"ถ้าคุณยังยืนเก๊กหน้านิ่งเป็นเสาเข็มตอกเขื่อนอยู่ตรงนั้น ผมจะให้คุณแบกกระสอบแป้งสาลีห้าสิบกิโลฯ รอบร้านแทนนะครับคุณสถาปนิก"
เสียงหวานที่เจือความหงุดหงิดนิดๆ ดังขึ้นแข่งกับเสียงเครื่องตีแป้งขนาดใหญ่ในครัวเบเกอรี่หลังร้าน 'Sweet Chapter' ขนมผิงกำลังใช้ผ้ากันเปื้อนสีครีมสะบัดมือที่เลอะแป้งจนขาวโพลน ดวงตากลมโตมองมาที่ผมด้วยความระaอาผสมความจนปัญญาอย่างเห็นได้ชัด
ผม—อาร์ต สถาปนิกผู้ซึ่งปกติแล้วจับแต่แท็บเล็ตสเกตช์แปลนอาคารและคุยเรื่องโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก กลับต้องมายืนเคว้งคว้างอยู่ในอาณาจักรเตาอบและกลิ่นเนยละลายในสภาพที่กระดุมเสื้อเชيرแขนยาวถูกพับขึ้นจนถึงข้อศอก เนคไทเส้นโปรดถูกถอดออกพาดไว้บนเก้าอี้ตัวนอก เหลือเพียงเสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อนที่ตอนนี้มีคราบแป้งอเนกประสงค์ประทับอยู่ตรงหน้าท้องอย่างน่าอนาถ
เหตุการณ์มันเริ่มต้นขึ้นเมื่อครึ่งชั่วโมงก่อน ตอนที่ผมตั้งใจแวะมาส่งแบบร่างบรีฟงานปรับปรุงหน้าร้านรอบสุดท้ายให้เรียบร้อย แต่กลับเจอแจ็กพอตเมื่อเด็กพนักงานพาร์ทไทม์เกิดอาหารเป็นพิษกะทันหันจนต้องหามส่งโรงพยาบาล ส่วนเด็กอีกคนก็ดันโทรมาลาออกเพราะติดธุระด่วนที่ต่างจังหวัด เหลือขนมผิงตัวเล็กๆ คนเดียวที่ต้องรับออร์เดอร์เค้กวันเกิดสามก้อนและบราวนี่อีกสองถาดใหญ่สำหรับงานอีเวนต์บ่ายนี้
แล้วคนใจอ่อนอย่างผม (ที่ปากบอกว่าไม่ว่าง แต่สุดท้ายก็ทิ้งโปรเจกต์ตึกระฟ้าไว้เบื้องหลัง) จะทำอะไรได้ล่ะครับ นอกจากจำใจสวมบทบาทลูกมือจำเป็นแบบงงๆ
"ผมเป็นสถาปนิกนะครับคุณผิง ไม่ใช่กุ๊กเบเกอรี่ หน้าที่ของผมคือออกแบบโครงสร้างที่มั่นคง ไม่ใช่มานั่งร่อนแป้งเค้กให้ฟูฟ่อง" ผมสวนกลับด้วยน้ำเสียงเรียبيเรื่อย พยายามรักษาฟอร์มชายหนุ่มผู้เยือกเย็นเอาไว้ แม้ว่าในใจจะแอบหวั่นๆ กับกองไข่ไก่เกือบสามสิบฟองตรงหน้า
"โครงสร้างเค้กชิฟฟอนของคุณนี่แหละที่จะพังทลายลงมาถ้าคุณยังยืนเถียงผมอยู่!" ขนมผิงเท้าสะเอว มองผมด้วยสายตาคาดโทษ "หยิบตะกร้อมือสแตนเลสสีเงินข้างๆ ตัวคุณนั่นขึ้นมา... แล้วตีไข่ขาวกับน้ำตาลทรายให้ตั้งยอดแข็ง ไม่อย่างนั้นเค้กส้มของลูกค้าวีไอพีบ่ายนี้ได้กลายเป็นไข่ตุ๋นแน่ๆ ครับคุณอาร์ต"
