"ถ้าคุณจะกรุณาถอดแว่นตากรอบทองแล้วใช้สมองส่วนหน้าคิดสักนิด คุณก็น่าจะมองเห็นนะครับว่าเคาน์เตอร์ชงกาแฟตรงนี้ มันไม่ใช่ที่ตั้งของเตาอบขนมปังทรงโบราณแบบที่ร้านคุณอยากได้"
น้ำเสียงทุ้มต่ำแต่เจือไปด้วยความหงุดหงิดระAคายหูของอาร์ตดังขึ้น ท่ามกลางกองกระดาษพิมพ์เขียวขนาด A1 ที่ถูกกางแผ่หลาอยู่บนโต๊ะไม้สักตัวใหญ่ในร้าน 'บ้านขนมผิง' กลิ่นหอมกรุ่นของเนยและวานิลลาที่ปกติควรจะชวนให้ผ่อนคลาย กลับกลายเป็นฉากหลังของสนามรบขนาดย่อมในบ่ายวันอุดมคติที่กำลังจะพังทลาย
ขนมผิงยืนกอดอก ใบหน้าหวานง้ำงอจนแก้มป่อง ดวงตากลมโตมองสถาปนิกหนุ่มมาดเนี้ยบตรงหน้าด้วยความหมั่นไส้ระดับสิบ เธอสวมผ้ากันเปื้อนสีครีมที่มีคราบแป้งติดอยู่เล็กน้อย ซึ่งตัดกับลุคเนี๊ยบกริบของเสื้อเชิ้ตพับแขนและกางเกงสแลคเข้ารูปของอาร์ตราวฟ้ากับเหว
"อ้าว คุณสถาปนิกปากจัด!" ขนมผิงกระแทกเสียงใส่ พร้อมก้าวเท้าเข้ามาประชิดโต๊ะจนแทบจะเอาหน้าผากชนกับปลายจมูกโด่งเป็นสันของอีกฝ่าย "นี่มันร้านฉันนะ! ขนมปังสูตรคุณยายทวดของฉันต้องอบในเตานี้ ตรงนี้ และหันหน้าออกรับแดดเช้าเท่านั้น! ไม่อย่างนั้นความอร่อยมันจะลดลงไปสามสิบเปอร์เซ็นต์ คุณเข้าใจหลักการทำขนมบ้างไหมเนี่ย หรือในหัวคุณมีแต่เสาคอนกรีตกับท่อระบายน้ำ!"
อาร์ตถอนหายใจยาวนานราวกับกำลังอดกลั้นต่อความไร้เหตุผลขั้น 101 เขายกมือขึ้นดันแว่นตากรอบทองขึ้นเล็กน้อย ดวงตาสีเข้มหลังเลนส์มองหญิงสาวด้วยความระAอาใจ
"ผมเป็นสถาปนิกครับ ไม่ใช่นักวิชาการไสยศาสตร์ ขนมจะอร่อยหรือไม่มันอยู่ที่ฝีมือคนทำ ไม่ใช่ทิศทางรับลมของฮวงจุ้ยเตาอบ แล้วถ้าคุณดันทุรังจะวางเตานั้นตรงนี้ พื้นที่ทางเดินในครัวจะเหลือแค่สậpสิบเซนติเมตร ซึ่งหมายความว่าเวลาพนักงานของคุณเดินถือถาดร้อนๆ เดินสวนกัน พวกเขาจะได้ไปโรงพยาบาลเร็วกว่าได้ยอดขายแน่ๆ ครับ"
"นี่คุณแช่งร้านฉันเหรอ!" ขนมผิงชี้หน้าเขาอย่างเอาเรื่อง นิ้วเรียวสั่นระริกด้วยความโกรธ "ฉันแค่อยากรักษาจิตวิญญาณของร้านดั้งเดิมไว้ คุณเข้าใจคำว่า 'ความผูกพันทางใจ' ไหมคะ... เอ่อ... ครับ!" เผลอหลุดเสียงแข็งใส่ไปรอบหนึ่งจนต้องรีบแก้คำ
