สลักคำกลอนไว้ในรอยจำ•ตอนที่ 2

บทที่ 2: รอยหมึกที่ยังไม่แห้งสนิท

ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
กลิ่นอายของหมึกซึมราคากรุงเก่าและกระดาษสาเปียกชื้น คือสิ่งแรกที่ทักทายลีลาวดีทันทีที่ประตูไม้สักบานนั้นถูกผลักเปิดออกโดยไม่มีแม้แต่เสียงเอี๊ยดอ๊าดรบกวน บรรณาธิการสาวไม่ได้ถูกเชิญให้เข้ามา เธอก้าวล่วงล้ำเข้ามาเองด้วยสัญชาตญาณของนักล่าที่ได้กลิ่นเหยื่อชั้นดี บ้านพักริมน้ำหลังคาทรงปั้นหยาเก่าคร่ำครึ ปลายพู่กันแห่งกาลเวลาได้ระบายคราบสนิมและความอับชื้นลงบนทุกอณูของโครงสร้าง แต่ทว่าภายในกลับสะอาดสะอ้านอย่างไร้ที่ติ ราวกับมีคนคอยปัดกวาดความจริงออกจากซอกหลืบอยู่เสมอ "การบุกรุกพื้นที่ส่วนตัวในยามที่เจ้าของบ้านไม่อยู่ ถือเป็นศิลปะแขนงใหม่ของสำนักพิมพ์คุณด้วยหรือครับ บรรณาธิการลีลาวดี" เสียงทุ้มต่ำราบเรียบดังขึ้นจากมุมมืดริมระเบียงด้านหลัง กรวีร์ไม่ได้หันกลับมามอง เธอยังคงเห็นเพียงแผ่นหลังกว้างภายใต้เสื้อเชิ้ตผ้าลินินสีขาวที่ยับย่นเล็กน้อย เขากำลังยืนทอดสายออกไปยังผืนน้ำนิ่งสนิทของแม่น้ำเจ้าพระยายามบ่ายแก่ๆ ที่สะท้อนแสงสีเทาหม่น ลีลาวดีไม่สะดุ้งสะเทือน เธอวางกระเป๋าหนังสะพายลงบนโต๊ะทำงานไม้สักที่เต็มไปด้วยกองกระดาษร่าง เธอหยิบสมุดบันทึกเล่มหนึ่งขึ้นมาพลิกดูอย่างถือวิสาสะ นิ้วเรียวยาวลูบไล้ไปบนรอยหมึกที่ยังไม่แห้งสนิทดี นักเขียนหนุ่มคนนี้ช่างประมาทเสียจริง หรือบางทีเขาอาจจงใจทิ้งร่องรอยไว้ให้เธอตามแกะรอย "ถ้าฉันไม่บุกรุกเข้ามา คุณก็คงจะขลุกอยู่แต่ในถ้ำคำกลอนนี้จนต้นฉบับเลยกำหนดส่งไปอีกสามชาติภพครับ... เอ่อ... สำนวนพูดติดปากแบบนั้นคงไม่จำเป็นสำหรับเราสองคนกระมังคะ" เธอชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเผลอใช้คำลงท้ายแบบหญิงสาวทั่วไป ก่อนจะปรับน้ำเสียงให้กลับมาเป็นมืออาชีพเยือกเย็นดังเดิม "ฉันหมายถึง... เราไม่มีเวลามาเล่นซ่อนหากันอีกแล้ว กรวีร์" กวีหนุ่มค่อยๆ หมุนตัวกลับมา ดวงตาคมปลาบภายใต้กรอบแว่นสายตาสะท้อนภาพหญิงสาวผู้ไม่เคยประนีประนอมต่อความจริง รอยยิ้มบางเบาที่มุมปากของเขาไม่ใช่รอยยิ้มต้อนรับ แต่เป็นรอยยิ้มของคนที่กำลังสนุกกับการมองดูแมลงเม่าบินเข้ากองไฟ "ต้นฉบับไม่ได้บินหนีไปไหนหรอครับ มันก็นอนสงบนิ่งอยู่บนโต๊ะตัวที่คุณกำลังถือวิสาสะแตะต้องนั่นแหละ... แต่ปัญหาคือ คุณยัง 'อ่าน' มันไม่ขาดต่างหาก" กรวีร์ก้าวเท้าช้าๆ เข้ามาใกล้ ร่างสูงโปร่งทอดเงาทาบทับลงบนร่างระหงของเธอ ระยะห่างระหว่างทั้งสองลดลงจนสัมผัสได้ถึงอุณหภูมิความอุ่นที่กรุ่นไอความเงียบงัน กลิ่นอายเฉพาะตัวของเขาลอยปะปนมากับกลิ่นชาเขียวอ่อนๆ และหมึกจีน ลีลาวดีไม่ถอยหลัง เธอเงยหน้าขึ้นสบตาเขาตรงๆ แม้หัวใจจะเต้นผิดจังหวะไปชั่วขณะด้วยแรงดึงดูดทางจิตวิญญาณที่แปลกประหลาด แต่มืออาชีพอย่างเธอไม่มีทางแสดงความเปราะบางออกมาให้เห็น "ต้นฉบับที่คุณส่งมาครึ่งแรกมันยอดเยี่ยมจนน่าขนลุก... แต่มันว่างเปล่า กรวีร์" เธอวางสมุดบันทึกเล่มนั้นลงเสียงดังสนั่นพอควร "มันเต็มไปด้วยคำสละสลวย โวหารภาพพจน์ที่งดงามราวกับภาพวาดสีน้ำ แต่ไร้ซึ่งหัวใจ ไร้ซึ่งร่องรอยของมนุษย์ที่มีเลือดเนื้อจริงๆ คุณกำลังซ่อนอะไรไว้หลังม่านกวีนิพนธ์พวกนี้กันแน่?" คำพูดของเธอเฉียบคมราวกับใบมีดโกนที่กรีดลงบนผิวผ้าไหม กรวีร์หรี่ตาลงเล็กน้อย แววตาสوบวูบไหวไปชั่วเสี้ยววินาที ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยความเย็นชาตามเดิม เขายื่นมือออกไป หยิบสมุดบันทึกเล่มที่เธอกำลังเปิดค้างไว้อย่างถือวิสาสะขึ้นมา ปลายนิ้วของเขาเฉียดผ่านหลังมือของเธอโดยไม่ตั้งใจ—หรือบางทีอาจตั้งใจ—จนเกิดกระแสความรู้สึกแปลกประหลาดวิ่งพล่านไปตามปลายประสาท "คุณบอกว่ามันไร้หัวใจอย่างนั้นหรือครับ..." เสียงกระซิบของเขานุ่มนวลราวกับเสียงกระซิบของสายลมริมน้ำ แต่มันกลับทรงพลังพอที่จะทำให้บรรณาธิการสาวผู้หยิ่งทะนงต้องกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก "ความจริงแล้ว... มนุษย์เรามักจะหวาดกลัวความจริงที่ถูกเปิดเปลือยผ่านตัวหนังสือ มากกว่าความงดงามจอมปลอมที่พวกเราแต่งแต้มเสียอีก บรรณาธิการลีลาวดี" เขากวาดสายตามองเอกสารบนโต๊ะ ก่อนจะหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งยื่นให้เธอ มันเป็นกระดาษโน้ตแผ่นเล็กที่เขียนด้วยลายมือหวัดๆ แต่เต็มไปด้วยพลังแห่งอารมณ์ ลีลาวดีก้มลงอ่านข้อความสั้นๆ นั้น หัวใจของเธอกระตุกวูบ *“ความตายของเธอมิใช่ความเงียบงัน แต่คือเสียงกระซิบที่ฉันต้องชดใช้ด้วยทุกลมหายใจที่เหลืออยู่”* บรรณาธิการสาวเงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างตกตะลึง ประโยคนี้ไม่มีอยู่ในต้นฉบับที่ส่งให้สำนักพิมพ์ มันคืออะไร? บทกวีบทใหม่ หรือคำสารภาพผิดจากอดีตที่เขาพยายามฝังกลบ? ก่อนที่ลีลาวดีจะได้ทันเอ่ยปากซักถามสิ่งใด เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนก็ดังขึ้นที่ระเบียงด้านนอก—เสียงฝีเท้าที่ย่ำลงบนพื้นไม้กระดานเก่าๆ อย่างไม่เกรงกลัวใคร และตามมาด้วยเสียงเคาะกระจกหน้าต่างเบาๆ สามครั้งติดกัน กรวีร์ขมวดคิ้วมุ่นเป็นครั้งแรก แววตาสุขุมนิ่งสงบเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความตึงเครียดอย่างเห็นได้ชัด เขารีบคว้าข้อมือของลีลาวดีไว้แน่นด้วยแรงที่คาดไม่ถึง ลากเธอก้าวถอยหลังเข้าไปหลบหลังตู้หนังสือไม้สักโบราณขนาดใหญ่ที่อับทึบ มือหนาอีกข้างเอื้อมไปปิดโคมไฟตั้งโต๊ะดวงเดียวในห้อง ความมืดเข้าปกคลุมทันที เหลือเพียงแสงจันทร์สลัวที่ลอดผ่านผ้าม่านลูกไม้เข้ามา เสียงบานประตูหน้าบ้านถูกผลักเปิดออกอีกครั้งด้วยแรงกระแทก พร้อมกับเสียงฝีเท้าของบุคคลปริศนาก้าวเข้ามาภายในห้องทำงานอย่างมั่นใจ กลิ่นหอมจางๆ ของน้ำหอมราคาแพงลอยปะปนเข้ามาในอากาศชื้น และก่อนที่กรวีร์จะทันห้ามปราม เสียงทุ้มแหบพร่าของผู้มาเยือนก็เอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน "คุณยังเก็บมันไว้อย่างนั้นหรือ... กรวีร์ ฉันเตือนคุณแล้วนะว่ายิ่งตามหาความจริง ศพที่คุณขุดขึ้นมาก็จะยิ่งส่งกลิ่นเหม็นเน่ามากขึ้นเท่านั้น" รี้ดเดอร์ที่รักครับ เรื่องราวเริ่มเข้มข้นขึ้นแล้ว ฝากติดตามตอนต่อไปด้วยนะครับ (บทกวีใต้ร่มเงา)
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สลักคำกลอนไว้ในรอยจำ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%