ความตายอยู่ห่างเพียงระยะลมหายใจ และไอปراณเหมันต์ที่กัดเซาะไขกระดูกก็กำลังเปลี่ยนโลหิตในกายให้กลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งสีชาด ภายในถ้ำศิลาจารึกโบราณ หลิวเหยียนนั่งขัดสมาธิอยู่เบื้องหน้ามู่หรงเซวียน แผ่นหลังของทั้งสองแนบชิดกันจนสัมผัสได้ถึงอุณหภูมิที่แตกต่างอย่างสุดขั้ว ด้านหนึ่งคือความร้อนรุ่มดั่งเพลิงกัลป์ที่แผดเผาจากปมแค้นและวิชาไร้ลักษณ์ แต่อีกด้านกลับหนתเหน็บดั่งหุบเขาหมื่นปีที่ไร้ซึ่งความปรานี
"เจ้ากำลังลังเล..."
น้ำเสียงของมู่หรงเซวียนเยียบเย็นดั่งสายน้ำใต้ธารน้ำแข็ง แต่มันสั่นเครือเล็กน้อยในยามที่ลมปราณหยินแทรกซึมเข้าสู่จุดชีพจรหัวใจของหลิวเหยียน นางหลับตาลง แพขนตางอนงามไหวระริกตามแรงกระกระแทกของพลังที่สะท้อนกลับ การฝึกฝน 'วิชาคู่ประสานสุริยันจันทรา' มิใช่เรื่องล้อเล่น มันคือเคล็ดวิชาโบราณที่สูญหายไปจากยุทธภพร่วมพันปี วิชาที่บังคับให้ผู้ฝึกต้องเปิดประตูจิตวิญญาณออกอย่างไร้การป้องกัน เพื่อให้ลมปราณหยางแท้จริงและหยินอมตะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเกิดความระแวงสงสัย หรือจิตใจหวั่นไหวแม้เพียงเสี้ยวธุลี ผลลัพธ์คือธาตุไฟเข้าแทรกจนร่างแหลกสลายกลายเป็นจุล
หลิวเหยียนแค่นหัวเราะในลำคอ ใบหน้าคมคายฉายแววดื้อรั้นและความทะนงตนตามแบบฉบับของจอมยุทธ์ผู้เหยียบย่ำกฎเกณฑ์สวรรค์ "ข้าไม่ได้ลังเล... ข้าเพียงแต่ไม่คุ้นชินกับการฝากชีวิตไว้แผ่นหลังของผู้อื่น มู่หรงเซวียน เจ้าก็รู้ดีว่าเส้นทางของข้ามีแต่รอยเลือดและซากศพ การไว้ใจใครสักคน... มันหนักหน่วงเสียยิ่งกว่าการแบกรับกระบี่ไร้ลักษณ์เล่มนี้เสียอีก"
"ถ้าเช่นนั้น... ก็จงแบกมันไว้ด้วยกัน" มู่หรงเซวียนลืมตาขึ้น แววตาคู่คมฉายประกายเด็ดเดี่ยว นางยื่นมือเรียวดุจหยกขาวไปคว้าข้อมือหนาของหลิวเหยียน บังคับให้ฝ่ามือของเขากดลงบนจุดตันเถียนของตนเองโดยตรง แรงปะทะของกระแสปราณทำให้ร่างทั้งสองสะท้านเฮือก เลือดสีสดพุ่งทะลักออกจากมุมปากของทั้งคู่พร้อมกัน
ความเจ็บปวดระดับฉีกกระชากวิญญาณแผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย ทว่าในความมืดมิดของห้วงจิตสำนึกที่เชื่อมต่อกัน หลิวเหยียนกลับมองเห็นภาพความทรงจำที่ลึกที่สุดของสตรีผู้น้อง นางไม่ได้เป็นเพียงเจ้าสำนักเหมันต์นิรันดร์ผู้ไร้พ่าย แต่เป็นเด็กสาวผู้ถูกทอดทิ้งให้อยู่ท่ามกลางความหนาวเหน็บและความโดดเดี่ยวมาตลอดชีวิต ความเย่อหยิ่งเย็นชาเป็นเพียงเกราะกำบังที่สร้างขึ้นเพื่อปกป้องดวงวิญญาณอันบอบช้ำ
ในทางกลับกัน มู่หรงเซวียนก็สัมผัสได้ถึงเปลวเพลิงแห่งความแค้นที่แผดเผาหลิวเหยียนจากภายใน ภาพตระกูลที่ถูกทำลายและเสียงกรีดร้องในคืนวันวานหลั่งไหลเข้ามาในจิตใจของนาง ความเจ็บปวดร้าวรานนั้นหนักหน่วงเสียจนนางเกือบจะควบคุมลมปราณหยินให้ระเบิดออกเพื่อยุติความทรมาน
"ตั้งสติ!" หลิวเหยียนคำรามต่ำในลำคอ เมื่อรับรู้ได้ถึงความปรวนแปรของนาง เขาตัดสินใจทำในสิ่งที่บ้าบิ่นที่สุด—เขาคลายการป้องกันทางจิตวิญญาณลงทั้งหมด ยอมเปิดเปลือยแก่นแท้แห่งวิถีกระบี่ของตนให้อีกฝ่ายเข้าถึงได้อย่างไร้เงื่อนไข นี่ไม่ใช่แค่การฝึกวิชา แต่มันคือการมอบชีวิตและวิญญาณให้อยู่ในกำมือของสตรีที่เพิ่งรู้จักกันได้ไม่นาน
