หน้าจอมือถือในมือสั่นเบา ๆ พร้อมกับสถานะข้อความที่เปลี่ยนเป็นคำว่า **"Read"** สีเทาจาง ๆ ใต้ตัวอักษรยาวเหยียดที่ผมเพิ่งรัวส่งไปเมื่อไม่กี่วินาทีก่อน
ความเงียบงั้นงันเข้าปกคลุมพื้นที่ใต้เคาน์เตอร์ไม้สีอ่อนของร้าน *“หวานละมุน”* ทันที เสียงเครื่องชงกาแฟที่กำลังสตรีมนมดังฟู่ ๆ อยู่ด้านนอกกลายเป็นเสียงเดียวที่หลุดรอดเข้ามาในโสตประสาท ผมกลืนน้ำเหนียวลงคออย่างยากลำบาก สายตาคมกริบมองผ่านช่องกระจกบานเล็กของเคาน์เตอร์ที่เชื่อมต่อกับพื้นที่เตรียมขนม
ให้ตายเถอะ... นี่ผมสติหลุดส่งอะไรออกไปวะเนี่ย!
ข้อความยาวเหยียดที่ระบายความรู้สึกอึดอัด ความเป็นห่วง และไอ้ความรู้สึกแปลก ๆ ที่มีต่อรอยยิ้มบึ้งตึงของเจ้าของร้านขนมหวานปากแข็ง มันถูกอ่านไปหมดแล้วโดยผู้หญิงที่ยืนหันหลังให้ผมอยู่ห่างออกไปไม่ถึงสามเมตร
"คุณอาร์ต..."
เสียงหวานที่ปกติมักจะแหลมปรี๊ดและเตรียมหาเรื่องเถียงกลับในทุกคำพูด ตอนนี้กลับสั่นเครือจนแทบจับใจความไม่ได้ ขนมผิงยังคงยืนหันหลังให้ ไหล่บาง ๆ สั่นไหวเล็กน้อยภายใต้ผ้ากันเปื้อนสีครีมลายลูกไม้ เธอไม่ได้หันกลับมาด่าผมอย่างที่คาดการณ์ไว้ในหัวสักสิบรอบ แต่มือเรียวเล็กที่กำลังถือตะกร้อตีแป้งอยู่ถึงกับกำแน่นจนข้อต่อปลายนิ้วขาวซีด
ผมขยับตัวออกจากมุมอับใต้เคาน์เตอร์อย่างระมัดระวัง รองเท้าหนังสีดำเหยียบลงบนพื้นไม้ปาร์เกต์โดยไร้เสียง สถาปนิกหนุ่มผู้เคร่งครัดในระเบียบและเหตุผลอย่างผม ในตอนนี้กลับรู้สึกเหมือนเด็กชายตัวเล็ก ๆ ที่กำลังทำความผิดครั้งใหญ่แล้วแม่จับได้คาหนังคาเขา
"ผม..." ผมอ้าปากจะเอ่ยแก้ตัว แต่คำพูดนับร้อยที่เตรียมไว้กลับติดอยู่ที่ลำคอ
"ออกไปก่อนนะคะ... หมายถึง... ออกไปจากร้านฉันก่อนเถอะค่ะคุณอาร์ต" ขนมผิงพูดเสียงเบาหวิว มือข้างหนึ่งยกขึ้นปาดปอยผมที่หลุดลุ่ยลงมาเคลียแก้ม ลอดผ่านแสงไฟสีส้มอบอุ่นของร้าน ผมสังเกตเห็นความเปียกชื้นที่หางตาของเธอก่อนที่เธอจะรีบหันหน้าหนีไปทางอ่างล้างจาน
นั่นไม่ใช่หยดน้ำจากก๊อกน้ำแน่ ๆ
ภาพผู้หญิงหัวแข็ง ปากจัด และพร้อมจะงัดข้อกับผมได้ทุกเรื่องในคราบเจ้าของร้านขนม กำลังยืนสะอื้นเงียบ ๆ อยู่หน้าอ่างล้างจาน มันกระชากความรู้สึกของผมให้วูบไหวอย่างรุนแรง ความเงียบที่เกิดขึ้นระหว่างเราไม่ได้เต็มไปด้วยความอึดอัดแบบก่อน แต่มันกลับอัดแน่นไปด้วยความเปราะบางที่ผมไม่เคยคิดว่าจะได้เห็นจากผู้หญิงคนนี้
ปมในอดีตที่ผมเคยพ่ายแพ้จากการประกวดแบบตึกระฟ้าใจกลางเมือง ความรู้สึกที่ว่าตัวเองไม่ดีพอและควบคุมทุกอย่างไม่ได้ มันผุดขึ้นมาทับซ้อนกับแผ่นหลังบาง ๆ ที่กำลังไหวสะท้อนนั้นทันที... เธอเองก็กำลังแบกรับอะไรบางอย่างไว้จนแทบจะไม่ไหวเหมือนกันสินะ
ผมตัดสินใจก้าวเข้าไปใกล้ขึ้นอีกสองก้าว กลิ่นหอมจาง ๆ ของวานิลลาและเนยสดลอยอบอวลปะปนกับกลิ่นอายความเศร้าที่ลอยคว้างอยู่ในอากาศ
"เรื่องข้อความนั้น..." ผมเริ่มต้นด้วยน้ำเสียงที่พยายามนิ่งที่สุด แต่กลับสั่นนิด ๆ จนน่าสมเพชตัวเอง "ผมไม่ได้ตั้งใจจะ..."
