ศาลาถอนวิญญาณกับนายแพทย์ชันสูตรศพอาคม•ตอนที่ 14

ค่ำคืนแห่งการเปิดใจ

ผลงานโดย เพชรตาเสือโบราณ
สะเก็ดไฟสีส้มแดงพวยพุ่งขึ้นสู่ผืนฟ้ายามราตรี แตกตัวเป็นประกายระยิบระยับก่อนจะมอดดับหายไปในความมืดมิดของผืนป่าดงดิบ เสียงกิ่งไม้แห้งลั่นเปรี๊ยะใต้กองไฟขนาดกลางคือดนตรีประกอบเดียวท่ามกลางความเงียบงันอันน่าสะพรึงกลัวของหุบเขาไพรดำ นายแพทย์ศตวรรษขยับกรอบแว่นสายตา เลนส์ใสสะท้อนแสงไฟวับวาว ขณะใช้กิ่งไม้แห้งเขี่ยท่อนฟืนให้เข้าที่ เขานั่งกอดเข่าอยู่ฝั่งตรงข้ามกับไตรภพ "คุณคิดว่ารอยแผลรูปสามเหลี่ยมคว่ำบนศพรายล่าสุด เป็นผลงานของฆาตกรโรคจิต หรือเป็นเงื่อนงำจากพิธีกรรมบูชาเทพารักษ์โบราณกันแน่ครับ หมอไตร" เสียงทุ้มต่ำของนายแพทย์หนุ่มผู้ยึดมั่นในหลักการแพทย์แผนปัจจุบันเอ่ยทำลายความเงียบขึ้น ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับอีกฝ่าย ไตรภพไม่ได้ตอบทันที หมอไสยเวทหนุ่มผู้มีแววตาสีเทาดั่งเถ้าถ่าน ปลดกระดุมเสื้อเชิร์ตแขนยาวขึ้นสองเม็ดเพื่อคลายความอึดอัด เขายกกระติกน้ำโลหะขึ้นจิบเงียบๆ ก่อนจะวางมันลงบนพื้นดินอย่างระมัดระวัง ดวงตาคมกริบมองลอดกองไฟไปยังร่างของนายแพทย์หนุ่มผู้เคร่งขรึม "คุณยังพยายามหาเหตุผลทางวิทยาศาสตร์มาอธิบายทุกอย่าง แม้แต่เรื่องที่วิทยาศาสตร์ไม่เคยเอื้อมถึงสินะครับ หมอวัฒน์" ไตรภพแค่นยิ้มบางๆ ที่มุมปาก "บางครั้ง... การที่คุณปฏิเสธสิ่งที่มองไม่เห็น ก็เหมือนกับการปิดตาข้างหนึ่งเดินหน้าผา คุณมั่นใจเหลือเกินว่าสิ่งที่คุณจับต้องได้คือความจริงทั้งหมด แต่ในป่าแห่งนี้ ความจริงมักเปลี่ยนรูปร่างไปตามความโลภของมนุษย์เสมอ" ศตวรรษแค่นหัวเราะในลำคออย่างไม่เกรงกลัว เขาสบตาคู่ปรับทางความคิดด้วยความท้าทาย "โลกนี้ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยคำสาปหรืออาคมหรอกครับ หมอไตร มันขับเคลื่อนด้วยความแค้น ผลประโยชน์ และความผิดปกติทางจิตเวชศาสตร์ต่างหาก ศพทุกศพที่ผมผ่าพิสูจน์ ไม่เคยมีศพไหนลุกขึ้นมาฆ่าคนด้วยคาถาอาคม มีแต่มือของมนุษย์นี่แหละที่ถือมีด" บรรยากาศรอบกองไฟเงียบลงไปชั่วขณะ มีเพียงเสียงลมพัดผ่านยอดไม้สูงใหญ่จนเกิดเสียงหวีดหวิวคล้ายเสียงกระซิบของผู้ล่วงลับ ทั้งสองคนต่างเป็นมืออาชีพที่ยืนอยู่คนละฟากฝั่งของความเชื่อ แต่อย่างปฏิเสธไม่ได้เลยว่า การเผชิญหน้ากันในคดีนี้กลับทำให้ช่องว่างระหว่างวิทยาศาสตร์และไสยเวทเริ่มพร่าเลือนลงทีละน้อย ไตรภพทอดสายลึกลงในกองไฟ แววตาที่มักจะซ่อนความลับอันดำมืดไว้เสมอในยามนี้กลับเจือด้วยความอ่อนล้าบางเบาที่หาได้ยากยิ่ง "คุณพูดถูก... มือมนุษย์นี่แหละที่น่ากลัวที่สุด" ไตรภพเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบาลง "แต่คุณรู้ไหมครับหมอวัฒน์ ทำไมผมถึงเลือกเดินเส้นทางสายนี้ เส้นทางที่ต้องแบกรับความตาย ความเจ็บปวด และกลิ่นอายของวิญญาณเร่ร่อน" ศตวรรษขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาเงียบเพื่อรอฟังคำตอบ เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่ไตรภพยอมเปิดใจพูดถึงปมเบื้องลึกในอดีตของตนเอง "เพราะผมเคยสูญเสีย" ไตรภพเงยหน้าขึ้นสบตาหมอหนุ่มตรงๆ แววตาสีเทาคู่นั้นสะท้อนประกายไฟวับวาว "ในวันที่ผมช่วยน้องสาวของตัวเองจากความตายไม่ได้ด้วยการแพทย์แผนปัจจุบัน... ผมวิ่งวุ่นโรงพยาบาลแทบพลิกแผ่นดิน หมอเก่งๆ หลายคนบอกผมว่าเธอหมดหนทางแล้ว ปล่อยให้เธอไปตามยถากรรมเถอะ แต่ผมทำใจไม่ได้... ผมจึงต้องเดินเข้าหาอีกโลกโลกหนึ่ง โลกที่วิทยาศาสตร์เรียกว่าความงมงาย แต่สำหรับผม มันคือความหวังสุดท้ายอันริบหรี่" ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วครู่ ศตวรรษนิ่งอึงไปเล็กน้อย ความรู้สึกต่อต้านในใจของเขาถูกบั่นทอนลงด้วยความเห็นอกเห็นใจที่ก่อตัวขึ้นอย่างเงียบงัน เขาเข้าใจความรู้สึกของการเป็นหมอที่ต้องยืนมองความตายพรากคนที่รักไปต่อหน้าต่อตา โดยที่ทำอะไรไม่ได้เลย มันคือแผลเป็นในใจที่ไม่มีวันจางหาย ไม่ว่าคุณจะมีความรู้ท่วมหัวแค่ไหนก็ตาม "ผม... เสียใจด้วยนะครับ" ศตวรรษเอ่ยออกมาด้วยความจริงใจ น้ำเสียงที่เคยแข็งกร้าวและเต็มไปด้วยทฤษฎีแพทย์ในตอนแรก บัดนี้กลับเจือด้วยความนุ่มนวลอย่างประหลาด ไตรภพยิ้มจางๆ รอยยิ้มที่ไม่ได้มีเลศนัยหรือความเย้ยหยันใดๆ มันคือรอยยิ้มของลูกผู้ชายที่ปลดเปลื้องภาระทางใจออกไปได้บ้าง "ขอบคุณครับหมอวัฒน์ แปลกดีเหมือนกันนะครับ... จากวันที่เราเกือบจะชกหน้ากันในศาลาถอนวิญญาณวันนั้น ใครจะคิดว่าเรามานั่งผิงไฟคุยกันเรื่องอุดมการณ์ชีวิตกลางป่าลึกแบบนี้ได้" "นั่นสินะครับ" ศตวรรษยอมรับตามตรง พร้อมกับเผลอยิ้มออกมาบางๆ "บางที... ผมอาจจะเริ่มเข้าใจแล้วว่า ทำไมคุณถึงมองเห็นรายละเอียดที่ผมมองข้ามไป คุณไม่ได้ใช้แค่คาถาอาคม แต่คุณใช้ 'หัวใจ' และความเข้าใจในความเจ็บปวดของมนุษย์" ทั้งสองคนนั่งมองหน้ากัน ท่ามกลางแสงไฟที่ค่อยๆ อ่อนแรงลง ความรู้สึกตึงเครียดและอคติที่เคยมีต่อกันมลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความเคารพซึ่งกันและกันในฐานะเพื่อนร่วมเดินทางที่ต่างฝ่ายต่างเติมเต็มส่วนที่ขาดหาย ทว่า ในวินาทีที่บรรยากาศกำลังผ่อนคลายและลึกซึ้งที่สุดนั้นเอง... *แกร๊ก!* เสียงกิ่งไม้แห้งหักดังขึ้นอย่างชัดเจนจากพุ่มไม้ทึบห่างจากกองไฟไปไม่ถึงสิบเมตร! ไตรภพดีดตัวลุกขึ้นยืนในเสี้ยววินาที ดวงตาสีเทากลับมาคมกริบดั่งเหยี่ยว มือขวาควักกริชโบราณออกจากเอวอย่างคล่องแคล่ว ศตวรรษเองก็ลุกขึ้นยืนตามสัญชาตญาณ มือถือไฟฉายแรงสูงสาดลำแสงเจิดจ้าไปยังทิศทางของต้นเสียงทันที ลำแสงสีขาวสว่างวาบตัดผ่านความมืดของราวป่า และสิ่งที่ปรากฏอยู่หลังม่านใบไม้ไหว... กลับไม่ใช่สัตว์ป่า หรือเงาของฆาตกรที่พวกเขาตามล่า แต่มันคือ "รอยเท้าเปื้อนโคลน" ขนาดใหญ่ยักษ์ ที่เพิ่งก้าวเหยียบย่ำลงบนพื้นดินสดๆ พร้อมกับกลิ่นหอมหวานแปลกประหลาดของดอกไม้ป่าที่ลอยมาแตะจมูก... กลิ่นเดียวกับที่โชยมาจากศพศาลาร้างเมื่อวานนี้ไม่ผิดเพี้ยน! ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงบทนี้ด้วยความตื่นเต้นเร้าใจเสมอนะครับ
สารจากนักเขียน (เพชรตาเสือโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ศาลาถอนวิญญาณกับนายแพทย์ชันสูตรศพอาคม นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%