มู่หรงเซวียนเบิกตากว้างด้วยความตื่นตะลึง นางไม่คาดคิดว่าบุรุษผู้เย่อหยิ่งผู้นี้จะกล้าหาญถึงเพียงนี้ ท่ามกลางกระแสลมปราณที่ปั่นป่วนจนเกือบจะฉีกร่างของทั้งสองเป็นชิ้นๆ หัวใจที่ด้านชามาเนิ่นนานกลับเต้นระรัวขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้ ไอปราณหยางอันร้อนแรงจากร่างของหลิวเหยียนไหลทะลักเข้าสู่เส้นชีพจรของนาง หลอมละลายน้ำแข็งพันปีในกายอย่างช้าๆ ขณะเดียวกัน ลมปราณหยินบริสุทธิ์ของมู่หรงเซวียนก็ช่วยชำระล้างพิษโลหิตที่ตกค้างในร่างของหลิวเหยียนจนสะอาดหมดจด
ออร่าแสงสีทองและสีฟ้าครามระเบิดออกรอบกายของทั้งสองจนผนังถ้ำศิลาสั่นสะเทือน เลื่อมลายอักขระโบราณที่สลักไว้บนพื้นเริ่มเปล่งแสงเจิดจ้าขึ้นทีละตัว ดุจดั่งฟากฟ้ากำลังรับรู้ถึงการถือกำเนิดขึ้นของพลังรูปแบบใหม่—พลังที่หลอมรวมขั้วตรงข้ามเข้าไว้ด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบ
ขอบเขตพลังของหลิวเหยียนทะยานขึ้นจากขั้นก่อเกิดวิญญาณสู่ขั้นหลอมรวมศาสตราอย่างไร้แรงต้านทาน ขณะที่มู่หรงเซวียนเองก็ทะลวงผ่านคอขวดที่ติดขัดมานานหลายปีเข้าสู่ขั้นเซียนบรรพกาลขั้นกลางได้อย่างงดงาม แรงกดดันระดับมหากาพย์แผ่ขยายออกไปทั่วหุบเขา ทำเอาเหล่าสัตว์อสูรในรัศมีร้อยลี้ต่างต้องหมอบกราบลงด้วยความหวาดกลัวต่อกฏเกณฑ์ฟ้าดินที่ถูกสั่นคลอน
ทว่า ท่ามกลางบรรยากาศอันยิ่งใหญ่และน่าเกรงขามนั้น ลมหายใจของทั้งคู่กลับกระชั้นชิด ระยะห่างระหว่างใบหน้าเหลือเพียงคืบเดียว ดวงตาคมกริบของหลิวเหยียนจ้องมองริมฝีปากที่ไร้สีเลือดแต่นุ่มนวลของมู่หรงเซวียน ขณะที่มือของเขายยังคงกุมมือของนางแน่นแนบไปกับแผ่นอกที่สะท้อนขึ้นลงตามจังหวะชีพจร
"เจ้า... ผ่านการทดสอบของข้าแล้ว" มู่หรงเซวียนกระซิบแผ่วเบา ใบหน้าที่เคยเย็นชาบัดนี้กลับมีรอยแดงระเรื่อแต่งแต้มราวกับดอกเหมันต์ต้องแสงอรุณ
"ข้าบอกแล้วว่าข้าไม่เคยพ่ายแพ้ให้กับสิ่งใด... แม้กระทั่งโชคชะตา" หลิวเหยียนยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยเสน่ห์อันตรายและทําให้หัวใจของนางเซวียนเต้นผิดจังหวะ
ทว่า ก่อนที่บรรยากาศลึกซึ้งระหว่างคนทั้งสองจะทันได้คลี่คลาย เสียงระเบิดสนั่นหวั่นไหวก็ดังขึ้นจากปากถ้ำศิลา! ศิลาหนักนับหมื่นชั่งแตกละเอียดเป็นผุยผง แรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวสายหนึ่งพุ่งทะยานเข้ามาอย่างไร้ซุ่มเสียง พร้อมกับเงาร่างในชุดคลุมสีดำสนิทที่ปรากฏขึ้นที่เบื้องหน้า พร้อมกระบี่มารโลหิตที่เปล่งประกายแสงสีเลือดวาวโรจน์
"ฮ่าๆๆๆ... ช่างเป็นภาพที่น่าประทับใจเสียจริง การบำเพ็ญเพียรคู่ประสานเพื่อฝืนลิขิตฟ้า น่าเสียดายนัก... ที่วันนี้จะกลายเป็นวันตายของพวกเจ้าทั้งคู่!"
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่ากระแสลมปราณและคมกระบี่นี้ไปกับ "เพลิงโอสถสวรรค์" นะครับ
กระบี่ไร้ลักษณ์สยบเซียนน้ำแข็ง•ตอนที่ 9
วิชาคู่ประสานที่ถูกลืม
ผลงานโดย เพลิงโอสถสวรรค์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เพลิงโอสถสวรรค์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ไร้ลักษณ์สยบเซียนน้ำแข็ง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!