กลิ่นอายคาวเลือดจางๆ ที่ลอยอวลอยู่เหนือยอดเขาสนหมอก มิอาจกลบกลิ่นหอมหวานอันล้ำลึกที่แผ่ซ่านออกมาจากเตาหลอมสำริดโบราณเบื้องหน้าได้เลยแม้แต่น้อย
"หึ... สมเป็น 'โอสถปฐพีกลืนนภา' เม็ดแรกในรอบร้อยปี ปราณทิพย์ที่รั่วไหลออกมาเพียงน้อยนิด ก็เพียงพอจะทำให้เส้นชีพจรของคนธรรมดาทะลวงผ่านสู่ขอบเขตหลอมรวมลมปราณได้ทันที น่าเสียดายยิ่งนัก..."
เสียงหัวเราะแหบพร่าดังขึ้นจากเงาดำที่รายล้อมอยู่รอบหน้าผา หลิวเหยียนยืนนิ่งสงบ มือข้างหนึ่งถือกระบี่ไร้ลักษณ์ที่ยังคงเก็บซ่อนคมไว้ในฝักไม้ไผ่ดิบ สายตาคมกริบดั่งเหยี่ยวทอดมองไปยังเหล่าผู้บำเพ็ญเพียรนับร้อยคนที่กำลังคืบคลานเข้ามาดั่งฝูงแมลงเม่าบินเข้ากองไฟ
ความโลภ เป็นกิเลสที่น่าขันที่สุดในยุทธภพ ยิ่งเป็นโอสถระดับสวรรค์ที่สามารถช่วยให้ผู้ฝึกยุทธทะลวงคอขวดขั้นวิญญาณแรกกำเนิดได้ด้วยแล้ว ต่อให้ต้องเอาชีวิตเข้าแลก เหล่าสำนักใหญ่และมารนอกรีตก็พร้อมจะเหยียบย่ำซากศพของสหายร่วมสำนักเพื่อแย่งชิงมันมาครอบครอง
"หลิวเหยียน! ส่งโอสถเม็ดนั้นมาเสีย แล้วข้าจะไว้ชีวิตเจ้า ให้เจ้าได้ตายอย่างสงบสักครั้ง!" ผู้อาวุโสพรรคโลหิตโลกันตร์ก้าวออกมาจากหมู่ความมืด ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความกระหายเลือด ในมือถือกระบี่กระดูกมารที่ปล่อยไอทมิฬพวยพุ่ง
หลิวเหยียนไม่แม้แต่จะชายตามอง เขาเพียงปรายตามองไปยังร่างระหงของมู่หรงเซวียนที่ยืนอยู่เบื้องหลัง นางยังคงรักษาความเยือกเย็นดั่งรูปสลักน้ำแข็ง ไอปราณเหมันต์รอบกายของนางแผ่รัศมีกดดันจนพื้นหินใต้เท้าเริ่มกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งสีขาวโพลน
"เจ้าคนพวกนี้... รบกวนเวลาชมทิวทัศน์ของข้ากับเจ้าเสียจริง" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นเรียบๆ แต่น้ำเสียงนั้นกลับสั่นสะเทือนแก้วหูของทุกคนในรัศมีร้อยลี้
"พวกมันมิได้มารบกวนการชมทิวทัศน์หรอก... แต่พวกมันมารับความตายที่พวกมันเพียรหาต่างหาก" มู่หรงเซวียนตอบกลับ เสียงของนางเย็นเยียบดั่งสายลมจากขั้วโลกเหนือ แต่มุมปากกลับยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่มีเพียงหลิวเหยียนเท่านั้นที่มีสิทธิ์ได้ยล
ทันใดนั้น บรรยากาศรอบตัวก็พลันเปลี่ยนเป็นอึมครึม เมฆดำทะมึนก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็วเหนือยอดเขา ราวกับฟ้าดินกำลังพิโรธต่อการกำเนิดของโอสถฝืนลิขิตสวรรค์เม็ดนี้ ทว่า... สิ่งที่ดึงดูดสายตาของทุกคนไม่ใช่ทัณฑ์สวรรค์ที่กำลังจะมาถึง แต่เป็นเงาร่างนับสิบที่พุ่งทะยานลงมาจากฟากฟ้าด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ
"ระวัง!" หลิวเหยียนคำรามเบาๆ ร่างของเขาเคลื่อนไหวดั่งภูตผี กระบี่ไร้ลักษณ์ในมือถูกชักออกจากฝักเพียงครึ่งนิ้ว ประกายแสงสีทองเจิดจ้าก็พุ่งทะยานผ่ากลางอากาศ แตกซ่านอาคมโลหิตของผู้อาวุโสพรรคโลหิตโลกันตร์จนแหลกละเอียดในกระบวนท่าเดียว!
เลือดสดๆ สาดกระเซ็นลงบนพื้นหิน ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมชั่วขณะ ทุกคนต่างเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนก พลังปราณของหลิวเหยียนในยามนี้ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมไปไกลโขแล้ว การโจมตีเพียงครั้งเดียวสามารถปลิดชีพยอดฝีมือขั้นหลอมรวมวิญญาณได้อย่างง่ายดาย
ทว่า ท่ามกลางความตกตะลึงนั้น เสียงหัวเราะอันกังวานและทรงพลังก็ดังสะท้อนก้องมาจากห้วงมิติที่ฉีกขาดออกเบื้องบน แรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวระดับ "บรรพชนผู้หยั่งรู้ฟ้าดิน" กดทับลงมาจนเหล่าจอมยุทธ์ระดับล่างถึงกับกระอักเลือดคุกเข่าลงกับพื้น
"ฮ่าๆๆๆ... ช่างเป็นโอสถที่กลิ่นหอมเย้ายวนใจยิ่งนัก หลิวเหยียน... เจ้าหนูตระกูลหลิวผู้รอดชีวิตคนสุดท้าย เจ้าคิดว่ารวบรวมสมุนไพรวิญญาณเหล่านี้มาได้แล้ว มันจะเป็นของเจ้าอย่างนั้นหรือ?"
เงาร่างของชายชราในชุดคลุมสีทองลายมังกรห้าเล็บก้าวออกมาจากรอยแยกมิติ ดวงตาคู่นั้นเต็มไปด้วยประกายแห่งความกระหายใคร่รู้และอำนาจที่เหนือกว่าผู้ใดในที่นี้... บุคคลที่ปรากฏตัวขึ้นผู้นี้ หาใช่คนจากสำนักธรรมAหรือพรรคมารทั่วไปไม่ แต่เป็นถึง "เจ้าสำนักกระบี่สวรรค์" ผู้เร้นกายจากยุทธภพมานานกว่าสามร้อยปี!
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่ากระแสลมปราณและคมกระบี่นี้ไปกับ "เพลิงโอสถสวรรค์" นะครับ
กระบี่ไร้ลักษณ์สยบเซียนน้ำแข็ง•ตอนที่ 3
พยานแห่งโชคชะตา
ผลงานโดย เพลิงโอสถสวรรค์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เพลิงโอสถสวรรค์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ไร้ลักษณ์สยบเซียนน้ำแข็ง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!