"หากก้าวล่วงเข้ามาอีกเพียงครึ่งชốn ศะพของพวกเจ้าคงต้องถูกฝังกลบไว้ ณ หุบเขาไร้ตะวันแห่งนี้แล้ว"
สุ้มเสียงทุ้มต่ำแต่เปี่ยมด้วยจิตสังหารแผ่ซ่านออกมาจากความมืดมิดของพงไพรเบื้องหน้า ปราณกระบี่นับร้อยสายพุ่งแหวกอากาศราวกับฝูงงูพิษที่กระหายเลือด เงาร่างนับสิบของมือสังหารแห่งสำนักเงาอสูรปรากฏกายขึ้นทีละร่าง ดวงตาสะท้อนประกายแสงสีครามจากจันทร์เสี้ยวที่ถูกเมฆหมอกหนาทึบบดบัง บรรยากาศรอบกายบีบคั้นจนแทบหยุดหายใจ กลิ่นอายความตายคละคลุ้งปะปนมากับสายลมราตรีที่พัดโชย
หลิวเหยียนยืนนิ่งสงบ ฝ่ามือขวาGripด้ามกระบี่ไร้ลักษณ์ไว้มั่น ปราณสีชาดไหลเวียนในเส้นชีพจรดุจลาวาเดือดพล่าน แม้บาดแผลจากการปะทะเมื่อยามบ่ายจะยังคงสร้างความเจ็บปวดเสียดแท่นไปทั่วร่าง ทว่าแววตาของเขากลับคมกริบดั่งคมมีดที่ผ่านการลับมานับพันครั้ง ไม่มีร่องรอยของความหวาดกลัว มีเพียงความเยือกเย็นอันน่าสะพรึงกลัวที่แผ่ออกมาจากตัวตนของบุรุษผู้แบกรับความแค้นของตระกูล
ข้างกายเขาคือมู่หรงเซวียน นางเซียนแห่งสำนักเหมันต์นิรันดร์ อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ของนางบัดนี้เปรอะเปื้อนด้วยรอยเลือดสีแดงฉานตัดกับความขาวดั่งหิมะ เส้นผมสีดำสนิทปลิวสยายตามแรงลมปราณที่หมุนวนรอบกาย ฝ่าเรียวบางทั้งสองข้างประสานกันเป็นคูหาแห่งอักขระเหมันต์ ละอองไอเย็นจัดเกาะตัวเป็นเกล็ดน้ำแข็งระยิบระยับในอากาศ อุณหภูมิรอบบริเวณลดฮวบลงจนลมหายใจกลายเป็นไอสีขาว
"ศัตรูมีมากกว่าสามสิบคน... ล้วนเป็นยอดฝีมือขอบเขตหลอมรวมวิญญาณขั้นสูง" มู่หรงเซวียนกล่าวเสียงเรียบ ดวงตาสีครามคู่สวยมิได้เหลือบแลมองบุรุษข้างกาย แต่นางรับรู้ได้ถึงความอบอุ่นอันแปลกประหลาดที่แผ่ออกมาจากไอปราณของเขา "เจ้ายังไหวอยู่หรือไม่ หลิวเหยียน? ข้าไม่อยากแบกศพคนทะนงตัวหนีตาย"
หลิวเหยียนหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่เจือด้วยความเย้ยหยันต่อโชคชะตา "ฮ่าๆๆ... คุณ باร์มู่หรง เป็นท่านต่างหากที่ควรระวังอย่าให้กระโปรงยาวๆ ของท่านเกี่ยวพันกับการหลบหนี ข้ายังต้องมีชีวิตอยู่เพื่อล้างมลทินให้ตระกูล ไม่ยอมตายในสถานที่อับโชคเช่นนี้แน่"
"ปากกล้า..." นางพึมพำเบาๆ มุมปากหยักขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบาดั่งดอกเหมันต์แรกแย้มในฤดูหนาว แม้จะเป็นเพียงเสี้ยววินาที แต่มันก็งดงามจนทำให้ราตรีสีครามราวกับหยุดนิ่ง