"อย่าพูดค่ะ!" ขนมผิงหันขวับกลับมาเผชิญหน้า ดวงตาคู่สวยบวมช้ำและแดงก่ำ ขอบตาของเธอรื้นไปด้วยหยดน้ำตาที่พยายามกลั้นไว้สุดชีวิต แก้มเนียนใสขึ้นสีแดงระเรื่อไม่ใช่เพราะความเขินอาย แต่เป็นเพราะความอัดอั้นตันใจที่ระเบิดออกมา "คุณอาร์ตจะมาวุ่นวายอะไรกับฉันนักหนาคะ! ร้านก็ร้านของฉัน สูตรขนมก็ของคุณยายฉัน ฉันจะเจ๊ง จะปิดร้าน หรือจะเอาขนมไปปั้นเป็นก้อนกลม ๆ แล้วโยนทิ้งถังขยะ มันก็เรื่องของฉันไหมคะ!"
คำพูดรัวเร็วที่พยายามจะแข็งกร้าว แต่เสียงสะอื้นที่หลุดลอดออกมาในตอนท้ายกลับทำให้มันพังไม่เป็นท่า
"มันไม่ใช่แค่เรื่องของคุณคนเดียวหรอกนะผิง" ผมเผลอหลุดเรียกชื่อเธอโดยไม่มีคำนำหน้าเป็นครั้งแรก บรรยากาศรอบตัวเหมือนหยุดนิ่งลงชั่วขณะ ขนมผิงเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกใจที่ได้ยินสรรพนามนั้น แต่ผมไม่ได้สนใจความผิดพลาดทางภาษาของตัวเองอีกต่อไปแล้ว "ถ้ามันเป็นเรื่องของร้านนี้... มันก็เป็นเรื่องของผมด้วยในฐานะ... เอ่อ ในฐานะคนที่ต้องมารับผิดชอบโปรเจกต์ปรับปรุงร้านให้คุณไงครับ"
*อ้างเรื่องงานอีกแล้วไอ้อาร์ต! ทำไมแกถึงเป็นคนปากแข็งแบบนี้นะ* ผมนึกด่าตัวเองในใจ
ขนมผิงหัวเราะออกมาทั้งน้ำตา เป็นรอยยิ้มที่ฝืนที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นในชีวิต เธอยกหลังมือขึ้นปาดน้ำตาลวก ๆ แล้วจ้องหน้าผมตรง ๆ
"โปรเจกต์บ้าบออะไรล่ะคะ... คุณธันเขาโทรมาสารภาพกับฉันหมดแล้วค่ะ!"
ประโยคสั้น ๆ นั้นทำเอาหัวใจผมกระตุกวูบ
"พี่ธัน... โทรมาบอกอะไรคุณ?" ผมถามเสียงแหบแห้ง
"เขาบอกว่า... ที่คุณยอมมารับงานรีโนเวทค่าตัวถูกแสนถูกแถมต้องมาเถียงกับฉันทุกวันเนี่ย ไม่ใช่เพราะคุณอยากได้ผลงานประดับพอร์ตอะไรหรอกค่ะ แต่เป็นเพราะ..." ขนมผิงเว้นจังหวะ เธอกัดริมฝีปากล่างแน่นจนมันเปลี่ยนเป็นสีแดงจัด "เพราะคุณบังเอิญเดินผ่านมาเห็นฉันนั่งร้องไห้กอดกองเอกสารทวงหนี้อยู่หน้าร้านเมื่อเดือนก่อนต่างหากล่ะคะ!"