อาร์ตหลุดหัวเราะในลำคอเบาๆ เป็นเสียงที่สั้น ห้วน และกวนประสาทเสียจนขนมผิงอยากจะคว้าไม้พายมาเคาะกะโหลกหนาๆ ของเขาสلักทีสองที
"ความผูกพันทางใจมันกินไม่ได้หรอกครับ ถ้าโครงสร้างร้านมันถล่มลงมาเพราะคุณยัดเยียดเตาอบหนักสามร้อยกิโลกรัมไว้ผิดจุด เอาอย่างนี้ดีกว่า..." อาร์ตดึงปากกาเมจิกสีแดงออกจากกระเป๋าเสื้อ
"จะทำอะไรนะ!" ขนมผิงร้องเสียงหลง พยายามจะพุ่งเข้าไปแย่งปากกา แต่สถาปนิกหนุ่มไวกว่า เขาเอี้ยวตัวหลบเล็กน้อย ปล่อยให้ร่างบางเซถลาเข้ามาอยู่ในวงแขนของเขาโดยไม่ตั้งใจ
กลิ่นหอมสะอาดสไตล์วานิลลาผสมกลิ่นแป้งอบอวลแตะเข้าที่จมูกของอาร์ตอย่างจัง เป็นวินาทีสั้นๆ ที่โลกในร้านขนมหวานเหมือนจะหยุดหมุน เสียงพัดลมเพดานและเสียงรถราข้างนอกเงียบหายไป เหลือเพียงเสียงลมหายใจอุ่นๆ ของคนตัวเล็กที่ตอนนี้กำลังเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ใบหน้าของทั้งคู่ห่างกันไม่ถึงคืบ จนอาร์ตเกือบจะเผลอนับจำนวนขนตาแพหนาของอีกฝ่าย
"เอ่อ... คือ..." ขนมผิงเสียงแผ่วลง หัวใจเจ้ากรรมดันเต้นรัวผิดจังหวะจนน่าตี เธอรีบผลักอกแกร่งของเขาออกทันที ใบหน้าเนียนขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างห้ามไม่อยู่ "ถอยไปเลยนะ! ใครอนุญาตให้เข้าใกล้ไม่ทราบ!"
อาร์ตกระแอมเบาๆ เพื่อกลบเกลื่อนความประหลาดใจในอกที่มันกระตุกวูบเมื่อครู่ เขากลับมาตีสีหน้านิ่งเรียบตามเดิมได้อย่างรวดเร็ว แม้ว่าใบหูของเขาจะขึ้นสีแดงจางๆ โดยที่เจ้าตัวไม่รู้ตัวก็ตาม
"ผมไม่ได้ตั้งใจจะเข้าใกล้คุณหรอกครับ แค่จะชี้ให้ดูพิมพ์เขียวตรงนี้ต่างหาก" อาร์ตชี้ปลายปากกาลงบนกระดาษ "ถ้าเราขยับเตามาไว้มุมนี้ แล้วทำเคาน์เตอร์บาร์โค้งรับกัน คุณจะได้ทั้งพื้นที่ใช้สอยที่ปลอดภัย และมุมอบขนมที่คุณต้องการ โดยที่โครงสร้างร้านไม่ต้องพัง... ว่าไงครับ จะยอมรับข้อเสนอของสถาปนิกปากจัดคนนี้ หรือจะดื้อแพ่งแล้วรอให้ร้านพังลงมาจริงๆ ดีล่ะครับ?"
