คราบโลหิตบนหน้ากระบี่ไร้ลักษณ์แห้งกรังกลายเป็นสีคล้ำคล้ายสนิมเหล็ก ทว่าไอปราณเยือกเย็นที่แผ่ออกมาจากตัวมันกลับยังคงส่งเสียงหวีดหวิวบาดแก้วหู ราวกับวิญญาณนับพันในขุมนรกกำลังร่ำไห้รำพันถึงความอยุติธรรม หลิวเหยียนนั่งนิ่งอยู่ท่ามกลางความมืดสลัวภายในห้องโถงลับใต้ดินของสำนักร้าง แสงจากคบเพลิงสีชาดวับแวมสะท้อนดวงตาคมกล้าที่ฉายแววครุ่นคิดอย่างลึกซึ้ง นิ้วมือหยาบกร้านลูบไล้แผ่นหนังหุ้มคัมภีร์เก่าคร่ำคร่าที่เพิ่งถูกดึงออกมาจากช่องลับหลังผนังศิลา
กลิ่นอายแห่งกาลเวลาและกลิ่นอายเลือดที่จางหายไปนับร้อยปีคละคลุ้งอยู่ในโสตประสาท บันทึกเล่มนี้ไม่ได้บันทึกเพียงเคล็ดวิชาพิสดารอันใด หากแต่เป็นพงศาวดารนองเลือดของ "ตระกูลหลิว" สาขาใหญ่ผู้พิทักษ์แดนบูรพา
"ที่แท้... เรื่องราวทั้งหมดไม่ได้เป็นอย่างที่ข้าเคยเข้าใจ..."
เสียงพึมพำลอดไรฟันของหลิวเหยียนแหบพร่าและสั่นเทาเล็กน้อย ความทรงจำในวัยเยาว์ที่เคยถูกเผาทำลายด้วยเปลวเพลิงแห่งความแค้นค่อยๆ ถูกเรียบเรียงใหม่ทีละภาพ ในบันทึกหน้าเก่าแก่ด้วยลายมืออันทรงพลังปรากฏชื่อของ "หลิวเทียน Shàng" (ปู่ทวดของเขา) ผู้ซึ่งถูกตราหน้าว่าเป็นคนทรยศแผ่นดินและชักนำภัยพิบัติมาสู่ตระกูล แต่ความจริงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังหน้ากระดาษเหล่านั้นกลับดำมืดและน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่า
ตระกูลหลิวไม่ได้ถูกทำลายเพราะความโลภในอำนาจ หากแต่ถูกหักหลังโดย "สำนักกระบี่สวรรค์" และ "เจตจำนงแห่งหอคอยเก้าชั้นฟ้า" เพียงเพราะบรรพบุรุษของเขากำفความลับบางอย่างเกี่ยวกับ "เขตแดนต้องห้ามบรรพกาล" เอาไว้ ความลับที่สามารถสั่นคลอนรากฐานของยุทธภพและอำนาจอันยิ่งใหญ่ของเหล่าเซียนผู้ถือครองกฎเกณฑ์เบื้องบน
"ช่างน่าขันยิ่งนัก..." หลิวเหยียนแค่นหัวเราะออกมาเบาๆ รอยยิ้มเยาะหยันปรากฏขึ้นที่มุมปาก แต่นัยน์ตากลับไร้ซึ่งความขบขัน มีเพียงประกายเพลิงแห่งโทสะที่ลุกโชนขึ้นอย่างเงียบงัน "ข้าเที่ยวตามล่าล้างแค้นเหล่าเศษสวะปลายแถวมาตลอดสิบปี โดยไม่เคยรู้เลยว่า... ฆาตกรที่แท้จริงนั่งอยู่บนบัลลังก์แห่งความยุติธรรมของยุทธภพมาโดยตลอด"
ทันใดนั้น ไอปراณรอบกายของเขาก็ปั่นป่วนอย่างไร้ทิศทาง แรงกดดันจากขอบเขตจิตวิญญาณระดับกำเนิดวิญญาณขั้นสมบูรณ์แผ่ขยายออกไปจนผนังศิลาโดยรอบเกิดรอยร้าวลึก กลิ่นอายกระบี่ไร้ลักษณ์ระเบิดออกเป็นริ้วคลื่นสีขาวโพลนตัดกับความมืดมิด กระบี่ในมือสั่นสะท้อนราวกับรับรู้ถึงจิตสังหารอันรุนแรงที่เจ้าของไม่เคยมีมาก่อนในรอบหลายปี
ร่างระหงในชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ก้าวเข้ามาในความเงียบงัน ฝีเท้าของนางเบาดั่งปุยเมฆกระทบผืนน้ำ แต่มู่หรงเซวียนกลับรับรู้ได้ถึงพายุอารมณ์ที่กำลังโหมกระหน่ำอยู่ภายในจิตใจของชายหนุ่ม นางหยุดยืนห่างออกไปเพียงสามก้าว ดวงตาสีรัตติกาลที่มักจะเย็นชาดั่งน้ำแข็งพันปีฉายแววความกังวลใจวูบหนึ่ง นางมองบันทึกในมือของเขา ก่อนจะกวาดสายตาไปยังรอยร้าวบนผนัง
"เจ้าพบสิ่งที่ค้นหาแล้วใช่หรือไม่" น้ำเสียงของนางราบเรียบดั่งสายน้ำ ทว่ากลับแฝงความห่วงใยที่ถูกเก็บซ่อนไว้ภายใต้ความเยือกชาอย่างแนบเนียน
หลิวเหยียนเงยหน้าขึ้นสบตา นางเซียนผู้สูงส่งแห่งสำนักเหมันต์นิรันดร์ผู้ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นอริ แต่บัดนี้กลับยืนหยัดเคียงบ่าเคียงไหล่ฝ่าฟันความตายมาด้วยกัน แววตาของเขาอ่อนลงชั่วขณะ ก่อนจะกลับมาคมกราบดั่งคมกระบี่เช่นเดิม
"เซวียนเอ๋อ... เจ้าเคยสงสัยหรือไม่ว่า เหตุใดสวรรค์จึงกำหนดให้คนผู้หนึ่งต้องเกิดมาพร้อมกับความทุกข์ระทมและการสูญเสีย?" หลิวเหยียนเอ่ยถาม น้ำเสียงทุ้มต่ำและจริงจัง
มู่หรงเซวียนขมวดคิ้วเล็กน้อย นางก้าวเข้ามาใกล้ขึ้นอีกก้าวหนึ่ง ไอเย็นบริสุทธิ์จากกายของนางช่วยบรรเทาความร้อนรุ่มในจิตใจของเขาได้อย่างน่าประหลาด "วิถีแห่งเซวียน... คือการตัดขาดจากกิเลสและอารมณ์ความรู้สึก แต่วิถีกระบี่ของเจ้า หาใช่เช่นนั้นไม่ หลิวเหยียน กระบี่ของเจ้าถูกหล่อหลอมขึ้นจากความแค้น ความรัก และความเจ็บปวด หากเจ้าปล่อยให้ความจริงในอดีตมาครอบงำจนจิตใจสูญเสียความสงบ เจ้าก็จะกลายเป็นเพียงทาสของความแค้นหาใช่ผู้กำหนดชะตากรรมไม่"
"แล้วถ้าความแค้นนั้น... คือเหตุผลเดียวที่ทำให้ข้ายังหายใจอยู่เล่า?" หลิวเหยียนลุกขึ้นยืนช้าๆ ร่างกายสูงสง่าแผ่รังสีอำมหิตที่น่าสะพรึงกลัวออกมา เขาจ้องมองนางเซียนตรงหน้าด้วยสายตาที่ลึกล้ำยากจะหยั่งถึง "หากข้าเลือกที่จะเดินไปบนเส้นทางที่แม้แต่ทอดทิ้งวิถีแห่งเซียนและท้าทายตัณหาของสวรรค์ เจ้าจะยังคงยืนเคียงข้างข้า... หรือจะชักกระบี่ธารน้ำแข็งพิฆาตใส่ข้าเหมือนคนอื่นๆ?"