ความจริงถูกเปิดโปงออกมาราวกับโดนสาดด้วยน้ำเย็นจัดกลางฤดูหนาว
ผมอ้าปากค้าง สมองประมวลผลไม่ทัน ภาพเหตุการณ์ในคืนนั้นผุดวาบขึ้นมาในหัว... คืนที่ผมเดินตรวจไซต์งานดึกดื่นแล้วบังเอิญเห็นผู้หญิงคนหนึ่งนั่งคุดคู้ร้องไห้อยู่บนฟุตบาทหน้าร้านขนมปิดทึบ ดวงตาที่แดงก่ำและความสิ้นหวังในแววตานั้น มันคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมยอมละทิ้งอีโก้ของสถาปนิกหนุ่มผู้รักความสมบูรณ์แบบ แล้วยอมเดินเข้ามาเอี่ยวกับร้านขนมหวานโบราณที่ต่อต้านความทันสมัยทุกรูปแบบร้านนี้
ผมจ้องมองเข้าไปในดวงตาของขนมผิง ความลับใต้เคาน์เตอร์ถูกเปิดเผยหมดเปลือก ไม่มีกำแพงแห่งความกวนประสาท ไม่มีหน้ากากความเก๊กขรึมเหลืออยู่เลย มีเพียงความเงียบงั้นที่อัดแน่นไปด้วยความรู้สึกที่ซ่อนไว้ลึกเกินกว่าจะหาคำพูดมาอธิบาย
"ผิง..." ผมขยับเข้าไปใกล้เธออีกครั้งอย่างไร้ระยะห่าง มือใหญ่เอื้อมออกไปโดยสัญชาตญาณ ปลายนิ้วโป้งเกลี่ยหยดน้ำตาที่ยังค้างอยู่บนแก้มเนียนนั้นอย่างแผ่วเบาโดยไม่รู้ตัว
ขนมผิงสะดุ้งเฮือก ร่างกายแข็งทื่อ เธอนิ่งงันไปกับสัมผัสอ่อนโยนที่ไม่คาดคิด ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกใจ ใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาทันทีจนลามไปถึงใบหู
เราต่างฝ่ายต่างนิ่งค้างอยู่ในระยะที่ใกล้ชิดกันมากที่สุด ลมหายใจอุ่น ๆ ของเธอลอยกระทบผิวแก้มของผม กลิ่นหอมหวานของคาราเมลจาง ๆ ฟุ้งกระจายอยู่รอบตัว ท่ามกลางความเงียบงันและหัวใจที่เต้นรัวโครมครามจนแทบจะทะลุออกมานอกอก
ทว่า... ในวินาทีที่บรรยากาศกำลังจะละลายเข้าหากันอย่างไร้แรงต้านทาน เสียงกริ่งหน้าร้านก็ดังขึ้นพร้อมกับแรงผลักประตูกระจกที่เปิดผางเข้ามาอย่างแรง!
"ไอ้อาร์ต! แย่แล้วเว้ย! ลูกค้ารายใหญ่ที่สุดของโปรเจกต์นี้... กำลังยืนรออยู่หน้าร้านพร้อมกับทนายส่วนตัว!"
เสียงตะโกนกระหึ่มของพี่ธันที่วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาทำลายบรรยากาศสีชมพูทิ้งราบเป็นหน้ากลอง ขนมผิงสะดุ้งสุดตัวผละถอยหลังออกห่างจากผมทันทีด้วยใบหน้าที่แดงแจ๋จนแทบจะไหม้ ส่วนผมได้แต่หลับตาลงพ่นลมหายใจออกมาพรืดใหญ่ด้วยความหงุดหงิดที่มาขัดจังหวะได้ถูกเวลาเสียเหลือเกิน
แต่ยังไม่ทันที่ผมจะได้หันไปจัดการกับเพื่อนสนิทตัวดี สายตากลับเหลือบไปเห็นซองเอกสารสีน้ำตาลที่หล่นอยู่บนพื้นใต้เคาน์เตอร์—ซองเอกสารที่ขนมผิงซ่อนไว้มิดชิด และหน้ากระดาษที่โผล่อ้นออกมาเล็กน้อย ทำให้ผมเห็นตราประทับสีแดงฉานเด่นชัดเจน...
*คำสั่งศาล: ประกาศพิทักษ์ทรัพย์และยึดครองกิจการ*
ผมหันขวับกลับไปมองขนมผิงที่ยืนตัวสั่นเทา หน้าซีดเผือกยิ่งกว่ากระดาษในมือของพี่ธัน!
---
*(ขอบคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งกำลังใจให้อาร์ตกับขนมผิงมาถึงตอนนี้นะครับ)*
สถาปนิกปากจัดกับเจ้าของร้านขนมหวานที่เกลียดคำว่าคอลแลบ•ตอนที่ 6
ความลับใต้เคาน์เตอร์
ผลงานโดย สายลมแผ่วเบา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สายลมแผ่วเบา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกปากจัดกับเจ้าของร้านขนมหวานที่เกลียดคำว่าคอลแลบ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!