สลักคำกลอนไว้ในรอยจำ•ตอนที่ 3

บทที่ 3: จังหวะก้าวของคนสองขั้ว

ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
กลิ่นอานิสการ์อับชื้นผสมกลิ่นฝนเจือจางในห้องโดยสารรถยนต์ซีดานสีเข้ม คละเคล้าอยู่กับความเงียบงันที่หนาแน่นเสียยิ่งกว่าหมอกหนาทึบข้างทาง กรวีร์ปรายตามองกระจกมองข้าง เห็นหยดน้ำเกาะพราวเป็นสาย ขณะที่ลีลาวดีซึ่งทำหน้าที่เป็นพลขับจำเป็นในยามนี้ กำลังเหยียบเบรกแผ่วเบaเพื่อชะลอความเร็ว ก่อนรถจะเลี้ยวลดเลาะเข้าสู่เขตพื้นที่ชนบทของจังหวัดจันทบุรี ปลายทางคือสวนผลไม้รกร้างที่ถูกทิ้งไว้เบื้องหลังกาลเวลา ซึ่งเธอยืนกรานว่ามันคือ "แหล่งกำเนิด" ของบทกวีชุดใหม่ที่เขาเพิ่งส่งต้นฉบับมาให้พิจารณา "คุณขับรถช้าลงกว่ากำหนดสามกิโลเมตรต่อชั่วโมงนะครับคุณลีลาวดี" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาไม่ได้ละไปจากทิวทัศน์นอกหน้าต่าง ลีลาวดีเหลือบมองชายหนุ่มที่นั่งเบาะข้างเพียงเสี้ยววินาที มุมปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยอย่างเย้ยหยัน มือเรียวภายใต้ถุงมือหนังสีดำยังคงควบคุมพวงมาลัยได้อย่างมั่นคง "และคุณก็ใช้เวลาในการเดินทางร่วมสองชั่วโมงครึ่งเพื่อคิดประโยคเหน็บแนมฉันประโยคเดียวสินะครับ คุณกรวีร์... อ้อ ขอโทษที ฉันติดนิสัยพูดตามคุณ" เธอเว้นจังหวะ ปรายตามองเขาด้วยสายตาท้าทาย "แต่ความจริงคือ ฉันกำลังคำนวณแรงเสียดทานของยางรถกับถนนเปียกต่างหาก ไม่เหมือนคุณที่ปล่อยให้ความคิดลอยละلي่วไปไกลถึงยุคโรแมนติก จนลืมไปว่าเรากำลังมาทำงาน" "งาน... หรือการไล่ล่าเงาตัวเองกันแน่ครับที่คุณลีลาวดีกำลังทำ" กรวีร์หันมาสบตาเธอนิ่ง น้ำเสียงของเขาเรียบเฉย ทว่าแฝงกระแสเชือดเฉือนที่ฉลาดทันกัน "บทกวีไม่ได้เกิดจากตารางเวลาของสำนักพิมพ์ และแรงบันดาลใจก็ไม่ใช่สินค้าล็อตใหม่ที่จะสั่งผลิตให้ทันยอดขายไตรมาสหน้าได้ การที่คุณลากผมมาถึงที่นี่ ก็เพื่อพิสูจน์ว่าทฤษฎีทางธุรกิจของคุณถูกต้อง ว่าผมเขียนมันขึ้นมาจากความทรงจำที่เน่าเฟะ ไม่ใช่ความงามที่บริสุทธิ์อย่างที่คุณรังเกียจที่จะยอมรับ" ลีลาวดีหักพวงมาลัยเลี้ยวเข้าจอดเทียบใต้ร่มไม้ใหญ่ริมทางอย่างไร้ที่ติ เสียงเครื่องยนต์ดับลงพร้อมกับความเงียบที่กลับมาโอบล้อมพวกเขาอีกครั้ง