เสียงหัวเราะเยือกเย็นดั่งมาจากขุมนรกโลกันตร์ยังคงก้องกังวานเสียดแทงแก้วหู ทว่าในวินาทีนั้น ไม่มีผู้ใดใส่ใจจะเหลียวแลเจ้าของเสียงหัวเราะอันน่ารังเกียจอีกต่อไปแล้วครับ
เมื่อเศษซากอาคมสีโลหิตระเบิดกระจายออกราวกับกระจกที่ถูกทุบทำลาย หยาดเลือดสีชาดสายหนึ่งก็พ่นทะลักออกจากริมฝีปากของมู่หรงเซวียน ร่างระหงในอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์เซถลาลงราวกับบุปผาหิมะที่ถูกพายุโหมกระหน่ำจนกลีบสุดท้ายร่วงโรย นางฝืนใช้กระบี่คู่กายค้ำยันพื้นดินอันหนันทึบไว้ ดวงพักตร์งามล้ำเลิศที่เคยเย็นชาดั่งประติมากรรมหยกน้ำแข็งบัดนี้ซีดเซียวไร้สีเลือด ไอเย็นรอบกายที่เคยแผ่พุ่งข่มขวัญผู้คนกลับแตกซ่านไม่เป็นระเบียบ
"เซวียนเอ๋อร์!"
เสียงทุ้มต่ำที่มักจะเปี่ยมด้วยความเย้ยหยันต่อฟ้าดินของหลิวเหยียน บัดนี้กลับสั่นเครือจนแทบไม่เหลือเค้าโครงเดิม บุรุษผู้ถือครองกระบี่ไร้ลักษณ์พุ่งเข้าประคองร่างของนางไว้ในอ้อมแขนอย่างไม่คิดชีวิต พลังปราณสายหนึ่งถูกถ่ายเทเข้าไปในจุดชีพจรเพื่อสกัดกั้นพิษโลหิตมารที่กำลังกัดกินเส้นลมปราณของนางอย่างบ้าคลั่ง
ทว่า ยิ่งถ่ายเท ใบหน้าของหลิวเหยียนยิ่งมืดมนลงทุกขณะ พิษโลหิตนี้มิใช่พิษธรรมดา แต่มันคือ "โลหิตสลายวิญญาณ" ที่เหล่าผู้อยู่เบื้องหลังใช้แลกเปลี่ยนกับการเปิดประตูมิติผนึกมาร!
"ปล่อย... ข้า..." มู่หรงเซวียนเปล่งเสียงกระซิบแผ่วเบา ร่างกายของนางชาดิ่งจนแทบไม่รู้สึกถึงสิ่งใด ดวงตาคู่คมที่เคยราบเรียบดั่งผิวน้ำในทะเลสาบฤดูหนาว บัดนี้กลับไหวระริกสะท้อนเงาของบุรุษผู้โอบกอดนางไว้
"หุบปากเสีย!" หลิวเหยียนตวาดเสียงกร้าว ดวงตาแดงก่ำด้วยความโกรธเกรี้ยวและหวาดกลัวเป็นครั้งแรกในชีวิต เขาไม่เคยกลัวความตาย ไม่เคยเกรงกลัวต่อทัณฑ์สวรรค์หรือสำนักนับร้อยที่ประกาศเป็นศัตรู แต่วินาทีนี้ ความคิดที่ว่าสตรีในอ้อมแขนอาจดับสูญไปจากโลกหล้า ทำให้หัวใจของเขาเจ็บปวดราถูกกระบี่นับพันเล่มกรีดแทง "เจ้าคิดว่าตัวเจ้าเป็นใคร? เจ้าสำนักเหมันต์ผู้เกรียงไกรแล้วอย่างไร? หากเจ้าตายอยู่ที่นี่ ข้าจะเผาสำนักมารพวกนั้นให้ราบเป็นหน้ากลอง แล้วตามเจ้าลงไปล้างบางยมโลกให้หมดสิ้น!"
คำพูดที่เอาแต่ใจและเปี่ยมด้วยความทะนงตนเช่นนั้น กลับเรียกหยาดน้ำตาเม็ดแรกให้ร่วงหล่นจากดวงตาของมู่หรงเซวียน
นางหัวเราะออกมาเบาๆ เป็นเสียงหัวเราะที่เจือด้วยความสมเพชตัวเองและโชคชะตา "เจ้าคนโง่... เจ้านี่มันดื้อรั้นเสียจริง... การศึกในคืนนี้ หาใช่การล้างบางสำนักเล็กๆ อย่างที่เจ้าเข้าใจไม่... พวกมันต้องการ... 'กระดูกเซวียนหยวน' ในกายของข้า... เพื่อปลดปล่อยราชันมารโบราณ..."