ฉับพลัน! เงาสังหารสายแรกพุ่งทะยานเข้ามาด้วยความเร็วเหนือเสียง ดาบยาวในมือประกายแสงสีเขียวมรกตอาบยาพิษร้ายแรง เล็งตรงไปยังจุดตายบริเวณลำคอของหลิวเหยียน
"ระวัง!" มู่หรงเซวียนสะบัดแขนเสื้อ ปราณเหมันต์พวยพุ่งออกไปดั่งคลื่นยักษ์ น้ำแข็งหนาทึบก่อตัวขึ้นกลางอากาศราวกับกำแพงเหล็ก ปะทะเข้ากับร่างของมือสังหารจนกระเด็นถอยหลังไปหลายจังหวะ ทว่าในเสี้ยววินาทีนั้นเอง เงาสังหารอีกสี่สายก็ใช้โอกาสนี้พุ่งอ้อมหลังเข้ามาอย่างเงียบเชียบ คมกระบี่มุ่งตรงสู่แผ่นหลังของนางไร้ซึ่งความปรานี
หลิวเหยียนตวัดสายตาคมกริบ กระบี่ไร้ลักษณ์ในมือพลันสั่นระรัว ปราณกระบี่สีชาดระเบิดออกรอบตัวกลายเป็นพายุหมุนโลหิต "วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์... วัฏจักรโลหิตสลายวิญญาณ!"
ร่างของเขาพุ่งทะยานออกไปดั่งสายฟ้าฟาด คมกระบี่ตวัดวาดผ่านอากาศอย่างไร้ร่องรอย ทว่ากลับแฝงไว้ด้วยพลังทำลายล้างที่สามารถผ่าปฐพีเป็นสองส่วน เสียงโลหิตกระทบกระบี่และเสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดดังประสานกันระงม มือสังหารทั้งสี่ร่างขาดสะบั้นร่วงหล่นลงสู่พื้นดินอย่างไร้ชีวิต
แต่วงล้อมของศัตรูกลับมิได้ลดน้อยลง กลับกัน... ผู้นำสำนักเงาอสูรนามว่า 'เทียนหลาง' ก้าวออกมาจากความมืด มันสวมหน้ากากกระดูกสัตว์และถือพลองกระดูกยักษ์ที่แผ่ไอพิษสีดำทมิฬ พลังปราณขอบเขตราชันย์ขั้นสมบูรณ์แผ่กดทับลงมาจนพื้นดินรอบบริเวณยุบตัวลง
"คิดว่าจะหนีพ้นเงื้อมมือของข้าหรือ เจ้าเด็กโง่กับนางเซียนผู้เย่อหยิ่ง วันนี้พวกเจ้าจะต้องถูกสังเวยให้แก่เงาอสูร!" เทียนหลางคำรามลั่น แรงกดดันมหาศาลทำให้หลิวเหยียนและมู่หรงเซวียนต้องก้าวถอยหลังไปคนละก้าว ลมหายใจติดขัด เส้นเลือดที่ขมับเต้นตุบๆ บ่งบอกถึงความต่างชั้นของขอบเขตพลัง
"มันแข็งแกร่งเกินไป..." มู่หรงเซวียนกระซิบ น้ำเสียงจริงจังเป็นครั้งแรก เลือดสีแดงสดไหลซึมออกจากมุมปากของนางจากการฝืนใช้พลังเหมันต์ขั้นสูงสุดต้านทานแรงกดดันเมื่อครู่
หลิวเหยียนหันไปมองสตรีข้างกาย แววตาของเขาอ่อนลงชั่วพริบ ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความเด็ดเดี่ยว เขาเอื้อมมือไปคว้าข้อมือเรียวของนางไว้แน่น สัมผัสเย็นเฉียบจากผิวกายของนางปะทะเข้ากับความร้อนรุ่มของเขา เกิดเป็นวงโคจรกระแสปราณสองขั้วหยินหยางที่ไหลเวียนประสานกันอย่างน่าอัศจรรย์
"มู่หรงเซวียน... ท่านเชื่อใจข้าสักครั้งหรือไม่?" น้ำเสียงของหลิวเหยียนจริงจังและทุ้มลึกดั่งเสียงระฆังโบราณ
นางชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาสีครามจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาของบุรุษผู้ไม่เคยยอมจำนนต่อผู้ใด นางไม่พบความลังเลใดๆ ในนั้น มีเพียงประกายแสงแห่งความหวังที่ริบหรี่แต่ทว่ามั่นคงดั่งขุนเขา
"หากเจ้าตาย... ข้าจะฝังศพเจ้าไว้ที่นี่คนเดียว" นางเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงเย็นชาเช่นเดิม ทว่ากลับยอมปล่อยให้ปราณเหมันต์ในกายไหลรวมเข้ากับปราณกระบี่ไร้ลักษณ์ของเขาอย่างไม่มีเงื่อนไข
รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าของหลิวเหยียน "เช่นนั้น... เรามาสังหารพวกมันให้สิ้นซากกันเถอะ!"
ทั้งสองประสานสายตากันเพียงเสี้ยววินาที ก่อนที่พลังปราณสองสาย หยินและหยาง, เหมันต์และอัคคี, ความเย็นชาและร้อนรุ่ม จะระเบิดออกพร้อมกันจนเกิดเป็นคลื่นกระแทกสีครามสลับชาดแผ่ขยายออกไปเป็นวงกว้าง ท้องฟ้ายามราตรีพลันสั่นสะเทือน เมฆหมอกแยกออกจากกันราวกับเกรงกลัวต่ออำนาจนี้
เทียนหลางที่ยืนอยู่เบื้องหน้าถึงกับสีหน้าเปลี่ยนสี มันพยายามยกพลองกระดูกขึ้นต้านทาน ทว่ายังไม่ทันที่กระบวนท่าจะถูกปลดปล่อย ร่างของหลิวเหยียนและมู่หรงเซวียนก็หายลับไปจากจุดเดิม กลายเป็นเพียงแสงประกายสองสายที่พุ่งทะลวงผ่านกลางวงล้อมของศัตรูอย่างอำมหิต
ทว่า... ในจังหวะที่คมกระบี่ไร้ลักษณ์กำลังจะพุ่งทะลวงเข้าสู่หัวใจของเทียนหลางนั้นเอง แผ่นดินเบื้องล่างก็เกิดรอยแยกขนาดใหญ่ขึ้นอย่างกะทันหัน พร้อมกับไอปราณสีดำสนิทที่พวยพุ่งขึ้นจากขุมนรกเบื้องล่าง ห่อหุ้มร่างของเทียนหลางหายลับไปในพริบตา
พร้อมกันนั้น เสียงหัวเราะอันแหบแห้งและคุ้นเคยอย่างประหลาดก็ดังสะท้อนก้องมาจากความมืดมิดเบื้องล่าง... เสียงที่ทำให้หลิวเหยียนต้องชะงักงันและเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
"หลิวเหยียน... เจ้าคิดว่าการล้างแค้นของเจ้า... จะจบลงเพียงแค่นี้จริงๆ หรือ ลูกชายผู้โง่เขลา..."
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่ากระแสลมปราณและคมกระบี่นี้ไปกับ "เพลิงโอสถสวรรค์" นะครับ
กระบี่ไร้ลักษณ์สยบเซียนน้ำแข็ง•ตอนที่ 4
มรสุมในค่ำคืนสีคราม
ผลงานโดย เพลิงโอสถสวรรค์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เพลิงโอสถสวรรค์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ไร้ลักษณ์สยบเซียนน้ำแข็ง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!