แป้งตี่โฮมเมดเนื้อเนียนละเอียดกำลังหมุนวนอยู่ในโถผสมสแตนเลสสตีล เสียงหัวตีโลหะกระทบขอบอ่างดังสม่ำเสมอท่ามกลางความเงียบงันของห้องครัวยามวิกาล ที่นี่... ในพื้นที่สี่เหลี่ยมหลังร้าน "ละมุนลิ้น" กลิ่นเนยสดแท้และวานิลลาฝักแทbยังคงลอยอวลติดปลายจมูก แต่บรรยากาศรอบตัวกลับอึมครึมเสียจนแทบหายใจไม่ออก
อาร์ตยืนนิ่งอยู่หน้าเคาน์เตอร์หินอ่อน มือข้างหนึ่งกำขอบโต๊ะแน่นจนข้อต่อนิ้วขาวซีด ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาจ้องมองแผ่นกระดาษร่างแบบโปรเจกต์ประกวดเมื่อห้าปีก่อน ที่ถูกวางเทียบเคียงไว้กับสมุดบันทึกสูตรขนมลายมือหวัดๆ ของคุณยายขนมผิง
ใบหน้าของสถาปนิกอาวุโสผู้ทรงอิทธิพลในวงการคนนั้น ยังคงฉายชัดอยู่ในความทรงจำ... คนที่เดินเข้ามาตบไหล่เขาในวันประกาศผล พร้อมกับรอยยิ้มที่อาร์ตเคยคิดว่ามันคือความเมตตา แต่แท้จริงแล้วมันคือรอยยิ้มของคนที่ปัดตกหยาดเหงื่อและความฝันทั้งชีวิตของเด็กหนุ่มคนหนึ่งลงในพริบตาเดียว
และโลกทั้งใบก็แทบหยุดหมุน เมื่อเขาเพิ่งตระหนักได้ในวันนี้ว่า ผู้ชายคนนั้นคือปู่แท้ๆ ของคนที่กำลังยืนตีแป้งอยู่ตรงหน้า... คนที่เขากำลังเถียงกันเรื่องคอลแลบขนมอยู่ทุกวี่ทุกวัน
"ยืนทำหน้าเป็นยักษ์ปักหลั่นอยู่ได้ แป้งในโถมันจะกลัวจนไม่ยอมขึ้นฟูอยู่แล้วนะสถาปนิก"
เสียงนุ่มเจือความติดตลกดังขึ้น พร้อมกับร่างโปร่งของเจ้าของร้านที่เดินถือพายยางเข้ามาใกล้ ขนมผิงปาดเหงื่อที่ซึมอยู่ตามขมับด้วยหลังมือ ลายแป้งสีขาวเปื้อนอยู่บนแก้มใสโดยที่เจ้าตัวไม่รู้ตัวสักนิด ดวงตากลมโตคู่นั้นมองมาที่เขาด้วยความสงสัยระคนห่วงใยแบบที่มักจะทำเสมอเวลาเห็นเขาเงียบผิดปกติ
อาร์ตเงยหน้าขึ้นสบตา รอยยิ้มมุมปากที่เคยใช้กวนประสาทอีกฝ่ายหายวับไปกับตา เหลือเพียงความว่างเปล่าและความกรุ่นโกรธที่อัดอั้นอยู่ในอกมาเนิ่นนานหลายปี
"คุณโกหกผมทำไม" น้ำเสียงของอาร์ตแหบพร่า แต่คมกริบจนคนฟังชะงัก
ขนมผิงกะพริบตาปริบๆ วางพายยางในมือลงบนโต๊ะ "หา? โกหกอะไรของคุณ อยู่ดีๆ ก็มากล่าวหากันดื้อๆ แบบนี้ เดี๋ยวปัดด้วยตะกร้อตีไข่ซะนี่"
"นามสกุลของคุณ..." อาร์ตเค้นคำพูดทีละคำ ดวงตาคมกริบจับจ้องปฏิกิริยาของอีกฝ่ายไม่วางตา "ธนกุล... นามสกุลเดียวกับท่านสถาปนิกอาวุโสคนนั้น ทำไมคุณถึงไม่เคยบอกผมว่าคุณเป็นหลานชายของคนที่ทำลายโปรเจกต์แรกในชีวิตผม"
บรรยากาศในห้องครัวที่เคยหอมหวาน กลับเย็นเยียบลงทันตาเห็น รอยยิ้มบนใบหน้าของขนมผิงหายวับไปอย่างไร้ร่องรอย มือที่ถือผ้ากันเปื้อนชะงักค้างกลางอากาศ ความเงียบเข้าปกคลุมพื้นที่ระหว่างพวกเขาสองคนชั่วขณะ ก่อนที่ขนมผิงจะถอนหายใจออกมาเบาๆ แววตาที่เคยสดใสฉายแววความเจ็บปวดขึ้นมาวูบหนึ่ง
"เรื่องนั้น... มันผ่านมาตั้งกี่ปีแล้วล่ะอาร์ต" ขนมผิงเสียงแผ่วลง ไม่มีความกวนประสาทเหลืออยู่เลย "คุณคิดว่าฉันตั้งใจปิดบังงั้นเหรอ? หรือคุณคิดว่าฉันเอาเรื่องนี้มาล้อเล่นสนุกๆ?"
