเซียนสาวผู้เย็นชาสั่นสะท้านอย่างรุนแรง
"แม่นางหลาน... ผ่านไปสามปี ฝีมือการรำกระบี่ของเจ้า... ดูเหมือนจะตกลงไปมากนะ"
มู่หลานสะท้านเฮือก นางกระชับกระบี่ในมือแน่น ปราณเซียนรอบตัวระเบิดออกอย่างไร้การควบคุม นางเอ่ยเสียงลอดไรฟันด้วยความโกรธปนความรู้สึกที่ซ่อนเร้นมาเนิ่นนาน "เย่เฉิน... เจ้ากล้าดียังไงมาปรากฏตัวต่อหน้าข้าตอนนี้!"
เย่เฉินเพียงแค่แย้มยิ้มบางเบา รอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความทระนงและท้าทาย ทว่าก่อนที่มู่หลานจะได้ตวัดกระบี่เข้าใส่เขาเพื่อชำระบัญชีแค้นในอดีต ท้องนภากลับคำรามสนั่นหวั่นไหว เมฆสีนิลหนาทึบม้วนตัวเข้าหากันอย่างรวดเร็ว พร้อมกับสายฟ้าสีเลือดฟาดผ่าลงมาตรงกลางระหว่างคนทั้งสอง ราวกับว่า "บางสิ่ง" กำลังตื่นขึ้นจากการหลับใหล และมันกำลังพุ่งเป้ามาที่เย่เฉินผู้ฝืนลิขิตฟ้าโดยเฉพาะ!
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปในวิถีกระบี่นี้ด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
กระบี่ไร้ลักษณ์กับวิถีเซียนผู้เย็นชา•ตอนที่ 1
คมกระบี่ท่ามกลางพายุ
ผลงานโดย หมื่นกระบี่คืนรัง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมื่นกระบี่คืนรัง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ไร้ลักษณ์กับวิถีเซียนผู้เย็นชา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!