เปรี้ยง!
เสียงอัสนีบาตแผดเผาฉีกกระชากม่านรัตติกาลให้ขาดวิ่น คลื่นอัคคีทมิฬดุจมังกรเพลิงเก้าเศียรพุ่งทะยานลงมาจากฟากฟ้า แผ่ไอความร้อนระอุที่สามารถหลอมละลายแผ่นดินน้ำแข็งพันปีให้มลายกลายเป็นทะเลเพลิงในพริบตา เบื้องหน้ามหันตภัยที่ถาโถมเข้ามา หลิวเหยียนไม่แม้แต่จะขยับกายถอยหลังแม้แต่ครึ่งก้าว นัยน์ตาคมกริบดุจพญาอินทรีทอดมองเปลวเพลิงที่กำลังแผดเผาอากาศจนบิดเบี้ยว รัศมีกระบี่ไร้ลักษณ์รอบกายพลันแผ่ขยายออกเป็นวงกว้าง ทะลวงผ่านชั้นบรรยากาศจนเกิดเสียงกรีดร้องของมิติที่ฉีกขาด
"ช่างเป็นความพยายามที่น่าสมเพชเสียจริง... คิดว่าพลังตื้นเขินแค่นี้จะหยุดยั้งเพลิงทมิฬผลาญสวรรค์ได้หรือ?"
เสียงหัวเราะเยือกเย็นดังก้องมาจากความมืดมิดเบื้องบน ร่างของบุรุษในชุดคลุมสีนิลสนิทผู้หนึ่งลอยเด่นอยู่กลางอากาศ รอบกายรายล้อมด้วยคัมภีร์โบราณที่เปล่งแสงสีม่วงคล้ำ มันคือผู้อาวุโสสูงสุดแห่งสำนักมารโลหิต นามว่า "อวี้เทียนเฮิง" ผู้ซ่อนตัวอยู่ในเงาและชักใยแผนการทำลายล้างยุทธภพมาอย่างยาวนาน
มู่หรงเซวียนกัดริมฝีปากแน่นจนหลั่งโลหิตสีแดงฉานตัดกับผิวขาวราดหิมะ ไอปราณเหมันต์นิรันดร์ในร่างปั่นป่วนดุจคลั่งไคล้ นางสะบัดแขนเสื้อเบาๆ กระบี่หยกน้ำแข็งคู่กายพลันเปล่งแสงสีฟ้าครามเจิดจ้า อุณหภูมิโดยรอบลดฮวบลงจนหยาดน้ำค้างกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งแหลมคมนับหมื่นเล่มลอยเคว้งคว้าง
"เหยียนหลาง... ระวังตัวด้วย มันไม่ได้มาผู้เดียว" เสียงของนางราบเรียบดุจผืนน้ำในบึงลึก ทว่าแฝงไว้ด้วยความห่วงใยที่ยอมเปิดเปลือยให้บุรุษผู้นี้เห็นเพียงผู้เดียว
"วางใจเถอะ เซวียนเอ๋อร์" หลิวเหยียนกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มแต่มั่นคงดุจขุนเขา เขายื่นมือไปกุมมือเรียวบางที่เย็นเฉียบของนางไว้ชั่วพริบตา กระแสอุ่นร้อนจากวิถีกระบี่ไร้ลักษณ์ไหลรินเข้าสู่ร่างของนางเพื่อช่วยกดขี่พิษเพลิงทมิฬที่กำลังคุกคาม "ไม่ว่าผู้ใดที่บังอาจเหยียบย่ำสำนักเหมันต์นิรันดร์ วันนี้มันผู้นั้นจะต้องใช้ชีวิตชดใช้"
สิ้นเสียงของหลิวเหยียน ร่างของเขาก็หายวับไปจากจุดเดิม ดุจสายลมไร้ร่องรอยและคมกระบี่ไร้รูปเงา!
