กระบี่ไร้ลักษณ์สยบเซียนนารี•ตอนที่ 5

อัคคีในร่างเซียน

ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
"หากกระบี่ของเจ้ามีดีเพียงแค่ความเย่อหยิ่ง เช่นนั้นศาลาเหมันต์แห่งนี้ ก็คงเป็นเพียงสุสานไร้ป้ายชื่อสำหรับฝังศพคนโง่เง่าผู้หนึ่งเท่านั้น" สุ้มเสียงเยียบเย็นดุจน้ำค้างแข็งพันปีของมู่หานเยว่ดังสะท้อนก้องกราบลงบนจิตวิญญาณ ทั่วทั้งตำหนักเหมันต์อมตะพลันถูกกดทับด้วยอาณาเขตพลังปราณระดับเซียนขั้นสูงจนอากาศรอบกายแทบจะกลายเป็นผลึกน้ำแข็ง ไอฟ้ารastสีครามเข้มแผ่ซ่านออกจากร่างระหงของนางราวกับราชสีห์หิมะตื่นจากจำศีล นัยน์ตาคู่คมปลาบดุจกระบี่หยกจ้องมองร่างของเยี่ยเฟิงที่ยืนหยัดอยู่เบื้องหน้าอย่างไร้ความหวาดหวั่น แม้รอบกายเขาจะถูกห้อมล้อมด้วย "เขตแดนเหมันต์พันปี" ที่แม้แต่ยอดฝีมือแห่งยุคยังต้องกลายเป็นรูปสลักน้ำแข็งภายในชั่วลมหายใจ ทว่าเยี่ยเฟิงกลับมิได้แสดงอาการสะท้อนสะท้านแม้แต่น้อย ดวงตาคมกริบดุจพญาอินทรีมองนางกลับด้วยความทระนงองอาจ มือขวาที่กุมด้ามกระบี่ไร้ลักษณ์ไว้แน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ปราณกระบี่ดิบเถื่อนดุจพายุอัคคีใต้พิภพกำลังคำรามฮึ่มฮั่มอยู่ในตันtianของเขา มันคือความดื้อรั้น เป็นความท้าทายต่อกฎเกณฑ์ฟ้าดินที่แม้แต่ทัณฑ์สวรรค์ยังต้องสยบ "ท่านเซียน..." เยี่ยเฟิงแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะของเขานั้นแหบพร่า ทว่าทรงพลังจนทำให้ระเบียงหยกสั่นสะเทือน "ข้าไม่ได้มาที่นี่เพื่อฟังคำดูถูกเหยียดหยาม... และยิ่งไม่ใช่เพื่อกลายเป็นรูปปั้นประดับตำหนักของท่าน!" *เปรี้ยง!* สิ้นเสียงคำราม ประกายไฟสีทองแดงผสมผสานกับเปลวเพลิงสีชาดพวยพุ่งทะยานออกจากร่างของเยี่ยเฟิงราวกับอุกกาบาตแหวกฟ้า อัคคีจิตวิญญาณโบราณที่หลับใหลอยู่ก้นบึ้งโลหิตถูกปลุกให้ตื่นขึ้นด้วยความคับแค้นและการฝืนลิขิตฟ้า ความร้อนระอุแผ่ซ่านขยายวงกว้างออกไปในรัศมีร้อย丈 น้ำแข็งสีขาวโพลนที่เกาะกุมพื้นหยกเริ่มส่งเสียงร้าวราน *แครก... แครก...* ดุจเสียงกระดูกแตกหัก มู่หานเยว่หรี่ตาลงเล็กน้อย นางย่อมรู้ดีว่าวิชาเหมันต์สวรรค์ของตนนั้นบริสุทธิ์และหนทนทานเพียงใด มันคือเคล็ดวิชาที่หล่อหลอมจากแก่นแท้แห่งขั้วโลกเหนือ ไอร้อนใดๆ ในใต้หล้าล้วนถูกสยบและกลืนกินด้วยความเหน็บหนาวนี้ แต่วินาทีนี้... นางกลับสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดแปลบปลาบที่ปลายนิ้ว ความหนาแน่นของน้ำแข็งที่นางใช้กักขังเขาไว้กำลังละลายกลายเป็นไอน้ำพวยพุ่งขึ้นสู่เพดานตำหนัก *เป็นไปได้อย่างไร?* สตรีผู้สูงส่งและเย็นชามาตลอดชีวิตจิตใจเกิดระลอกคลื่นแห่งความตกตะลึงเป็นครั้งแรกในรอบร้อยปี เยี่ยเฟิงเป็นเพียงมนุษย์เดินดินที่มีปมแค้นสุมอก ขอบเขตพลังยังอยู่เพียงแค่ขั้นหลอมรวมลมปราณ แต่ไฉน... ไฉนอัคคีในร่างของเขาจึงมีอณูพลังที่สามารถแผดเผาแม้กระทั่งเขตแดนเซียนของนางได้เล่า? "อัคคีผลาญสวรรค์..." มู่หานเยว่พึมพำกับตนเอง น้ำเสียงของนางแฝงความตระหนักรู้ลึกซึ้ง "ที่แท้... เจ้าก็คือทายาทสายเลือดสุดท้ายของตระกูลเยี่ยผู้ครอบครองคัมภีร์เพลิงโลกันต์บรรพกาล..." "สายตาของท่านแหลมคมสมเป็นเซียนผู้สูงส่ง" เยี่ยเฟิงก้าวเท้าไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ทุกย่างก้าวที่เขาลากผ่าน พื้นน้ำแข็งที่ควรจะแข็งแกร่งกลับแหลกสลายกลายเป็นละอองไอน้ำสีขาวโพลน ดวงตาของเขาลุกโชนด้วยเปลวเพลิงแห่งความอาฆาตแค้นและการท้าทาย "แต่น่าเสียดาย... ต่อให้ท่านเป็นเซียนที่อยู่เหนือผู้คนนับหมื่น หากขวางทางชำระแค้นของข้า แม้แต่ฟ้าดิน... ข้าก็พร้อมจะเผาให้เป็นจุล!" คำพูดนั้นช่างอวดดี ไร้ซึ่งความยำเกรงต่อหน้าอำนาจอันยิ่งใหญ่ แต่มู่หานเยว่กลับไม่รู้สึกโกรธเคืองแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม หัวใจที่เคยด้านชาดุจก้อนน้ำแข็งมาเนิ่นนาน กลับกระตุกวูบอย่างรุนแรง ภาพของบุรุษผู้ทะนงตนตรงหน้าซ้อนทับกับเงาร่างในอดีตที่นางฝังลึกไว้ในความทรงจำ นางพญาเซียนสูดลมหายใจเข้าลึก พลังปราณเหมันต์รอบตัวระเบิดออกอีกครั้ง คราวนี้มิใช่เพื่อกดขี่ แต่เพื่อทดสอบ—ทดสอบว่าบุรุษผู้นี้คู่ควรกับการฝากฝันทลายโชคชะตาร่วมกับนางหรือไม่ "ดี!" มู่หานเยว่สะบัดแขนเสื้อ ร่างระหงลอยคว้างขึ้นสู่กลางอากาศ แสงสีฟ้าครามสว่างวาบจนแสบตา "หากเจ้าคิดว่าอัคคีอันน้อยนิดนี้จะหลอมละลายน้ำแข็งพันปีของข้าได้... เช่นนั้นก็จงแสดงให้ข้าเห็นว่า กระบี่ไร้ลักษณ์ในมือของเจ้า จะแทงทะลวงหัวใจของข้า... หรือจะแหลกสลายกลายเป็นผงธุลีไปเสียก่อน!" *บูม!* คลื่นพลังสองสาย ปราณเหมันต์บริสุทธิ์ที่หนתหนาวเสียดกระดูก และอัคคีจิตวิญญาณที่แผดเผาทำลายล้าง ปะทะเข้าหากันกลางอากาศจนเกิดเป็นหลุมดำขนาดเล็ก แรงระเบิดสะท้อนก้องไปทั่วทั้งยอดเขาเหมันต์ เมฆฝนบนท้องฟ้ามืดครึ้มฉับพลัน สายฟ้าฟาดผ่าลงมาบรรจบกับยอดตำหนักราวกับฟ้าดินกำลังพิโรธ เยี่ยเฟิงคำรามลั่นในลำคอ เส้นโลหิตที่ขมับปูดโปนจนน่ากลัว เขาตวัดกระบี่ไร้ลักษณ์ในมือออกไปสุดแรงเกิด แสงกระบี่สีทองแดงพุ่งแหวกม่านน้ำแข็งเข้าประชิดร่างของนางเซียนสาวในชั่วพริบตา ขณะเดียวกัน มู่หานเยว่ก็ยื่นนิ้วเรียวงามดุจหยกขาวออกมารับคมกระบี่นั้นไว้โดยปราศจากอาวุธ ปลายนิ้วของนางแตะลงที่ปลายกระบี่อย่างแม่นยำ ทว่าในเสี้ยววินาทีที่ผิวเนื้อสัมผัสกับคมกระบี่... ดวงตาคู่งามของมู่หานเยว่เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย เมื่อนางสัมผัสได้ถึงพลังงานประหลาดสายหนึ่งที่กำลังไหลทะลักผ่านคมกระบี่เข้ามาสู่ร่างของนางโดยตรง มันไม่ใช่พลังทำลายล้าง... แต่มันคือจิตวิญญาณอันร้อนรุ่ม ดุดัน และเร่าร้อน ที่กำลังหลอมรวมเข้ากับชีพจรปราณของนางอย่างแนบแน่น จนร่างเซียนอันเย็นชาของนางสั่นสะท้านไปทั้งสรรพางค์กาย "เจ้า..." มู่หานเยว่พยายามจะเอ่ยคำใดออกมา แต่เสียงของนางกลับถูกกลืนหายไปในลำคอ เมื่อจู่ๆ เยี่ยเฟิงก็ก้าวประชิดตัวนางอย่างไร้ระยะห่าง ใบหน้าคมคายอยู่ห่างจากนางเพียงแค่ลมหายใจกั้น นัยน์ตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความดื้อรั้นและแรงปรารถนาอันป่าเถื่อน และในวินาทีนั้นเอง... ก่อนที่พลังงานทั้งสองสายจะระเบิดทำลายล้างทุกสิ่งให้ราบคาบ เสียงระฆังโบราณจากยอดเขาชั้นนอกก็ดังขึ้นสามครั้งติดต่อกันอย่างกะทันหัน... *ก๊อง! ก๊อง! ก๊อง!* พร้อมกับเงาร่างสีดำนับร้อยที่พุ่งทะยานผ่านม่านหมอกหิมะเข้ามาล้อมรอบตำหนักเหมันต์ในชั่วพริบตา... ประมุขพรรคมารโลหิตปรากฏกายขึ้นแล้ว พร้อมกับความลับที่ถูกปิดตายมานับร้อยปี! ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่าฟันวิถีกระบี่อันหนาวเหน็บนี้ไปพร้อมกับชิงเสวี่ยเหมันต์นะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปค่ะ
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ไร้ลักษณ์สยบเซียนนารี นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%