"แล้วทำไมคุณถึงเพิ่งมารู้จักชื่อผมตอนนี้?" อาร์ตย้อนถามเสียงดังขึ้นเล็กน้อย ความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจที่สะสมมานานนับปีระเบิดออกมา "คุณจำผมไม่ได้ด้วยซ้ำว่าผมเป็นใคร จนกระทั่งพี่ธันพูดขึ้นมา... สำหรับคุณ ผมก็เป็นแค่สถาปนิกปากจัดที่จ้างมาออกแบบร้านขนมแก้ขัดเท่านั้นแหละใช่ไหม?"
"ไม่ใช่แบบนั้นนะ!" ขนมผิงก้าวเข้ามาประชิดตัว มือเรียวยื่นออกไปหมายจะคว้าแขนเสื้ออีกฝ่าย แต่ก็ต้องชะงักค้างไว้กลางอากาศเมื่ออาร์ตถอยหลังหลบหนึ่งก้าว
การเว้นระยะห่างนั้นทำให้อกข้างซ้ายของขนมผิงกระตุกวูบ ความรู้สึกหน่วงแปลกๆ แล่นริ้วขึ้นมาจนต้องเม้มปากแน่น ดวงตาเรียวรีสั่นระริก
"แล้วมันคือแบบไหนล่ะครับคุณขนมผิง" อาร์ตหัวเราะในลำคอ รอยยิ้มเยาะหยันตัวเองปรากฏขึ้น "คุณรู้ไหมว่าวันที่ผมเห็นโปรเจกต์ของตัวเองถูกโยนลงถังขยะทางความคิด แค่เพราะมันไม่ตรงกับ 'รสนิยมโบราณ' ของคณะกรรมการคนนั้น ชีวิตผมมันพังแค่ไหน... และคนที่เซ็นปฏิเสธแบบผมในวันนั้น คือคนเดียวกับตระกูลที่คุณภาคภูมิใจนักหนา"
"แล้วคุณจะให้ฉันทำยังไงเล่า!" ในที่สุดขนมผิงก็ทนไม่ไหว เสียงหวานตวาดกลับด้วยความอัดอั้น น้ำตาคลอเบ้าจนน่าสงสาร "ฉันไม่ใช่คุณปู่! ฉันไม่ได้มีส่วนรู้เห็นอะไรกับความผิดพลาดในอดีตของคุณเลยสักนิด! ทำไมคุณต้องเอาความโกรธทุกอย่างมาลงที่ฉันด้วยล่ะอาร์ต!"
คำพูดนั้นทำให้อาร์ตชะงัก
เขามองใบหน้าหวานที่ตอนนี้เริ่มแดงก่ำ หยาดน้ำใสๆเอ่อคลอหน่วยตาแต่เจ้าตัวพยายามกักเก็บไว้ไม่ให้ไหลลงมา ภาพของขนมผิงที่คอยอบขนมร้อนๆ ให้เขากินหลังเลิกงาน ภาพที่อีกฝ่ายคอยเถียงคอยกวนประสาทเพื่อให้เขาผ่อนคลายจากความเครียด... ทุกอย่างไหลย้อนกลับเข้ามาในหัว
ความโกรธที่มีต่อปู่ของอีกฝ่าย กำลังถูกกลืนกินด้วยความรู้สึกผิดที่พาลใส่คนตรงหน้าอย่างไม่มีเหตุผล
อาร์ตเม้มปากแน่น หลุบตาลงมองพื้น ขาเรียวก้าวเข้าไปใกล้คนที่กำลังยืนตัวสั่นด้วยความโกรธและเสียใจอย่างช้าๆ กลิ่นวานิลลาจางๆ จากตัวขนมผิงลอยมาปะทะจมูก พร้อมกับเสียงสะื้นเบาๆ ที่เล็ดลอดออกมา
"ผม..." อาร์ตอ้าปากจะพูดคำขอโทษ แต่คำพูดกลับจุกอยู่ที่ลำคอ
"ออกไป..." ขนมผิงเบือนหน้าหนี น้ำตาหยดหนึ่งไหลอาบแก้มใส เสียงที่เอ่ยออกมาสั่นเครือจนน่าใจหาย "ถ้าการที่ฉันเป็นหลานของคนๆ นั้นมันทำให้คุณเกลียดฉันได้มากขนาดนี้... ก็เชิญออกไปจากร้านนี้ได้เลย อาร์ต"
ความเงียบงันกลับมาเยือนอีกครั้ง แต่มันไม่ใช่ความเงียบที่สงบสุขเหมือนก่อนหน้านี้ มันคือความเงียบที่บีบคั้นหัวใจจนแทบแตกสลาย
อาร์ตมองแผ่นหลังบางที่สั่นเทาของคนตรงหน้า หัวใจวูบโหวงราวกับตกลงไปในเหวลึก มือที่เคยแข็งกร้าวค่อยๆ ยกขึ้นยื่นออกไปหมายจะแตะลงบนไหล่บางเพื่อปลอบประโลม แต่ทว่า... ก่อนที่ปลายนิ้วจะทันได้สัมผัสเนื้อผ้า
เสียงฝีเท้าหนักๆ พร้อมกับเสียงเคาะประตูกระจกหน้าร้านก็ดังขึ้นขัดจังหวะเสียก่อน
*ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!*
ทั้งสองคนสะดุ้งสุดตัว ขนมผิงรีบยกมือขึ้นปาดน้ำตาลวกๆ แล้วหันไปมองทางหน้าร้านด้วยความตกใจ ขณะที่อาร์ตขมวดคิ้วมุ่นด้วยความหงุดหงิดที่ความเป็นส่วนตัวถูกรบกวน
ภายใต้แสงไฟสลัวยามค่ำคืน เงาร่างสูงโปรดของใครบางคนทาบทับลงบนกระจกใสหน้าร้าน ประตูบานเลื่อนถูกผลักเปิดออกช้าๆ พร้อมกับเสียงทุ้มต่ำที่เอ่ยทักทายเข้ามาในความเงียบ
"ขอโทษที่มารบกวนดึกดื่นนะ... พอดีปู่แวะมาเยี่ยมหลานชายหน่อย เห็นไฟยังเปิดอยู่"
ร่างของชายชราในชุดสูทภูมิฐานก้าวเข้ามาภายในร้าน รอยยิ้มใจดีปรากฏบนใบหน้าที่มีริ้วรอยตามวัย แต่ดวงตาสีเข้มคู่นั้นกลับคมกริบและคุ้นตาอาร์ตเสียยิ่งกว่าใคร
ท่านยืนอยู่ตรงนั้น... ห่างจากอาร์ตเพียงไม่กี่ก้าว และเป็นคนเดียวกับคนที่อาร์ตเพิ่งเอ่ยถึงเมื่อไม่กี่นารีก่อนหน้านี้!
อาร์ตตัวแข็งทื่อ ลมหายใจสะดุดกักค้างกลางคอ ราวกับโลกทั้งใบหยุดหมุนลงอีกครั้งเมื่อสบตากับผู้มาเยือน
---
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่เดินทางร่วมหัวจมท้ายมาด้วยกันจนถึงตอนนี้นะครับ
สถาปนิกปากจัดกับเจ้าของร้านขนมหวานที่เกลียดคำว่าคอลแลบ•ตอนที่ 9
รสชาติของความพยายาม
ผลงานโดย สายลมแผ่วเบา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สายลมแผ่วเบา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกปากจัดกับเจ้าของร้านขนมหวานที่เกลียดคำว่าคอลแลบ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!