ความเงียบงันภายในโถงศิลาโบราณมิได้ว่างเปล่า หากแต่หนาแน่นไปด้วยจิตสังหารที่กดทับจนลมหายใจสะดุด
ผนังหินสีนิลกาฬรอบด้านสลักลวดลายอักขระโบราณที่กำลังเปล่งแสงสีครามเรืองรอง ทว่าแสงนั้นมิได้ให้ความอบอุ่น มันเยียบเย็นเสียจนไอความหนาวเหน็บแทรกซึมเข้าสู่ไขกระดูก ราวกับกาลเวลาถูกแช่แข็งไว้ ณ ที่แห่งนี้เมื่อหลายหมื่นปีก่อน
"ค่ายกลปิดกั้นสวรรค์... สมคำร่ำลือจริงๆ"
เสียงทุ้มต่ำของหลิวเหยียนดังขึ้นทำลายความเงียบ เขากวาดสายตามองแผ่นศิลาเบื้องหน้าที่มีรอยร้าวลึก ซึ่งเป็นร่องรอยจากการปะทะเมื่อชั่วยามก่อน ปราณกระบี่ไร้ลักษณ์ในตันเถียนหมุนวนพลุ่งพล่าน พยายามขับไล่ไอปراณพิสดารที่กัดกินเส้นชีพจรออกไป แต่มันช่างยากเย็นแสนเข็ญนัก
ข้างกายเขา มู่หรงเซวียนยืนนิ่งดั่งรูปสลักน้ำแข็ง ร่างระหงในชุดอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์บัดนี้มีรอยเปื้อนคราบโลหิตสีแดงเข้มตัดกับผิวพรรณซีดเผือด นางกำกระบี่ประจำกายแน่นจนข้อต่อนิ้วขาวซีด แม้ใบหน้าจะยังคงความเยชาและทระนงดั่งเซียนผู้สูงส่ง แต่นัยน์ตาคู่สวยกลับไหววูบด้วยความเหนื่อยล้าจากการโคจรลมปราณต้านทานกลิ่นอายมรณะในค่ายกลนี้มาข้ามวันข้ามคืน
"ทางออกถูกปิดตายแล้ว" มู่หรงเซวียนเอ่ยขึ้น น้ำเสียงราบเรียบดั่งผิวน้ำในฤดูหนาว ทว่าซ่อนความตึงเครียดไว้ภายใต้ความสงบ "อักขระบนผนังพวกนั้นกำลังดูดกลืนพลังวัตรของเราไปทีละน้อย หากยังหาจุดอ่อนไม่พบ ภายในสามวัน... เราคงต้องกลายเป็นปุ๋ยผงอยู่ในสุสานแห่งนี้"
หลิวเหยียนไม่ตอบทันที เขาย่างสามขุมเข้าไปใกล้แผ่นศิลาเบื้องหน้า กลิ่นอายโบราณที่กดทับลงมาทำให้กล้ามเนื้อทั่วร่างตึงเกร็ง เขาจำได้แม่นยำถึงบันทึกโบราณที่เคยผ่านตาในหอคัมภีร์ตระกูลหลิว ค่ายกลนี้หาใช่ค่ายกลสังหารธรรมดา แต่มันคือ "ค่ายกลสะبرจิตวิญญาณ" ที่สร้างขึ้นเพื่อกักขังบรรพจารย์ผู้ฝืนลิขิตฟ้า
"เจ้ากลัวตายหรือไม่... เซวียนเอ๋อร์" จู่ๆ หลิวเหยียนก็เอ่ยถามขึ้นโดยไม่หันกลับไปมอง น้ำเสียงเจือความเย้าแหย่เล็กน้อยเพื่อคลายบรรยากาศอันอึมครึม
มู่หรงเซวียนปรายตามองเขาอย่างเย็นชา มุมปากหยักขึ้นเป็นรอยยิ้มหยันบางเบาที่งดงามจนน่าใจหาย "ต่อให้ความตายมาเยือน ข้า... มู่หรงเซวียน ก็ไม่เคยเกรงกลัวสิ่งใด... เพียงแต่ หากต้องตายร่วมกับคนปากมากเช่นเจ้า ข้าเกรงว่ายมทูตคงปวดหัวจนอยากจะส่งเรากลับขึ้นมาบนโลกมนุษย์เร็วกว่ากำหนด"
แม้คำพูดจะเชือดเฉือน แต่แววตาที่นางมองเขากลับมีความอ่อนโยนสายหนึ่งพาดผ่านอย่างรวดเร็ว ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาก้าวข้ามคำว่าสหายร่วมเป็นร่วมตายมานานแล้ว มันคือความผูกพันที่หล่อหลอมขึ้นจากความเป็นความตายและอุดมการณ์อันดื้อรั้นที่จะท้าทายกฎเกณฑ์สวรรค์
"เช่นนั้นเราคงต้องทำให้ยมทูตผู้นั้นปวดหัวยิ่งกว่าเดิมเสียแล้ว"
หลิวเหยียนสูดลมหายใจเข้าลึก พลังปราณไร้ลักษณ์ทั่วร่างพวยพุ่งขึ้นสู่เบื้องบน แผ่ขยายออกเป็นอาณาเขตปราณสีทองจางๆ เพื่อปกป้องร่างของพวกเขาทั้งสองจากแรงกดดันที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เขายื่นมือออกไปสัมผัสกับอักขระบนแผ่นศิลา ทันใดนั้น กระแสความทรงจำและภาพเหตุการณ์ในอดีตก็หลั่งไหลเข้าสู่ห้วงนึกคิดของเขาดั่งคลื่นพายุ