เธอดึงเบรกมืออย่างแรงก่อนจะหันมาเผชิญหน้ากับเขาเต็มตา แววตาของหญิงสาวคมกริบและเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นที่ไม่ยอมก้มหัวให้ใคร "ฉันไม่ได้รังเกียจความงามของคุณนะคุณกรณ์... ฉันแค่เกลียดความเพ้อฝันที่ใช้หลบซ่อนความจริง" ลีลาวดีโน้มตัวเข้าไปใกล้เล็กน้อย กลิ่นน้ำหอมจางๆ เจือกับกลิ่นฝนปะทะความรู้สึก "คุณบอกว่าบทกวีชุด 'รอยจำสีเทา' นี้เขียนขึ้นจากจินตนาการล้วนๆ แต่ทำไม... ตัวเลขพิกัด GPS ในบทกวีบทที่แปด ถึงตรงกับโฉนดที่ดินผืนนี้พอดิบพอดี? ที่ดินที่เคยเป็นของตระกูลคุณ และเป็นจุดเกิดเหตุโศกนาฏกรรมเมื่อสิบปีก่อน" ลมหายใจของกรวีร์สะดุดไปเสี้ยววินาที แววตาที่เคยสงบนิ่งฉายร่องรอยไหววูบรา2กับผิวน้ำถูกโยนก้อนหินลงไป แม้สีหน้าจะยังคงควบคุมไว้ได้เป็นอย่างดี ทว่ากล้ามเนื้อกรามที่ขบเข้าหากันเล็กน้อยนั้น ไม่รอดพ้นสายตาอันเฉียบคมของบรรณาธิการสาว "คุณนี่มัน... เกินเยียวยาจริงๆ นะครับ" กรวีร์หัวเราะในลำคอ เสียงทุ้มต่ำนั้นเย็นเยียบ "คุณรื้อค้นประวัติของผมทุกซอกทุกมุม เพื่อเอามาใช้เป็นอาวุธในการต่อรองต้นฉบับอย่างนั้นหรือ" "มันคือหน้าที่ของมืออาชีพค่ะ... อ่า ขออภัย มันคือหน้าที่ของมืออาชีพครับ" ลีลาวดีแก้คำพูดพร้อมรอยยิ้มเย้าหยอกที่น่าหมั่นไส้ที่สุดเท่าที่เขาเคยพบเจอ "เปิดประตูรถได้แล้วคุณกวีผู้สูงส่ง เราต้องเดินเท้าเข้าไปอีกสองร้อยเมตร เจ้าของที่ดินคนใหม่เพิ่งส่งข้อความมาบอกว่า เขาเจออะไรบางอย่างที่คุณอาจจะอยากเห็น... หรือไม่อยากเห็นเลยก็ได้" ทั้งคู่ก้าวลงจากรถพร้อมกัน สายฝนปรอยเม็ดลงมาอีกระลอก ท่ามกลางความเย็นเยียบของบรรยากาศรอบตัว ความอึดอัดระหว่างสองขั้วความคิดกลับยิ่งทวีความเข้มข้นขึ้น การเดินเท้าลุยโคลนเข้าไปในสวนรกร้างครั้งนี้ ไม่เพียงแต่จะพาพวกเขาไปเผชิญหน้ากับซากปรักหักพังของอดีต แต่ยังเป็นการเปิดเปลือยบาดแผลที่กรวีร์พยายามฝังกลบไว้ด้วยตัวอักษรมาเนิ่นนาน ลีลาวดีเดินนำหน้าไปไม่ไกลนัก แผ่นหลังของเธอตั้งตรง แม้รองเท้าบูทจะเปื้อนโคลนแต่ฝีก้าวกลับมั่นคง ขณะที่กรวีร์เดินตามหลังในระยะห่างที่พอดี สายตาของเขาสอดส่องไปทั่วผืนป่าที่คุ้นเคยและแปลกตาในเวลาเดียวกัน