*ฉับพลัน!*
ประกายกระบี่สีเงินยวดยวงพุ่งวาบผ่านความมืด ตัดผ่านเปลวเพลิงทมิฬออกเป็นสองซีกอย่างง่ายดายราวกับใช้มีดตัดกระดาษ อวี้เทียนเฮิงสีหน้าเปลี่ยนสีทันที มันไม่คาดคิดว่าวิถีกระบี่ของหลิวเหยียนจะก้าวล่วงขอบเขตความเข้าใจไปไกลถึงเพียงนี้ มันรีบประสานอินทร์ พลิกฝ่ามือเรียกโล่โลหิตโบราณขึ้นมาป้องกันเบื้องหน้า
*เคร้ง!*
เสียงปะทะกันดังสนั่นหวั่นไหวราวกับฟ้าถล่ม แรงสะท้อนจากการปะทะแผ่ขยายเป็นวงกว้าง อาคารหอคอยน้ำแข็งโบราณนับสิบหลังภายในสำนักเหมันต์นิรันดร์เริ่มสั่นสะเทือน รอยร้าวขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นบนผนังน้ำแข็งแกร่งที่สะสมพลังมานับพันปี หิมะโปรยปรายลงมาหนาตาขึ้นราวกับฟ้าดินกำลังร่ำไห้ให้กับการล่มสลายที่กำลังคืบคลานเข้ามา
ในขณะเดียวกัน ที่ลานพิธีเบื้องล่าง เหล่าศิษย์สำนักเหมันต์กำลังเผชิญหน้ากับกองทัพหุ่นเชิดโลหิตและผู้ฝึกยุทธ์ฝ่ายมารนับร้อยที่บุกรุกเข้ามาอย่างไม่ทันตั้งตัว เสียงกรีดร้อง เสียงดาบกระทบกัน และกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ ความเงียบสงบอันศักดิ์สิทธิ์ของดินแดนแห่งเซียน บัดนี้ถูกย้อมด้วยสีแดงฉานของสงครามล้างบาง
มู่หรงเซวียนไม่รอช้า นางทะยานร่างขึ้นสู่กลางอากาศ เส้นผมสีดำสนิทปลิวไสวตามแรงลมปราณ นัยน์ตาคู่สวยสะท้อนประกายแสงสีครามแห่งเหมันต์นิรันดร์ นางประสานมือสร้างค่ายกล "บุปผาน้ำแข็งสวรรค์" อักขระโบราณนับพันตัวเปล่งแสงสว่างจ้าออกมารอบอาณาบริเวณ ก่อนจะพรั่งพรูลงมาดุจหิมะพิฆาต บดขยี้เหล่าสมุนมารให้แหลกสลายกลายเป็นละอองน้ำแข็งในพริบตา
"เจ้าสำนักมู่หรง... ฝีมือร้ายกาจสมคำร่ำลือจริงๆ"
เสียงแหบพร่าดังขึ้นจากเงาดำเบื้องหลังเสาศิลาหยก ร่างของสตรีในชุดคลุมสีทองลายอัคคีผู้หนึ่งก้าวเดินออกมาอย่างช้าๆ ใบหน้าของนางสวมหน้ากากเงินครึ่งซีก ปราณสังหารแผ่ซ่านออกมาจากร่างจนอากาศรอบตัวบิดเบี้ยว นางคือ "หลี่ชิงฮวา" หนึ่งในสามผู้บัญชาการมารผู้เลื่องชื่อ
"เจ้าเป็นใคร เหตุใดจึงต้องทำลายล้างสำนักเหมันต์นิรันดร์?" มู่หรงเซวียนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา ไอปราณในมือกระชับแน่นขึ้น
"เหตุผลหรือ? หึ... โลกใบนี้ผู้ที่แข็งแกร่งเท่านั้นจึงมีสิทธิ์กำหนดกฎเกณฑ์ สำนักของเจ้าครอบครองศิลาบรรพกาลมานานเกินไปแล้ว ถึงเวลาที่มันต้องเปลี่ยนมือ" หลี่ชิงฮวาหัวเราะเยาะ ก่อนจะสะบัดพัดโลหิตในมือ เกิดเป็นคมมีดลมปราณนับพันพุ่งเข้าประชิดตัวมู่หรงเซวียนในเสี้ยววินาที
การต่อสู้ดำเนินไปอย่างดุเดือดและไม่มีผู้ใดonยอให้กัน หลิวเหยียนที่กำลังพันตูอยู่กับอวี้เทียนเฮิงสัมผัสได้ถึงอันตรายที่คุกคามหญิงสาวอันเป็นที่รัก เขารวบรวมลมปราณทั้งหมดไว้ที่ปลายนิ้ว กระบี่ไร้ลักษณ์ในมือแปรเปลี่ยนเป็นแสงสีทองเจิดจ้า พลังตบะที่ถูกกดขี่ไว้ถูกปลดปล่อยออกมาจนทะลวงผ่านขอบเขตเดิมอย่างบ้าคลั่ง
"อวี้เทียนเฮิง... วันนี้เจ้าไม่ได้ตายดีแน่!"
