กลิ่นหมึกพิมพ์ราคาแพงในห้องประชุมกระจกใสชั้นสี่สิบ ปะปนกับกลิ่นกาแฟดำคั่วเข้มที่ยังอุ่นอยู่บนโต๊ะทำงานยาวสไตล์มินิมอล รอบโต๊ะตัวนั้นว่างเปล่า ไร้ซึ่งเอกสารกองโต หรือสมุดบันทึกเลอะเทอะ มีเพียงแท็บเล็ตหน้าจอสีดำสนิท และแฟ้มเอกสารกระดาษคราฟท์สีน้ำตาลอ่อนหนึ่งแฟ้ม วางสงบนิ่งอยู่ตรงกลางระหว่างคนสองคนที่มีเส้นขนานทางความคิดตัดกันอย่างสิ้นเชิง
"คุณกำลังบอกว่า... บทกวีเจ็ดบทนี้ 'ไร้ประโยชน์' ในเชิงพาณิชย์อย่างนั้นหรือครับ คุณลีลาวดี"
เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นเรียบเรื่อย ทว่ากังวานและเฉียบคมราวกับใบมีดที่กรีดผ่านความเงียบ กรวีร์นั่งไขว่ห้างอยู่หลังพนักเก้าอี้หนังสีดำ แว่นสายตากรอบโลหะบางเฉียบสะท้อนแสงไฟนีออนจากเพดาน เผยให้เห็นดวงตาคมปลาบที่มองตรงไปยังคู่สนทนาอย่างไม่หลบเลี่ยง เขาสวมเสื้อเชิร์ตสีเทาเข้มพับแขนขึ้นถึงข้อศอก ปล่อยให้รอยสักจางๆ รูปขนนกบริเวณข้อมือซ้ายโผล่พ้นเนื้อผ้าออกมาวูบหนึ่ง
ลีลาวดีชะองหน้าขึ้นเล็กน้อยจากแฟ้มในมือ ริมฝีปากสีแดงก่ำธรรมชาติยกยิ้มขึ้นบางเบา ไร้ซึ่งความหวาดหวั่นต่อแววตาดุดันที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความนิ่งสงบนั้น เธอปิดแฟ้มเอกสารลงช้าๆ เสียงกระดาษกระทบกันดัง *ทึบ* เบาๆ สะท้อนความเด็ดขาดในตัวตนของบรรณาธิการบริหารหญิงผู้ไม่เคยปล่อยให้ความรู้สึกส่วนตัวเหนือกว่าตัวเลขยอดขาย
"ไม่ใช่ 'ไร้ประโยชน์' หรอกค่ะ กรวีร์..." ลีลาวดีจงใจเว้นจังหวะเล็กน้อยเพื่อดึงสายตาของเขา "แต่โลกปัจจุบันไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยความโศกเศร้าอันฟุ้งฝันบนหน้ากระดาษอีกต่อไปแล้ว ผู้อ่านยุคนี้ต้องการความรวดเร็ว ทางออกที่จับต้องได้ และข้อคิดที่นำไปใช้สร้างแรง 300 เปอร์เซ็นต์ได้ทันทีหลังอ่านจบ... สิ่งที่คุณเขียน มันคือภาพวาดสีน้ำมันในพิพิธภัณฑ์ที่ฝุ่นเกาะหนาเตอะ สวยงามนะคคะ แต่กินไม่ได้ และที่สำคัญ... มันขายไม่ได้ในยุคที่กระดาษกำลังจะตาย"
กรวีร์หัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่แหร่มลึกและเต็มไปด้วยความเย้ยหยันในระบบคิดที่มองทุกอย่างเป็นสินค้า เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างกายสูงโปร่งก้าวช้าๆ ไปยังผนังกระจกที่มองเห็นทัศนียภาพของเมืองหลวงเบื้องล่าง รถยนต์คันเล็กจิ๋ววิ่งวนเวียนราวกับมดปลวกในเขาวงกต
"คุณกำลังมองตัวอักษรเป็นแค่ 'ยอดขาย' สินะครับ ลีลาวดี" กรวีร์หันกลับมามองเธอ สายตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความผิดหวังระคนเย้ยหยัน "คุณคิดว่าบรรณาธิการที่ดีคือคนที่มีเครื่องคิดเลขอยู่ในหัวคอยคำนวณกำไรขาดทุน แต่คุณลืมไปแล้วหรือเปล่าว่า... สิ่งที่ทำให้มนุษย์ยังคงเป็นมนุษย์ในวันที่ปัญญาประดิษฐ์เขียนโค้ดได้ดีกว่าเรา คือความเจ็บปวด ความเปราะบาง และรอยแผลเป็นที่ซ่อนอยู่หลังถ้อยคำ บทกวีของผมไม่ได้มีไว้ให้ใครอ่านเพื่อ 'สร้างแรงบันดาลใจ' แต่มันมีไว้เพื่อให้คนที่แตกสลาย ได้รู้ว่าพวกเขายังมีเพื่อนร่วมทางในความมืด"
ลีลาวดีไม่สะดุ้งสะเทือน เธอลุกขึ้นยืนเช่นกัน ส้นสูงคัทชูสีดำสนิทกระทบพื้นปาร์เกต์เป็นจังหวะมั่นคง เธอเดินเข้าไปใกล้ชายหนุ่มจนระยะห่างเหลือเพียงแค่ก้าวเดียว กลิ่นน้ำหอมกลิ่นดอกไม้ขาวจางๆ ปะปนกับกลิ่นกระดาษลอยแตะจมูกกรวีร์ ความสูงของเธอที่แม้จะสวมส้นสูงแล้วยังต่ำกว่าเขาเล็กน้อย แต่พลังอำนาจและการควบคุมสถานการณ์ในแววตากลับไม่ได้ด้อยไปกว่ากันเลย
