กลิ่นอายของคราบเขม่าควันจางๆ และกลิ่นอับชื้นของศาลาไม้สักทองเก่าแก่คละคลุ้งอยู่ในความเงียบงันยามวิกาล แสงไฟสีส้มสลัวจากตะเกียงโบราณทอดเงายาวของนายแพทย์ศตวรรษให้ทาบทับอยู่บนผนังไม้ ลึกลงไปในความมืดนั้นมีเพียงเสียงหยดน้ำจากก๊อกน้ำสนิมเขรอะและการหายใจเข้าออกอย่างสม่ำเสมอของหมอไตร—ไตรภพ หมอไสยเวทผู้ใช้ชีวิตอยู่บนเส้นแบ่งระหว่างความถูกต้องและขุมนรก
"คุณยังเชื่อว่าทุกอย่างบนโลกใบนี้อธิบายได้ด้วยฟิสิกส์และเคมีอยู่ไหมครับ หมอวัฒน์"
เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ ไตรภพไม่ได้หันมามองคู่สนทนา สายตาของเขาจับจ้องอยู่กับแผ่นยันต์โบราณที่วางอยู่บนโต๊ะชันสูตร รอยสักรูปอักขระขอมที่ต้นแขนขวาไหววูบตามจังหวะการขยับตัว แสงไฟสะท้อนแววตาคู่สีเทาที่ยากจะหยั่งถึง มันเต็มไปด้วยร่องรอยของความเจ็บปวดที่ถูกเก็บงำมาเนิ่นนาน
ศตวรรษขยับแว่นสายตาเล็กน้อย สีหน้าของแพทย์นิติเวชหนุ่มยังคงเรียบเฉย ทว่าแววตากลับไหววับด้วยความอึดอัดใจ เขาพิงสะโพกกับขอบโต๊ะทำงาน แขนทั้งสองข้างกอดอกไว้แน่นเพื่อสร้างเกราะกำบังทางจิตวิทยา
"วิทยาศาสตร์ไม่ได้บอกว่าทุกอย่างอธิบายได้ในวันนี้ครับหมอไตร แต่มันบอกว่า 'ทุกอย่างมีเหตุและผล' เสมอ เพียงแต่เราอาจจะยังหาหลักฐานชิ้นนั้นไม่พบ... เหมือนกับคดีฆาตกรรมอำพรางในอดีตของคุณ ที่คุณเลือกใช้ไสยเวทแทนกระบวนการยุติธรรม"
คำพูดของศตวรรษคมกริบราวกับใบมีดผ่าตัด มันเจาะลึกเข้าไปในจุดที่เปราะบางที่สุด ทว่าไตรภพกลับไม่โกรธเคือง ชายหนุ่มเพียงแต่หัวเราะในลำคอเบาๆ เป็นเสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความสนุกสนาน ราวกับเสียงกระซิบจากซากปรักหักพังของจิตใจ
"เหตุและผลเหรอครับ..." ไตรภพหันกลับมาสบตา ประกายในนัยน์ตาของหมอไสยเวทคู่นั้นทำให้ศตวรรษต้องกลืนน้ำลายลงคออย่างไม่รู้ตัว "กฎหมายให้ความยุติธรรมกับคนที่ยังมีชีวิตอยู่ได้ แต่มันไร้พลังสิ้นเชิงเมื่อต้องทวงคืนความยุติธรรมให้กับคนที่ถูกพรากแม้แต่ลมหายใจ และถูกทำให้ตายอย่างโดดเดี่ยวในความมืด"
บรรยากาศในศาลาถอนวิญญาณพลอยเย็นเยียบลงถนัดตา ไตรภพยื่นมือไปหยิบกรอบรูปไม้เก่าคร่ำคร่าที่คว่ำไว้อยู่มุมโต๊ะขึ้นมา เขาสัมผัสมันด้วยปลายนิ้วที่สั่นเทาเพียงเล็กน้อย ก่อนจะวางมันลงตรงหน้าศตวรรษ
ภาพในกรอบคือหญิงสาวหน้าตาคมขำในชุดกาวน์สีขาวรอยยิ้มของเธอบริสุทธิ์และสดใส แต่นัยน์ตากลับสะท้อนความมุ่งมั่นบางอย่างที่ศตวรรษคุ้นเคย—มันคือแววตาของแพทย์ผู้เสียสละ
"นี่คือ 'ลดา' น้องสาวแท้ๆ ของผมเองครับ และเธอก็เป็นแพทย์นิติเวชเช่นเดียวกับคุณ" เสียงของไตรภพแผ่วเบาลงราวกับกำลังพยายามสะกดกลั้นคลื่นอารมณ์บางอย่างที่พยายามซัดสาดขึ้นมา "เธอเป็นคนแรกที่เชื่อมั่นในความยุติธรรมตามระบบ เธอเชื่อว่ามีดผ่าตัดและความจริงทางวิทยาศาสตร์จะเปิดโปงผู้มีอิทธิพลที่ลักลอบค้าอวัยวะมนุษย์ในโรงพยาบาลชนบทแห่งนั้นได้"
ศตวรรษก้มมองภาพถ่ายในกรอบ ความรู้สึกเย็นวาบแล่นปราดขึ้นมาตามสันหลัง เขารู้จักชื่อนี้... ลดา แพทย์สาวผู้หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยเมื่อห้าปีก่อน คดีที่ถูกปิดตายลงอย่างไร้สาเหตุในแฟ้มคดีอาชญากรรมของกรมตำรวจ