ท้ายประโยคเธอย้อนคำพูดผมด้วยน้ำเสียงล้อเลียน ทำเอาผมมุมกระตุกยิ้มขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว
ให้ตายเถอะ... ปกติผมเกลียดความวุ่นวายเกลียดการเปลี่ยนแปลงกะทันหันที่สุด แต่พอเป็นความวุ่นวายที่มีผู้หญิงตัวเล็กๆ คนนี้ยืนสั่งแจกแจงงานด้วยใบหน้ายุ่งเหยิงที่แก้มเปื้อนรอยแป้งขาวๆ แบบนั้น กลับทำให้ผมรู้สึกว่า... บรรยากาศในครัวร้อนๆ นี้ไม่ได้น่ารำคาญอย่างที่คิด
ผมถอนหายใจยาวเหยียด ยอมยกมือขึ้นยอมแพ้ เดินเข้าไปใกล้โต๊ะสเตนเลสตัวยาว คว้าตะกร้อมือขึ้นมาถือไว้ด้วยท่าทางเก้ๆ กังๆ เหมือนคนจับอาวุธผิดประเภท
"มองอะไรครับ? เริ่มตีสิคะ... อ้ะ! หมายถึงเริ่มตีสิครับ!" ขนมผิงเกือบหลุดปากคำคุ้นเคยออกมาตามความเคยชิน เธอกระแอมเบาๆ กลบเกลื่อนความเขินอายเมื่อเผลอสบตาคมกริบของผมที่จ้องมองอยู่ก่อนแล้ว ใบเนียนใสขึ้นสีเรื่อแดงจางๆ อย่างน่ารัก
"เรียก 'นะคะ' เถอะครับ ฟังดูเป็นธรรมชาติกว่าเยอะ" ผมหยอดกลับเบาๆ พร้อมกับเริ่มลงมือข้อมือหมุนตะกร้อมือตามวิธีที่เธอเคยสอนเมื่อครู่
"ทำหน้าที่ของคุณไปเงียบๆ เลยครับคุณอาร์ต!" เธียงเสียงสะบัดหน้าหนีไปจัดการตีเนยกับน้ำตาลต่อ แต่ผมสังเกตเห็นรอยยิ้มที่มุมปากของเธอผ่านเงาสะท้อนของตู้กระจกอบขนม
บรรยากาศในห้องครัวเงียบลง มีเพียงเสียงเครื่องตีแป้งไฟฟ้าและเสียงโลหะกระทบกับชามอ่างสเตนเลสเป็นจังหวะสม่ำเสมอ กลิ่นหอมหวานของวานิลลาและเนยแท้ลอยอบอวลผสมผสานกับกลิ่นอายเฉพาะตัวของคนข้างกาย ความเงียบครั้งนี้ไม่ได้อึดอัด แต่มันมีความอบอุ่นแปลกประหลาดแทรกซึมอยู่ทุกอณูอากาศ จนผมเผลอนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์เมื่อตอนสาย...
ชื่อนั้น... 'พิมพ์ชนก'
ชื่อของผู้หญิงคนในอดีตที่เคยทิ้งแผลเป็นไว้ในใจผม เป็นคนที่ทำให้ผมเลือกที่จะปิดตายความรู้สึก ปฏิเสธการร่วมงานกับใคร และสร้างกำแพงความเยชาชาขึ้นมาปกป้องตัวเองจากความผิดหวัง... แต่ในวินาทีนี้ ภาพของอดีตกลับค่อยๆ เลือนหายไป ถูกแทนที่ด้วยเสียงหัวเราะใสๆ และแว่นตากลมโตของคนที่กำลังยืนปาดครีมเค้กอยู่ห่างออกไปไม่ถึงก้าว
บางที... โครงสร้างชีวิตที่ผมพยายามออกแบบให้อยู่ในกรอบและไร้ซึ่งความเสี่ยงมาตลอด อาจจะกำลังรอให้ใครสักคนเข้ามาทุบกำแพงแล้วต่อเติมพื้นที่สีเขียวลงไปบ้างก็ได้
"อาร์ต... ระวัง!"