ภาพของสงครามโบราณ... เงาร่างของเซียนผู้ยิ่งใหญ่ที่ร่วงหล่นจากฟากฟ้า... และความลับอันดำมืดเกี่ยวกับการล่มสลายของสำนักยุทธ์ในตำนาน
"อึก!" หลิวเหยียนคำรามต่ำในลำคอ เมื่อกระแสปราณสะท้อนกลับรุนแรงจนกระอักโลหิตออกมาคำโต ร่างกายเซถอยหลังไปหลายก้าว แต่มู่หรงเซวียนไวกว่า นางพุ่งเข้าไปประคองร่างเขาไว้ทันเวลา ไอเย็นจากกายของนางช่วยบรรเทาพิษความร้อนรุ่มในสายเลือดของเขาลงได้บ้าง
"อย่าฝืน... พลังของค่ายกลนี้สะท้อนจิตใจของผู้บำเพ็ญ ยิ่งเจ้ามีความแค้นและจิตมุ่งร้ายมากเท่าไหร่ มันก็จะยิ่งกัดกินเจ้าหนักขึ้นเท่านั้น" มู่หรงเซวียนเอ่ยเตือน น้ำเสียงของนางสั่นน้อยๆ อย่างปิดไม่มิด
"ข้าไม่ได้ใช้ความแค้น... ข้าใช้ 'วิถี' ของข้าต่างหาก" หลิวเหยียนฝืนยิ้ม มุมปากมีคราบโลหิตสีแดงฉาน "ข้าปฏิเสธที่จะก้มหัวให้โชคชะตา ตั้งแต่ตระกูลของข้าถูกทำลายจนถึงวันนี้ ข้ามีชีวิตอยู่เพื่อเหยียบย่ำกฎเกณฑ์บ้าๆ พวกนี้ใต้ฝ่าเท้า!"
สิ้นคำพูดของเขา บรรยากาศภายในโถงศิลาพลันแปรเปลี่ยน พื้นเบื้องล่างสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น เสียงคำรามต่ำดั่งเสียงมังกรคำรามดังมาจากใต้พิภพ อักขระบนผนังทั้งหมดไม่ได้เปล่งแสงสีครามอีกต่อไป หากแต่แปรเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานดั่งโลหิตสดๆ
แรงกดดันมหาศาลระดับพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินกดทับลงมาจนเข่าทั้งสองข้างของหลิวเหยียนทรุดลงกระแทกพื้นศิลา แต่นัยน์ตาของเขากลับประกายแสงคมกริบดั่งคมกระบี่ที่ได้รับการเจียระไนจากเปลวเพลิงอันร้อนแรงที่สุด
มู่หรงเซวียนเองก็เผชิญกับแรงกดดันที่ไม่แพ้กัน นางกัดริมฝีปากจนห่อเลือด พลังธารน้ำแข็งพิฆาตถูกปลดปล่อยออกมาจนสุดขีดเพื่อสร้างเกราะน้ำแข็งคุ้ม
ทันใดนั้น ตรงใจกลางโถงศิลาที่เคยว่างเปล่า พื้นดินก็แยกตัวออกอย่างช้าๆ เผยให้เห็นแท่นบูชาโบราณที่ลอยอยู่กลางอากาศ บนแท่นนั้นมีกล่องหยกสีดำสนิทที่ปราศจากฝุ่นละอองใดๆ เกาะติด แม้จะผ่านมานับหมื่นปี กลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากกล่องหยกใบนั้นกลับทำให้วิญญาณของพวกเขาสั่นสะท้าน
มันคือ "เคล็ดกระบี่บรรพกาล" ที่ยุทธภพตามหามาตลอดกาลเวลา... หรือคือ "ทัณฑ์สวรรค์" ที่รอคอยการมาเยือนของพวกเขากันแน่?
ก่อนที่หลิวเหยียนจะทันได้ยื่นมือออกไปคว้ากล่องหยกเบื้องหน้า เงาร่างสีดำสนิทร่างหนึ่งก็ปรากฏขึ้นอย่างเงียบเชียบราวกับภูตผี บนยอดแท่นบูชา... พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่บาดลึกถึงขั้วหัวใจ
"นึกไม่ถึงว่า... จะมีหนูสกปรกหลงเข้ามาถึงห้องสมบัติชั้นในสุดของสุสานแห่งนี้ได้..."
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่ากระแสลมปราณและคมกระบี่นี้ไปกับ "เพลิงโอสถสวรรค์" นะครับ
กระบี่ไร้ลักษณ์สยบเซียนน้ำแข็ง•ตอนที่ 6
ค่ายกลปิดกั้นสวรรค์
ผลงานโดย เพลิงโอสถสวรรค์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เพลิงโอสถสวรรค์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ไร้ลักษณ์สยบเซียนน้ำแข็ง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!