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องโถงชั่วขณะ ลมหายใจของทั้งสองประสานกันท่ามกลางกลิ่นอายโบราณ มู่หรงเซวียนไม่หลบสายตา นางจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาของเขา เห็นร่องรอยของความโดดเดี่ยวอันยาวนานที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังความทะนงตน
นางยกมือขึ้นช้าๆ นิ้วเรียวยาวดั่งหยกขาวสัมผัสลงบนด้ามกระบี่ไร้ลักษณ์เบาๆ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นและจริงจังยิ่งกว่าครั้งใด
"หากฟ้าดินประกาศตัวเป็นศัตรูกับเจ้า ข้าก็จะใช้กระบี่ในมือแช่แข็งฟ้าดินนั้นเสีย..." มู่หรงเซวียนกล่าวสบตาเขาตรงๆ "แต่จำเอาไว้ หลิวเหยียน เจ้ามีชีวิตอยู่เพื่อล้างแค้นให้บรรพบุรุษ หาใช่เพื่อเอาชีวิตไปทิ้งให้กับความเกลียดชัง"
คำพูดนั้นดุจสายฟ้าฟาดผ่าลงกลางใจของหลิวเหยียน ทำให้ประกายไฟในแววตาของเขาสสงบลงเหลือเพียงความเด็ดเดี่ยวอันไร้ขอบเขต เขาพยักหน้ารับช้าๆ มุมปากยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความซาบซึ้งและพลังใจที่ถูกเติมเต็มจนล้นปรี่
ทว่า ในวินาทีที่บรรยากาศกำลังผ่อนคลายลง เสียงระฆังโบราณเก้าครั้งก็ดังสนั่นหวั่นไหวมาจากเบื้องบน ราวกับก้องกังวานมาจากสรวงสวรรค์
*กริ๊ง! กริ๊ง! กริ๊ง!...*
พื้นศิลาใต้เท้าของทั้งสองสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ฝุ่นผงร่วงหล่นลงมาจากเพดาน ราวกับแผ่นดินกำลังจะแยกออกเป็นเสี่ยงๆ ไอปราณสีทองอร่ามพวยพุ่งทะลุทะลวงเพดานห้องโถงลงมา พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่กดทับวิญญาณของผู้คนจนแทบกระอักเลือด
"ฮ่าๆๆๆ... หลิวเหยียน เจ้าหนูโง่เขลา เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าการซ่อนตัวอยู่ในซากปรักหักพังนี้ จะทำให้เจ้าพ้นสายตาของ 'หอคอยเก้าชั้นฟ้า' ไปได้?"
เสียงปริศนาดังสะท้อนก้องกังวาน ทันใดนั้น เงาร่างเจ็ดร่างในชุดคลุมสีทองอร่ามก็ปรากฏขึ้นที่ทางเข้าห้องโถง แสงสว่างจ้าจากปราณเซียนระดับสูงกดทับร่างของทั้งสองจนแทบขยับไม่ได้ และผู้นำกลุ่มนั้นก็คือชายชราผู้ถือไม้เท้าหัวมังกร ซึ่งปล่อยกลิ่นอายที่แม้แต่มู่หรงเซวียนยังต้องเปลี่ยนสีหน้า!
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมส่งกำลังใจและติดตามการเดินทางอันยาวไกลนี้ด้วยกันเสมอนะครับ
กระบี่ไร้ลักษณ์สยบเซียนน้ำแข็ง•ตอนที่ 14
เสียงเพรียกจากอดีต
ผลงานโดย เพลิงโอสถสวรรค์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เพลิงโอสถสวรรค์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ไร้ลักษณ์สยบเซียนน้ำแข็ง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!