ขนมผิงเม้มริมฝีปากแน่น เธอก้มลงมองแปลนพิมพ์เขียวที่ถูกแก้ไขด้วยลายมือหวัดๆ แต่ชัดเจนของเขา ยอมรับในใจลึกๆ ว่าข้อเสนอของเขามันสมบูรณ์แบบจนหาที่ติไม่ได้ แต่จะให้ยอมจำนนโดยง่ายมันก็เสียฟอร์มเจ้าของร้านหมดสิ
ในจังหวะที่สงครามประสาทกำลังดำเนินต่อ ประตูร้านก็ถูกผลักเปิดออกพร้อมกับเสียงกระดิ่งลมกรุ๊งกริ๊ง
"เฮ้ย อาร์ต ผิง เป็นไงบ้าง เคลียร์กันลงตัว..." พี่ธัน ก้าวเข้ามาพร้อมกับถุงกาแฟในมือ แต่ต้องชะงักกึกเมื่อเห็นบรรยากาศมาคุระหว่างคนทั้งคู่ "เอ่อ... กูมาขัดจังหวะอะไรหรือเปล่าเนี่ย ทำไมหน้าแดงกันทั้งคู่เลยวะ"
"เปล่า/ไม่ได้แดง!" อาร์ตและขนมผิงประสานเสียงปฏิเสธขึ้นพร้อมกันอย่างไม่ได้นัดหมาย ก่อนจะหันหน้าหนีไปคนละทาง
พี่ธันอมยิ้มมุมปากอย่างรู้ทัน สายตากรุ้มกริมมองสลับไปมาระหว่างเพื่อนสนิทมาดนิ่งกับเจ้าของร้านสาวหัวรั้นคนสวย ก่อนที่โทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อเกงของอาร์ตจะสั่นครืดขึ้นมาขัดจังหวะ
อาร์ตหยิบขึ้นมาดู ปรากฏว่าเป็นข้อความจากกลุ่มไลน์สถาปนิก ที่หัวหน้าโปรเจกต์ส่งภาพเรนเดอร์งานเก่าเมื่อสามปีก่อน งานที่เคยทำให้เขาพ่ายแพ้และสูญเสียความมั่นใจไปจนหมดสิ้น พร้อมข้อความสั้นๆ ว่า *"ไอ้อาร์ต งานนี้มึงต้องลุยเองแล้ว อย่าให้พลาดเหมือนโปรเจกต์นั้นอีกนะเว้ย"*
นิ้วเรียวของอาร์ตชะงักค้างอยู่บนหน้าจอ บรรยากาศรอบตัวเขาเย็นเยียบลงทันตาเห็น ความทรงจำสีเทาหม่นไหลย้อนกลับเข้ามาในหัว สมองตื้อตันจนพิมพ์ตอบกลับไม่ถูก
ขนมผิงที่แอบเหลือบมองอยู่สังเกตเห็นความผิดปกติในแววตาคู่นั้น ความแข็งกร้าวเมื่อครู่มลายหายไป เหลือเพียงความเปราะบางบางอย่างที่อาร์ตพยายามซ่อนไว้ภายใต้ท่าทางนิ่งเฉย
"คุณ..." ขนมผิงเอ่ยเรียกเสียงแผ่ว ความโกรธเคืองก่อนหน้าหายไปไหนหมดไม่รู้ เหลือเพียงความห่วงใยประหลาดที่ก่อตัวขึ้นในอก "เป็นอะไรหรือเปล่า หน้าซีดๆ นะ"
อาร์ตเงยหน้าขึ้นสบตากลมโตที่ฉายแววความกังวลอย่างปิดไม่มิด หัวใจที่กำลังด้านชาจากอดีต กลับรู้สึกอุ่นวาบขึ้นมาอย่างกะทันหันอย่างไร้เหตุผล
เขารีบกดล็อกหน้าจอมือถือ เก็บมันใส่กระเป๋า แล้วสูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำเอาคนฟังถึงกับไปไม่เป็น
"ถ้าเป็นห่วงผม... ช่วยเซ็นอนุมัติแบบนี้ให้ผมตอนนี้เลยได้ไหมครับ ผมจะได้รีบกลับไปทำงาน"
"อีตาสถาปนิกบ้า!" ขนมผิงอุทานลั่นหน้าแดงแจ๋ยิ่งกว่าเดิม ท่ามกลางเสียงหัวเราะชอบใจของพี่ธันที่ยืนมองดูละครฉากนี้อยู่ห่างๆ
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางมา ณ บรรทัดนี้นะครับ และเตรียมพบกับความอลวนในตอนต่อไปได้เลยครับ
- สายลมแผ่วเบา
สถาปนิกปากจัดกับเจ้าของร้านขนมหวานที่เกลียดคำว่าคอลแลบ•ตอนที่ 2
สงครามบนพิมพ์เขียว
ผลงานโดย สายลมแผ่วเบา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สายลมแผ่วเบา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกปากจัดกับเจ้าของร้านขนมหวานที่เกลียดคำว่าคอลแลบ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!