เสียงอุทานด้วยความตกใจของขนมผิงดังขึ้นพร้อมกับร่างบางที่พุ่งเข้ามาคว้าแขนผมไว้ตามสัญชาตญาณ แรงดึงทำให้ผมเซถลาเข้าหาเธอโดยไม่ได้ตั้งใจ จนแผ่นอกกว้างแนบชิดกับร่างนุ่มนิ่มของเจ้าของร้านขนมหวาน
ชามผสมแป้งที่ผมถืออยู่เอียงวับ น้ำตาลทรายและแป้งบางส่วนหกเลอะพื้น แต่ไม่มีใครสนใจสิ่งรอบตัวอีกต่อไปแล้ว
ระยะห่างระหว่างเราใกล้เสียจนผมได้ยินเสียงลมหายใจอุ่นๆ และกลิ่นหอมอ่อนๆ คล้ายดอกไม้จางๆ จากตัวเธอ ดวงตากลมโตช้อนขึ้นมองผมผ่านกรอบแว่น ใกล้เสียจนเงาของผมสะท้อนอยู่ในดวงตาคู่นั้นอย่างชัดเจน หัวใจในอกของผมเต้นรัวแรงจนน่ากลัว—มันไม่ใช่จังหวะการเต้นของคนตกใจ แต่เป็นจังหวะที่คุ้นเคยยามที่อยู่ใกล้ผู้หญิงคนนี้
"คุณ... ซุ่มซ่ามเป็นบ้าเลย" ขนมผิงกระซิบเสียงแผ่วเบา ใบหน้าของเธอแดงก่ำลามไปจนถึงใบหู เธอยังคงจับแขนเสื้อผมแน่น ไม่ยอมผละออก
"ก็คุณเล่นส่งเสียงดังขู่ผมทำไมล่ะครับ" ผมตอบเสียงนุ่ม ทอดมองใบหน้าหวานซึ้งด้วยแววตาที่เปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง ความรู้สึกบางอย่างที่ถูกเก็บกดไว้ใต้ชั้นคอนกรีตหนาเตอะกำลังพังทลายลงมาทีละน้อย
มือใหญ่ของผมที่เปื้อนคราบแป้งเล็กน้อย เผลอยกขึ้นโดยอัตโนมัติ ปัดเศษแป้งสีขาวที่ติดอยู่ข้างแก้มเนียนใสของเธอออกอย่างแผ่วเบา ปลายนิ้วสัมผัสกับผิวเนียนนุ่มโดยไม่ตั้งใจ ทำให้ทั้งผมและเธอต่างชะงักค้าง ราวกับเวลาหยุดเดินไปชั่วขณะ
บรรยากาศเงียบงันจนได้ยินเสียงหัวใจที่เต้นตรงกันเป็นจังหวะเดียว
"ผิง..." ผมเอ่ยเรียกชื่อเธอด้วยน้ำเสียงที่ทุุ่มต่ำและจริงจังกว่าทุกครั้ง ความรู้สึกมากมายอัดแน่นอยู่ในอกจนอยากจะพูดมันออกมาให้หมด
ขนมผิงเงยหน้าขึ้นสบตาผม นัยน์ตาสั่นไหวเล็กน้อยราวกับรับรู้ได้ถึงความหมายที่ซ่อนอยู่หลังแววตานิ่งขรึมนั้น เธอเม้มริมฝีปากแน่นอย่างคนกำลังชั่งใจ
แต่ก่อนที่ผมจะได้เอ่ยประโยคสำคัญที่เก็บไว้ในใจมานาน...
*กริ๊ง!*
เสียงกระดิ่งทองเหลืองหน้าร้านดังขึ้นลั่น พร้อมกับเสียงเปิดประตูและฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนที่เดินดุ่มเข้ามาในโซนเคาน์เตอร์ด้านหน้า
"ขนมผิง! อยู่ไหมลูก? พอดีพ่อแวะเอาเอกสารสำคัญมาให้... อ้าว ปิดร้านเหรอทำไมประตูกระจกล็อค?"
เสียงทุ้มทรงอำนาจของชายวัยกลางคนดังทะลุเข้ามาถึงห้องครัว ทำเอาขนมผิงสะดุ้งสุดตัว เธอรีบผละออกจากอ้อมแขนผมทันทีด้วยความตกใจ ใบหน้าซีดเผือดลงเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงนั้น
ผมขมวดคิ้วมุ่น หันไปมองทางประตูห้องครัวด้วยความสงสัยระคนแปลกใจ กับท่าทีที่เปลี่ยนไปอย่างกะทันหันของคนตัวเล็ก
"พ่อ...?" ขนมผิงพึมพำชื่อนั้นออกมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความกังวลและความประหลาดใจระคนกัน ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างขึ้นเมื่อเงาของชายผู้มาเยือนปรากฏขึ้นตรงหน้าประตูห้องครัว
และในวินาทีที่ชายวัยกลางคนคนนั้นก้าวพ้นขอบประตูเข้ามาสบตากับผม...
โลกทั้งใบราวกับหยุดหมุน เมื่อใบหน้าของพ่อขนมผิง คือคนคนเดียวกับสถาปนิกอาวุโสผู้ทรงอิทธิพลในวงการ... คนที่เคยเซ็นชื่อปฏิเสธโปรเจกต์ประกวดแบบของผมเมื่อหลายปีก่อน และเป็นต้นเหตุทั้งหมดที่ทำให้ผมกลายเป็น 'อาร์ตคนเย็นชา' ในทุกวันนี้!
----------------------------------------
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางและแบ่งปันช่วงเวลาอบอุ่นนี้ไปด้วยกันนะครับ — สายลมแผ่วเบา
สถาปนิกปากจัดกับเจ้าของร้านขนมหวานที่เกลียดคำว่าคอลแลบ•ตอนที่ 8
เมื่อสถาปนิกต้องจับตะกร้อมือ
ผลงานโดย สายลมแผ่วเบา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สายลมแผ่วเบา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกปากจัดกับเจ้าของร้านขนมหวานที่เกลียดคำว่าคอลแลบ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!