หลิวเหยียนนิ่งงันไปชั่วขณะ ข้อมูลนี้รุนแรงยิ่งกว่าสายฟ้าฟาดกลางวันแสกๆ กระดูกเซวียนหยวนคือรากฐานพลังทั้งหมดของมู่หรงเซวียน หากสูญเสียมันไป นางไม่เพียงแต่จะไร้พลัง แต่จิตวิญญาณจะแตกดับสลายหายไปตลอดกาล ไม่มีโอกาสได้กลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีก
"แล้วทำไม... ทำไมเจ้าจึงไม่บอกข้า?" หลิวเหยียนกระซิบถาม น้ำเสียงของเขากลับกลายเป็นความอ่อนโยนอย่างที่มู่หรงเซวียนไม่เคยได้ยินมาก่อน มือหนาที่ชุ่มไปด้วยเลือดบรรจงปัดปอยผมที่เปียกชุ่มเหงื่อออกจากหน้าผากเนียนของนางอย่างทะนุถนอม "เจ้าแบกรับภาระอันหนักอึ้งนี้ไว้เพียงลำพังมาตลอดเลยสินะ... มู่หรงเซวียน เจ้ามันเป็นสตรีที่โง่เขลาที่สุดในใต้หล้า"
"แล้วเจ้าเล่า..." มู่หรงเซวียนเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตาของนางเต็มไปด้วยความรู้สึกนึกคิดที่เก็บงำไว้ใต้ความเย็นชามานานนับปี ความโดดเดี่ยว ความหวาดกลัว และความรู้สึกที่ซ่อนเร้น "เจ้าระหกระเหินไปทั่วหล้าเพื่อล้างแค้นตระกูล... เจ้าเคยมีที่สำหรับข้าในหัวใจที่เต็มไปด้วยความแค้นนั้นบ้างหรือไม่... หลิวเหยียน?"
คำถามนั้นเปรียบเสมือนกระบี่ไร้ลักษณ์ที่แทงทะลุหัวใจของหลิวเหยียนโดยตรง ความเงียบงันปกคลุมอยู่ชั่วอึดใจ ท่ามกลางเสียงลมพายุและกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งไปทั่วบริเวณ
หลิวเหยียนไม่ได้เอ่ยคำหวานซึ้งใดๆ ออกมา ชายหนุ่มเพียงแต่ก้มลงประทับริมฝีปากลงบนหน้าผากที่เย็นเฉียบของนางอย่างมั่นคงและหนักแน่น ถ่ายทอดความอบอุ่นทั้งหมดที่เขามีผ่านทางไอปราณและดวงวิญญาณ
"ในใจของข้า... พื้นที่ที่เหลือจากการล้างแค้น... ข้าได้มอบให้เจ้าไปจนหมดสิ้นแล้ว" หลิวเหยียนกระซิบชิดริมฝีปากของนาง แววตาคมกริบฉายประกายเด็ดเดี่ยว "และต่อจากนี้ จะไม่มีใครหน้าไหนพรากเจ้าไปจากข้าได้ แม้แต่เงื้อมมือของเทพยดาหรือมารฟ้าก็ตาม!"
พริบตาเดียว บรรยากาศรอบกายก็แปรเปลี่ยนเป็นความหนתาวยะเยือกถึงขีดสุด เมื่อมู่หรงเซวียนหลับตาลงและตัดสินใจโคจรเคล็ดวิชาสุดท้ายในชีวิตของนาง พลังปราณเหมันต์นิรันดร์ระเบิดออกรอบทิศทางจนพื้นดินสั่นสะเทือน นางเลือกที่จะใช้พลังเฮือกสุดท้ายผสานเข้ากับกระบี่ไร้ลักษณ์ของหลิวเหยียน เพื่อสร้างเขตอาคมปกป้องเขาจากการโจมตีระลอกใหม่ที่กำลังพุ่งทะยานเข้ามาจากความมืดมิด
"เซวียนเอ๋อร์! อย่า!" หลิวเหยียนคำรามลั่นเมื่อตระหนักได้ว่านางกำลังทำอะไร
ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะได้ยื้อยุด ร่างของเงาดำปริศนาสวมหน้ากากทองคำก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า ทั้งสองพร้อมด้วยคลื่นกระบี่มารสีดำสนิทที่พุ่งแหวกอากาศเข้ามาด้วยความเร็วสูงราวกับดาวตก มันคือผู้อยู่เบื้องหลังตัวจริงที่ซ่อนตัวอยู่ และเป้าหมายของมันในตอนนี้คือการเด็ดหัวจอมยุทธ์ผู้กุมชะตากรรมของกระบี่ไร้ลักษณ์!
กระบี่ไร้ลักษณ์ในมือของหลิวเหยียนสั่นสะท้อนอย่างรุนแรง มันแปรสภาพเป็นแสงสีทองเจิดจ้าพร้อมรับการปะทะครั้งสุดท้าย แต่วินาทีที่คมกระบี่ทั้งสองกำลังจะเข้าปะทะกัน เสียงหัวเราะอันคุ้นเคยแต่กลับสร้างความตกตะลึงจนหัวใจหยุดเต้นก็ดังขึ้นจากด้านหลังของเงาดำปริศนานั้น...
"ศิษย์พี่ใหญ่... ท่านยังจำข้าได้หรือไม่?"
ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่าฟันมรรคาเซวียนด้วยกันมา ณ ที่นี้ครับ
กระบี่ไร้ลักษณ์สยบเซียนน้ำแข็ง•ตอนที่ 19
คำสารภาพในสมรภูมิ
ผลงานโดย เพลิงโอสถสวรรค์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เพลิงโอสถสวรรค์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ไร้ลักษณ์สยบเซียนน้ำแข็ง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!