หลิวเหยียนคำรามลั่น ฟ้าดินแปรปรวน เมฆหมอกสีดำทมิฬถูกแหวกออกด้วยรัศมีกระบี่ที่พุ่งทะยานเสียดฟ้า แรงกดดันมหาศาลกดทับจนอวี้เทียนเฮิงกระอักเลือดออกมาคำโต สีหน้าของมันเต็มไปด้วยความหวาดกลัวอย่างที่สุดเมื่อตระหนักได้ว่า พลังของหลิวเหยียนในยามนี้ได้ก้าวข้ามขอบเขตที่มนุษย์ปุถุชนจะเอื้อมถึงไปเสียแล้ว
ทว่า... ในวินาทีที่หลิวเหยียนกำลังจะซัดกระบวนท่าสุดท้ายเพื่อปลิดชีพอวี้เทียนเฮิง ท้องฟ้ายามรัตติกาลกลับแปรเปลี่ยนเป็นสีเลือดอย่างกะทันหัน แรงกดดันระดับมหาศาลยิ่งกว่ากดทับลงมาจากเบื้องบน ราวกับมีมหาเทพผู้ยิ่งใหญ่กำลังลืมตาตื่นขึ้นจากการหลับใหล
พื้นดินใต้เท้าของสำนักเหมันต์สั่นสะเทือนอย่างรุนแรงยิ่งกว่าเดิม ผนังน้ำแข็งพันปีแตกละเอียดลงมาเป็นเสี่ยงๆ ร่างของทุกคนหยุดชะงักลงด้วยความตื่นตระหนก
ท่ามกลางความโกลาหลนั้น ใจกลางลานพิธีหลัก มิติอากาศเกิดการฉีกขาดเป็นรอยแยกสีดำสนิท มือขนาดมหาสยองที่ปกคลุมด้วยเกล็ดมังกรเพลิงทมิฬค่อยๆ ยื่นออกมาจากรอยแยกนั้น พร้อมกับเสียงกระซิบที่ดังสะท้อนก้องกังวานอยู่ในจิตวิญญาณของทุกคน...
*"หึๆๆ... หลิวเหยียน... มู่หรงเซวียน... พวกเจ้าคิดจริงๆ หรือว่าการต่อsู้ในคืนนี้ เป็นเพียงแค่การล้างบางสำนักเล็กๆ แห่งนี้เท่านั้น?"*
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางเคียงบ่าเคียงไหล่ฝ่าฟันอุปสรรคในยุทธภพอันโหดร้ายนี้ด้วยกันนะครับ
กระบี่ไร้ลักษณ์สยบเซียนน้ำแข็ง•ตอนที่ 18
ความล่มสลายของสำนักเหมันต์
ผลงานโดย เพลิงโอสถสวรรค์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เพลิงโอสถสวรรค์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ไร้ลักษณ์สยบเซียนน้ำแข็ง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!