โลหิตสายหนึ่งรินไหลจากมุมปากของหลิวเหยียน หยดลงกระทบพื้นศิลาเย็นเยียบจนเกิดเสียงสะท้อนกังวานดุจเสียงระฆังสำริดแห่งความตาย รอบกายของเขามีร่างของเหล่าผู้วิสุทธิ์แห่งตำหนักมารทมิฬนอนระเนระนาด ทว่าเบื้องหน้า... มารบรรพกาลอัคคีโลกันตร์กลับยังคงยืนหยัดด้วยรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม พลังปราณสีดำทมิฬหลอมรวมกับเปลวเพลิงโลหิตแผดเผาบรรยากาศรอบตัวจนบิดเบี้ยวเป็นคลื่นระอุ
"หลิวเหยียน... เจ้าฝืนใช้กระบี่ไร้ลักษณ์ฝืนลิขิตฟ้าถึงเพียงนี้ ร่างกายเนื้อของเจ้าใกล้จะแตกสลายเป็นจุลแล้วกระมัง" เสียงหัวเราะเย้ยหยันดังก้องสะท้อนในโสตประสาท มารบรรพกาลกวาดตามองบุรุษหนุ่มผู้ถือกระบี่สั่นเทาด้วยสายตาหยามเหยียด "สตรีผู้นั้น... มู่หรงเซวียน เจ้าสำนักเหมันต์นิรันดร์ ยอมสละตบะครึ่งชีวิตเพื่อปกป้องเจ้า แต่ดูเจ้าตอนนี้สิ ช่างน่าสมเพชยิ่งนัก!"
หลิวเหยียนมิได้ตอบคำถาม ดวงตาคมกริบทอประกายดุดันราวกับคมกระบี่ที่ซ่อนเร้นในฝัก เขาก้มลงมองมู่หรงเซวียนที่ทรุดกายลงคุกเข่าเบื้องหลัง นางพยายามใช้กระบี่น้ำแข็งยันกายไว้ ใบหน้างามซีดเซียวไร้สีเลือด หยาดเหงื่อเย็นเยียบผสมปนเปกับเกล็ดน้ำแข็งที่สะท้อนแสงจันทร์สีโลหิต
"เหยียนหลาง..." น้ำเสียงของนางแผ่วเบาและสั่นเครือ แต่นัยน์ตาคู่สวยที่เคยเย็นชาดั่งหินผานั้น บัดนี้กลับฉายแววห่วงหาอาทรอย่างสุดซึ้ง "พอเถอะ... เคล็ดวิชาโลหิตผลาญวิญญาณนั้น หากเจ้าใช้มัน... อายุขัยสามสิบปีจะมลายหายไปในพริบตา แม้เจ้าจะชนะในวันนี้ แต่วิถีเซียนของเจ้าจะขาดสะบั้นลงตลอดกาล!"
หลิวเหยียนสูดลมหายใจเข้าลึกยามเมื่อสัมผัสได้ถึงกระแสปราณอันปั่นป่วนในตันтяา เขามองลึกลงไปในดวงตาของสตรีผู้ยืนเคียงบ่าเคียงไหล่ฝ่าฟันอุปสรรคมาด้วยกัน ความโดดเดี่ยวในอดีต ภาพความทรงจำของการล้างผลาญตระกูลที่เคยแผดเผาหัวใจ ค่อยๆ ถูกแทนที่ด้วยความอบอุ่นสายหนึ่ง... สายสัมพันธ์ที่ถักทอขึ้นท่ามกลางหุบเหวแห่งความตาย
"เซวียนเอ๋อร์" หลิวเหยียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่ม แต่มั่นคงดั่งขุนเขา "ในยุทธภพนี้ ข้าอาจถูกขนานนามว่าเป็นจอมยุทธ์ผู้ไร้กฎเกณฑ์ เหยียบย่ำธรรมเนียมสวรรค์มานับครั้งไม่ถ้วน แต่มีสิ่งหนึ่งที่ข้า... หลิวเหยียน... จะไม่มีวันยอมให้มันเกิดขึ้นเด็ดขาด"
เขาหยุดเว้นจังหวะหนึ่ง ปรายตามองร่างบอบบางที่สั่นเทาด้วยพิษบาดแผล ก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงกังวานทรงพลัง
"นั่นคือการยืนมองสตรีที่ข้ารักต้องดับสลายไปต่อหน้าต่อตา โดยที่มือคู่นี้ยังกำกระบี่ไว้ได้!"