ราวกับภาพถ่ายเก่าๆ ที่ถูกแต้มด้วยสีสันแห่งความจริงอันโหดร้าย กระทั่งพวกเขาหยุดยืนอยู่หน้าบ้านไม้ชั้นเดียวที่ถูกไฟไหม้เกรียมไปครึ่งหลัง โครงสร้างสีดำสนิทตัดกับความเขียวชะอุ่มของวัชพืชรอบด้าน บรรยากาศรอบตัววังเวงจนได้ยินเพียงเสียงหยดน้ำฝนกระทบใบไม้ ชายสูงวัยคนหนึ่งในชุดเสื้อกันฝนสีมอๆ ยืนรออยู่หน้าซากปรักหักพังนั้น ในมือของเขากำวัตถุบางอย่างไว้แน่น ทันทีที่เห็นกรวีร์เดินเข้ามา ชายคนนั้นก็ยื่นสิ่งนั้นออกมาให้โดยไม่ต้องเอ่ยคำทักทาย "ผมเจอตกอยู่ใต้พื้นกระดานห้องนอนใหญ่... ตอนที่กำลังรื้อซากเพื่อสร้างโกดังใหม่ครับคุณกรณ์" กรวีร์ก้าวเข้าไปรับสิ่งนั้นมาด้วยมือที่สั่นเทราเล็กน้อย มันคือสมุดบันทึกปกหนังสีดำที่เปื่อยยุ่อ ข้อความบนปกเลือนราง แต่วัสดุและรอยขีดข่วนนั้นเขาจำได้แม่นยำ มันคือสมุดบันทึกเล่มที่เขาหายสาบสูญไปในคืนเกิดเหตุเพลิงไหม้เมื่อสิบปีก่อน ลีลาวดีก้าวเข้าไปยืนเคียงข้าง ชะเง้อมองสมุดในมือเขา ดวงตาคู่คมฉายแววครุ่นคิดอย่างหนักหน่วง "เปิดสิครับ... มาดูกันว่ากวีผู้ซ่อนเร้นอย่างคุณ เขียนอะไรไว้ในบรรทัดสุดท้ายก่อนที่ไฟจะเผาทุกอย่าง" กรวีร์สูดหายใจเข้าลึกระงับความสั่นเทา นิ้วเรียวยาวค่อยๆ พลิกเปิดหน้ากระดาษที่ติดกันเป็นแพด้วยความชื้น หน้ากระดาษด้านในเปอะเปื้อนคราบเขม่าควัน ทว่าลายมือหวัดๆ อันเป็นเอกลักษณ์ยังคงพออ่านได้ความ บรรทัดแรกที่ปรากฏแก่สายตา ทำให้เลือดในกายของกรวีร์เย็นเฉียบลงฉับพลัน *‘หากความจริงคือเพลิงผลาญ ฉันขอเลือกเป็นเถ้าถ่านใต้เงาของเธอ... และผู้ที่จุดไฟไม่ใช่ใครอื่น นอกจากคนที่กำลังยืนอยู่ข้างฉันในตอนนี้’* กรวีร์เงยหน้าขึ้นขวับ สสายตาคมกริบตวัดกลับไปมองลีลาวดีทันที ขณะที่หญิงสาวซึ่งกวาดสายตาอ่านข้อความเดียวกันนั้นด้วยความเร็ว กำลังชะงักค้าง รอยยิ้มเยعหยันเมื่อครู่เลือนหายไปจากใบหน้าอย่างสิ้นเชิง เมื่อตระหนักว่าลายมือบรรทัดสุดท้ายนั้น... ไม่ใช่ลายมือของกรวีร์ แต่เป็นลายมือของเธอเอง เมื่อสิบปีก่อน ขอบคุณที่ร่วมเดินทางผ่านตัวอักษรไปกับผมนะครับ
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สลักคำกลอนไว้ในรอยจำ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%