"เพื่อนร่วมทางในความมืดงั้นหรือคะ?" ลีลาวดีทวนคำ น้ำเสียงของเธอเย็นเฉียบและคมกริบ "กรุณาอย่าใช้คำสวยหรูมากลบเกลื่อนความจริงที่ว่า ต้นฉบับที่คุณส่งมาสามรอบติดต่อกัน มีอัตราการเปิดอ่านจบไม่ถึงสี่สิบเปอร์เซ็นต์ ผู้อ่านวางมันลงกลางคันเพราะพวกเขาเบื่อหน่ายกับความเวิ้งว้างที่คุณจงใจสร้างขึ้น คุณบอกว่ามันคือความลึกซึ้ง แต่ในมุมมองของฉัน... มันคือความเห็นแก่ตัวของนักเขียนที่เอาแต่ขังตัวเองไว้ในหอคอยงาช้าง แล้วคาดหวังให้คนอื่นปีนขึ้นไปทำความเข้าใจโลกส่วนตัวของคุณ"
คำพูดนั้นเฉียบคมเสียจนกรวีร์ชะงัก ดวงตาคมกวาดมองใบหน้าเรียบเฉยแต่เต็มไปด้วยความดื้อรั้นของหญิงสาวตรงหน้า ใต้กรอบแววตาที่เยือกเย็นนั้น เขากลับเห็นร่องรอยความอ่อนล้าบางอย่างที่ซ่อนอยู่ลึกๆ—ร่องรอยของคนที่ต้องแบกรับสำนักพิมพ์แห่งนี้ไว้บนบ่าท่ามกลางวิกฤตสิ่งพิมพ์ที่กำลังดิ่งลงเหว
เขายื่นมือออกไปหยิบแฟ้มกระดาษคราฟท์บนโต๊ะขึ้นมา เปิดมันออกอย่างไร้ความปรานี นิ้วเรียวยาวพลิกหน้ากระดาษผ่านไปทีละแผ่น จนกระทั่งหยุดอยู่ที่หน้าสุดท้าย หน้าที่มีบทกวีสั้นๆ สามบรรทัดที่เขาเขียนด้วยลายมือตัวเองลงบนกระดาษสาเนื้อหยาบ
"ถ้าคุณคิดว่ามันไร้ค่า..." กรวีร์โน้มตัวลงกระซิบชิดริมหูของเธอ น้ำเสียงทุ้มต่ำพร่าพร่าแต่เต็มไปด้วยแรงดึงดูดประหลาด "ทำไมมือของคุณถึงยังสั่นตอนที่เซ็นสัญญาอนุมัติงบพิมพ์เล่มนี้เมื่อคืนนี้ล่ะครับ คุณลีลาวดี"
ลีลาวดีชะงักไปชั่วขณะ ลมหายใจของเธอสะดุดลงเสี้ยววินาที ร่างกายที่เคยตั้งกำแพงแข็งแกร่งนิ่งค้างไปอย่างไม่ทันตั้งตัว เมื่อปลายนิ้วมืออุ่นจัดของกรวีร์บังเอิญปัดผ่านหลังมือเธอที่วางอยู่บนขอบโต๊ะ
ทว่า ก่อนที่บรรยากาศรอบตัวจะถูกครอบงำด้วยความเงียบงันที่ล0กซึ้งเกินกว่าจะหาคำอธิบาย เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นสามครั้งติดๆ กันอย่างไม่มีมารยาท
*ก๊อก ก๊อก ก๊อก*
ประตูกระจกบานใหญ่ถูกผลักเปิดออกโดยไม่รอคำอนุญาต ร่างของชายหนุ่มในชุดสูทสากลเนี๊ยบกริบ ผู้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดก้าวเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มเจื่อนๆ ที่เคล็บบนใบหน้า ในมือของเขาถือสมาร์ตโฟนหน้าจอเปิดสว่างวาบ
"คุณลีครับ... เกิดเรื่องใหญ่แล้วครับ" น้ำเสียงของฝ่ายการตลาดร้อนรนจนผิดสังเกต "มีคนปล่อยภาพร่างต้นฉบับบทกวีบทสุดท้ายของคุณกรวีร์ลงในโลกออนไลน์ พร้อมกับข้อความโจมตีว่าสำนักพิมพ์ของเรากำลังจะตีพิมพ์หนังสือที่บั่นทอนสุขภาพจิตเยาวชน... ตอนนี้แฮชแท็กติดเทรนด์อันดับหนึ่งแล้วครับ!"
ลีลาวดีหันขวับไปมองหน้าจอโทรศัพท์ทันที สีหน้าที่เคยเรียบเฉยและควบคุมได้ทุกสถานการณ์เปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดขึ้นในทันที ดวงตาสีเข้มหันกลับมามองกรวีร์ที่ยังคงยืนนิ่งสงบราวกับคาดการณ์เรื่องนี้ไว้อยู่แล้ว
กรวีร์ค่อยๆ ปิดแฟ้มเอกสารลงช้าๆ รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างมีความหมาย
"ดูเหมือนว่าโลกที่คุณบอกว่าอยากให้ผมวิ่งตาม... กำลังจะพังทลายลงด้วยคำพูดไม่กี่คำแล้วนะครับ บรรณาธิการมืออาชีพ"
***
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางผ่านตัวอักษรในบทแรกนี้ด้วยกันนะครับ แล้วพบกันใหม่ในบทถัดไปครับ
"บทกวีใต้ร่มเงา"
สลักคำกลอนไว้ในรอยจำ•ตอนที่ 1
บทที่ 1: เงาของตัวอักษรบนโต๊ะทำงาน
ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สลักคำกลอนไว้ในรอยจำ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!