"เธอไม่ได้หายตัวไปเฉยๆ ครับหมอวัฒน์" ไตรภพแค่นยิ้มหยันให้กับโชคชะตา ดวงตาคู่สีเทาเริ่มมีรื้นน้ำใสๆ แต่ถูกสะกดไว้ด้วยความเคียดแค้น "พวกมันจับเธอไป ทรมานเธออย่างไร้มนุษยธรรมเพื่อบีบให้เธอเซ็นชื่อรับรองการตายปลอมๆ ของเหยื่อรายอื่น และเมื่อเธอปฏิเสธ... พวกมันก็โยนร่างที่ไร้วิญญาณของเธอกลับมาให้ผมในสภาพที่ไม่เหลือเค้าเดิม"
ศตวรรษนิ่งงิ่ง มือที่กอดอกอยู่คลายออกโดยไม่รู้ตัว ความตึงเครียดระหว่างความเป็นเหตุเป็นผลและอารมณ์ความรู้สึกเริ่มพังทลายลง เขามองหน้าไตรภพ ลึกซึ้งขึ้น และเห็นรอยแผลเป็นทางจิตใจที่ไม่มีทางรักษาให้หายขาดได้ด้วยยาปฏิชีวนะใดๆ ในโลก
"ตำรวจบอกว่าหลักฐานไม่พอ แพทย์ผู้ชันสูตรในตอนนั้นลงความเห็นว่าเธอหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน..." ไตรภพกำมือแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน เสียงของเขาเริ่มสั่นเครือแต่ทรงพลังด้วยแรงอาฆาต "ระบบที่คุณศรัทธา นักกฎหมายที่คุณเคารพ และกระบวนการยุติธรรมที่ล่าช้า... มันบอกว่าคดีนี้ 'สิ้นสุด' แล้ว"
"คุณก็เลย..." ศตวรรษเอ่ยขึ้น น้ำเสียงเปลี่ยนจากความแข็งกร้าวเป็นความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง
"ใช่ครับ" ไตรภพเงยหน้าขึ้นสบตานายแพทย์หนุ่มตรงๆ "ในเมื่อกฎหมายทางโลกเอื้อมไม่ถึงพวกมัน ผมจึงต้องใช้กฎแห่งกรรมและอาคมโบราณที่พวกมันหวาดกลัวที่สุด ในการลากคอมันมาลงทัณฑ์ทีละคน... จนกว่าวิญญาณของลดาจะสงบสุข"
ความเงียบเข้าปกคลุมพื้นที่อีกครั้ง เป็นความเงียบที่หนักอึ้งราวกับมีภูเขาทั้งลูกมากดทับ ศตวรรษเข้าใจแล้วว่าทำไมไตรภพถึงเลือกเดินเส้นทางสายสีเทานี้ เส้นทางที่ต้องแลกมาด้วยการกัดกินวิญญาณของตนเองทีละน้อย มันไม่ใช่เพราะความงมงาย แต่เป็นเพราะความสิ้นหวังขั้นสุดยอดต่อความยุติธรรมของมนุษย์
ก่อนที่ใครจะได้เอ่ยถ้อยคำใดออกมาทำลายความเงียบงัน เสียงฝีเท้าฝ่าน้ำค้างยามดึกก็ดังขึ้นแว่วๆ จากด้านนอกศาลา... *กรอบแกรบ... กรอบแกรบ...*
ไม่ใช่เสียงฝีเท้าของคนเดินธรรมดา แต่มันเป็นเสียงลากขาที่หนักหน่วงและเชื่องช้า ราวกับมีใครบางคนกำลังแบกรับน้ำหนักอันมหาศาล มุ่งตรงมายังประตูด้านหลังศาลาถอนวิญญาณแห่งนี้
ไตรภพชะงัก สีหน้าเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดทันที เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง มือขวาคว้ามีดหมอโบราณขึ้นมาถือไว้มั่น ขณะที่ศตวรรษขยับตัวเข้าประชิดโต๊ะชันสูตรโดยสัญชาตญาณ มือถือไฟฉายแรงสูงในมือถูกเปิดขึ้นเตรียมพร้อม
แสงไฟจากกระบอกพกพาส่องกราดออกไปที่ประตูไม้สักบานผุพังที่ค่อยๆ ถูกผลักเปิดออกอย่างช้าๆ เสียงเอี๊ยดอ๊าดบาดแก้วหูสะท้อนก้อง
ร่างที่ยืนอยู่ตรงธรณีประตูไม่ใช่คนแปลกหน้า... แต่เป็นร่างอันไร้ชีวิตของพยานปากเอกในคดีลักลอบค้าอวัยวะเมื่อห้าปีก่อน—คนที่เพิ่งถูกฝังไปในป่าช้าท้ายหมู่บ้านเมื่อวานนี้เอง! และที่น่าสยดสยองยิ่งกว่าคือ ที่ลำคอของศพนั้นมีรอยแผลเย็บด้วยด้ายสายสิญจน์สีแดงสด ซึ่งกำลังหยดเลือดสดๆ ลงบนพื้นไม้อย่างช้าๆ...
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปในความมืดด้วยกันเสมอนะครับ
— เพชรตาเสือโบราณ —
ศาลาถอนวิญญาณกับนายแพทย์ชันสูตรศพอาคม•ตอนที่ 6
รอยแผลเป็นในอดีต
ผลงานโดย เพชรตาเสือโบราณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เพชรตาเสือโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ศาลาถอนวิญญาณกับนายแพทย์ชันสูตรศพอาคม นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!