สิ้นเสียงคำรามก้อง หลิวเหยียนพลันสะบัดมือขวาเข้าหาจุดชีพจรสำคัญทั่วร่าง! *ปัง! ปัง! ปัง!* เสียงระเบิดของเส้น Loxian (เส้นลมปราณโลหิตสวรรค์) ดังขึ้นติดต่อกันสามครั้ง ปราณกระบี่ไร้ลักษณ์ที่เคยซ่อนเร้นระเบิดทะลักออกมาจากรุมขุมขน ทั่วร่างของเขากลายเป็นสีแดงฉานดั่งโลหิตสดๆ เส้นผมสีดำสนิทแปรเปลี่ยนเป็นสีขาวโพลนในชั่วพริบตา อายุขัยสามสิบปีถูกเผาผลาญเป็นพลังขับเคลื่อน แลกกับการก้าวข้ามขีดจำกัดของมนุษย์สู่พลังแห่ง "มหาเทพกระบี่ไร้ลักษณ์ขั้นสมบูรณ์"
มู่หรงเซวียนเบิกAตาค้าง หยาดน้ำตาที่นางพยายามอดกลั้นมานานหลั่งรินลงอาบแก้ม นางรู้ดีว่านี่คือการตัดสินใจที่ไม่มีวันหวนกลับ การเผาผลาญอายุขัยเพื่อแลกกับพลังอำนาจชั่วพริบตา หมายถึงการตัดขาดจากมรรคาเซวียนอย่างแท้จริง ร่างกายของเขาจะค่อยๆ สลายกลายเป็นธุลีดินเมื่อสิ้นสุดการต่อสู้
"เหตุใด... เหตุใดเจ้าจึงโง่เขลาเช่นนี้..." นางพร่ำเพ้อด้วยความเจ็บปวดล้ำลึก หัวใจดั่งถูกคมมีดนับพันกรีดแทง
มารบรรพกาลอัคคีโลกันตร์ที่สัมผัสได้ถึงแรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวจนลมหายใจติดขัด สีหน้าเย่อหยิ่งแปรเปลี่ยนเป็นความตื่นตระหนกสุดขีด มันคำรามลั่นเพื่อเรียกพลังทั้งหมดเข้าปกป้องร่าง "เจ้าคนวิกลจริต! คิดจะใช้พลังที่ฝืนกฎสวรรค์จริงๆ งั้นหรือ!"
หลิวเหยียนไม่เอื้อnคำใดอีกต่อไป ร่างของเขาเลือนรางดั่งภาพมายา ก้าวเท้าเพียงครั้งเดียวแต่ข้ามผ่านระยะทางร้อยวาอย่างไร้ร่องรอย กระบี่ในมือมิได้ถูกชักออกจากฝัก... เพราะตัวตนของเขาทั้งร่างได้แปรเปลี่ยนเป็น "คมกระบี่" ไปเสียแล้ว
วิชาต้องห้ามอันเป็นตำนาน — *กระบี่ไร้ลักษณ์กลืนนภา!*
*ฉับพลัน!* ท้องนภาสีเลือดพลันแยกออกเป็นสองเสี่ยง แสงสว่างเจิดจ้าดั่งดาราดับแสงพุ่งทะยานผ่านร่างของมารบรรพกาลอัคคีโลกันตร์ เสียงกรีดร้องโหยหวนดังสนั่นหวั่นไหว เปลวเพลิงทมิฬมลายหายไปในพริบตา ราวกับถูกลบเลือนออกจากสารบบของจักรวาลด้วยปลายกระบี่เพียงเล่มเดียว
ความเงียบสงบเข้าปกคลุมพื้นที่นับร้อยลี้ หลิวเหยียนยืนนิ่งค้างอยู่ในท่าพุ่งทะยาน ร่างกายของเขาเริ่มโปร่งแสง ละอองแสงสีขาวและแดงลอยละลิ่วขึ้นสู่ท้องฟ้าดั่งหิมะโปรยปรายในฤดูใบไม้ร่วง
เขากระอักโลหิตคำโตออกมาอีกครั้ง ก่อนจะทรุดกายลงคุกเข่าเบื้องหน้ามู่หรงเซวียนที่รีบพุ่งเข้ามาคว้าตัวเขาไว้ อ้อมแขนอันเย็นเยียบของนางโอบกอดร่างที่กำลังจะสลายไปไว้อย่างแน่นหนา ราวกับต้องการใช้ความเย็นของเหมันต์นิรันดร์มาหยุดยั้งความร้อนรุ่มจากการเผาผลาญอายุขัย
"เหยียนหลาง... อย่าทิ้งข้าไป..." เสียงของนางสั่นเครือจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์
หลิวเหยียนยกมือที่สั่นเทาขึ้นสัมผัสแก้มเนียนนุ่มของนาง รอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้นบนริมฝีปากที่ซีดเซียว ดวงตาที่เคยดุดันบัดนี้อ่อนโยนยิ่ง
"ข้า... ไม่ได้ไปไหนห้า... เซวียนเอ๋อร์..." เขากล่าวแผ่วเบา ลมหายใจเริ่มติดขัด "ข้าเพียงแต่... ทำในสิ่งที่ควรทำ..."
ทว่า ในวินาทีที่ความตายคืบคลานเข้ามาใกล้ และสติของหลิวเหยียนกำลังจะดับวูบลงนั้นเอง พื้นดินเบื้องล่างกลับสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นราวกับแผ่นดินแยก มิติเบื้องหน้าบิดเบี้ยวเป็นหลุมดำขนาดใหญ่ พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นอันคุ้นเคยที่ดังออกมาจากรอยแยกแห่งกาลเวลา... เสียงที่ควรจะดับสูญไปตั้งแต่สงครามสมรภูมิบรรพกาลเมื่อร้อยปีก่อน!
"ฮ่าๆๆๆ... ช่างเป็นการเสียสละที่งดงามยิ่งนัก หลิวเหยียน... เจ้าคิดว่าการฆ่ามารกระจอกตัวนั้น จะทำให้เจ้าปกป้องนางได้จริงๆ งั้นหรือ?"
ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่าฟันมรรคาเซวียนด้วยกันมา ณ ที่นี้ครับ
---
*ด้วยความเคารพในวิถีแห่งอักษรและมรรคาเซียน*
**เพลิงโอสถสวรรค์**
กระบี่ไร้ลักษณ์สยบเซียนน้ำแข็ง•ตอนที่ 20
วิชาต้องห้าม
ผลงานโดย เพลิงโอสถสวรรค์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เพลิงโอสถสวรรค์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ไร้ลักษณ์สยบเซียนน้ำแข็ง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!