กระบี่ไร้ลักษณ์สยบเซียนน้ำแข็ง•ตอนที่ 17

ประกาศศึกกลางเวที

ผลงานโดย เพลิงโอสถสวรรค์
"สามหาว! มู่หรงเซวียน เจ้ากล้าดีอย่างไรถึงใช้ 'วิชาธารน้ำแข็งพิฆาต' สังหารศิษย์ร่วมสำนักเพื่อปกป้องมารนอกรีตผู้นี้!" เสียงคำรามดั่งสายฟ้าฟาดของผู้อาวุโสใหญ่ 'ไท่ซาน' สั่นสะเทือนไปทั่วลานพิธีเบื้องหน้าตำหนักเหมันต์สวรรค์ ไอปราณสีครามเข้มข้นนับร้อยสายพรั่งพรูออกมาจากร่างของเขา กดดันจนพื้นศิลาหยกขาวใต้เท้าแตกละเอียดเป็นจุล รอบกายของเขาคือเหล่าผู้อาวุโสและผู้ทรงคุณวุฒิจากสี่สำนักใหญ่ที่ต่างพากันส่งสายตาดดูแคลนและเย็นชามายังจุดศูนย์กลางของลานพิธี ณ ใจกลางแห่งแรงกดดันอันมหาศาลนั้น ร่างระหงในอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ของมู่หรงเซวียนยังคงยืนหยัดอย่างมั่นคง แม้ใบหน้าของนางจะซีดเซียวลงเล็กน้อยจากการใช้พลังฝ่าฝืนกฎสำนักเพื่อปกป้องหลิวเหยียนเมื่อครู่ หยดโลหิตสีแดงฉานไหลซึมจากมุมปากของนางตัดกับผิวขาวดั่งหิมะ แต่นัยน์ตาคู่คมปลาบของเจ้าสำนักเหมันต์นิรันดร์กลับหาได้มีความหวาดกลัวไม่ มีเพียงความเยียบเย็นดั่งหุบเหวไร้ก้นบึ้งที่พร้อมจะแช่แข็งทุกชีวิตที่กล้าล่วงเกิน "ผู้อาวุโสไท่ซาน... กฎของสำนักระบุไว้ชัดเจนว่าผู้ใดทรยศต่อคุณธรรมย่อมต้องรับโทษทัณฑ์ แต่ศิษย์ผู้นั้นลอบใช้พิษโลหิตอสูรเพื่อสังหารผู้บริสุทธิ์ ข้าในฐานะเจ้าสำนักย่อมต้องผดุงความยุติธรรม" สุ้มเสียงของมู่หรงเซวียนราบเรียบ ทว่าก้องกังวานบาดลึกถึงจิตใจของผู้คน ดุจคมดาบน้ำแข็งที่กรีดผ่านอากาศ "ยุติธรรมงั้นรึ? เจ้าหลงเสน่ห์มารหนุ่มผู้นี้จนหน้ามืดตามัวแล้ว!" ไท่ซานแค่นเสียงหัวร่อด้วยความโกรธเกรี้ยว สายตาดุดั่งพญาอินทรีหันขวับไปจ้องมองบุรุษผู้ยืนอยู่เคียงข้างนาง "หลิวเหยียน เจ้ามันแค่เศษสวะจากตระกูลที่ล่มสลาย อาศัยบารมีของสำนักเหมันต์ซุกหัวนอน วันนี้เจ้ายังกล้าอาจหาญสังหารศิษย์สำนักเรากลางงานชุมนุมเซียน หากไม่อยากให้วิญญาณแตกดับไร้หนทางผุดเกิด จงคุกเข่ารับโทษทัณฑ์สลายกระดูกเสีย!" ความกดดันระดับขอบเขตหลอมรวมวิญญาณขั้นสมบูรณ์ถูกปลดปล่อยออกมาอย่างเต็มกำลัง ร่างของหลิวเหยียนถูกห้อมล้อมด้วยคลื่นพลังที่หนักหน่วงดุจภูเขาหินพันชั่ง ร่างกายของเขาสั่นสะท้อนเล็กน้อย กล้ามเนื้อตึงเครียดจนเส้นเลือดปูดโปน แต่กระนั้น เขากลับค่อยๆ เงยหน้าขึ้น แววตาคมกริบดั่งพญาเหยี่ยวจับจ้องไปยังผู้อาวุโสใหญ่โดยไม่มีทีท่าว่าจะหลบเลี่ยง เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ไอปราณสีเทาหม่นอันเป็นเอกลักษณ์ของ 'กระบี่ไร้ลักษณ์' เริ่มหมุนวนรอบกายอย่างเชี่ยวกราก "คุกเข่า...?" หลิวเหยียนทวนคำ เสียงหัวเราะแผ่วเบาแต่เต็มไปด้วยความเย้ยหยันหลุดออกมาจากลำคอ "คำนี้ข้าได้ยินมานับครั้งไม่ถ้วนจากพวกที่คิดว่าตนเองถือครองความถูกต้องแห่งฟ้าดิน แต่สุดท้ายแล้ว พวกมันทั้งหมดก็ล้วนกลายเป็นปุ๋ยใต้คมกระบี่ของข้าทั้งสิ้น ผู้อาวุโสไท่ซาน ท่านคิดว่าท่านสูงส่งปานเทพเซียน แต่เนื้อแท้แล้วท่านก็เป็นเพียงเฒ่าชราผู้หวาดกลัวการเปลี่ยนแปลง ขี้ขลาดที่จะเผชิญหน้ากับความจริงเท่านั้น!" "สามหาวที่สุด!" ไท่ซานบันดาลโทสะจนหนวดเคราสั่นเทา ฝ่ามือขวาตบลงกลางอากาศ เกิดเป็นรอยแยกมิติสีครามพุ่งเข้าใส่หลิวเหยียนด้วยความเร็วราสายฟ้าแลบ พลังนี้รุนแรงพอที่จะบดขยี้จอมยุทธ์ขอบเขตเดียวกันให้กลายเป็นผุยผงได้ในพริบตา มู่หรงเซวียนขยับตัววูบ นางเตรียมจะยกกระบี่เหมันต์ขึ้นต้านทานการโจมตีนั้น ทว่าหลิวเหยียนกลับยื่นมือไปแตะแขนของนางไว้เบาๆ สัมผัสอันอบอุ่นจากฝ่ามือของเขาผ่านทะลุเนื้อผ้าเข้ามาถึงผิวหนัง ทำให้ความเย็นเยียบในจิตใจของนางสงบลงชั่วขณะ "ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของข้าเถอะครับ เซวียนเอ๋อร์..." น้ำเสียงของหลิวเหยียนทุ้มนุ่มและเปี่ยมด้วยความเชื่อมั่นอย่างประหลาด ในวินาทีนั้น มู่หรงเซวียนชะงักไปเล็กน้อย นางเห็นเงาสสะท้อนของตนเองในดวงตาที่มุ่งมั่นของเขา ดวงตาที่ไม่มีความหวาดกลัวต่ออำนาจใดๆ ในใต้หล้า *ฟรึบ!* หลิวเหยียนก้าวเท้าออกไปเบื้องหน้าหนึ่งก้าว ร่างของเขาหายวับไปจากจุดเดิมราวกับภูตผี ไอปราณไร้ลักษณ์รอบตัวแปรเปลี่ยนเป็นคมกระบี่นับหมื่นเล่มที่ไร้รูป ร่างกายของเขาพุ่งทะยานสวนทางกับคลื่นพลังเหมันต์ของไท่ซานโดยตรง เสียงระเบิดสนั่นหวั่นไหวสะท้อนก้องไปทั่วหุบเขา แรงปะทะทำให้เหล่าศิษย์รุ่นเยาว์ที่ยืนดูอยู่รอบนอกต้องถอยร่นออกไปนับร้อยวาด้วยความตื่นตระหนก ฝุ่นควันและละอองน้ำแข็งคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ เมื่อจางลง ภาพที่ปรากฏต่อสายตาทุกคนทำให้ลมหายใจต้องสะดุด หลิวเหยียนยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้าไท่ซาน ปลายกระบี่ไร้ลักษณ์ในมือของเขาจ่ออยู่ห่างจากลำคอของผู้อาวุโสใหญ่เพียงแค่หนึ่งนิ้วเท่านั้น หยดโลหิตสีแดงสดหยดลงบนพื้นศิลาหยกขาวทีละหยด... เป็นโลหิตของไท่ซานผู้ยิ่งใหญ่ ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมลานพิธีในชั่วพริบตา ทุกคนอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึงพรึงเพริด ผู้อาวุโสไท่ซานผู้บรรลุวิถีเซียนมานานนับร้อยปี กลับพ่ายแพ้ต่อเด็กหนุ่มผู้มีขอบเขตพลังต่ำกว่าตนถึงสองขั้นในกระบวนท่าเดียว! "เจ้า... เจ้าใช้เคล็ดวิชาอันใดกัน..." ไท่ซานหน้าถอดสี เม็ดเหงื่อกาฬไหลซึมเต็มหน้าผาก ความตายอยู่ใกล้แค่เอื้อมจนเขารู้สึกถึงความหนาวเหน็บที่แท้จริง หลิวเหยียนไม่ได้ตอบคำถามนั้น มุมปากของเขายกยิ้มขึ้นเล็กน้อย ทว่าในวินาทีที่สถานการณ์กำลังจะตกอยู่ในกำมือของเขา เสียงหัวร่อเยือกเย็นลึกลับก็ดังขึ้นจากมิติว่างเปล่าเบื้องบน ท้องฟ้าที่เคยสดใสกลับแปรเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทในพริบตา พร้อมกับเงาร่างของบุคคลลึกลับในชุดคลุมสีทองปักลายอัคคีทมิฬที่ก้าวออกมาจากรอยแยกมิติอย่างไร้ซุ่มเสียง "ช่างเป็นคู่รักที่กล้าหาญยิ่งนัก... หลิวเหยียน เจ้าคิดว่าเจ้าชนะแล้วจริงๆ หรือ?" บุคคลปริศนาเอ่ยขึ้นพร้อมกับสะบัดแขนเสื้อ เกิดเป็นกระแสเพลิงทมิฬพุ่งลงมาหมายจะแผดเผาทั้งหลิวเหยียนและมู่หรงเซวียนให้มอดไหม้ในคราเดียว ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมติดตามและเดินทางฝ่าฟันไอปราณอันเหน็บหนาวนี้มาด้วยกันนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
สารจากนักเขียน (เพลิงโอสถสวรรค์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ไร้ลักษณ์สยบเซียนน้ำแข็ง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%