กลิ่นอายโลหิตคละคลุ้งปะปนกับเกล็ดน้ำแข็งสีครามที่ร่วงหล่นดั่งหิมะพิฆาต บนยอดเขาเหมันต์อันสูงชันเสียดฟ้า บัดนี้ไม่ได้สงบเงียบดั่งเช่นเคย ท้องนภาสีเทาทะมึนราวกับถูกฉีกกระชากด้วยกรงเล็บแห่งความตาย ค่ายกลปกป้องอารามเซียนสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นจนเกิดรอยร้าวราวดับกระจกที่ถูกค้อนเหล็กทุบกระหน่ำ
"พวกมันมาเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้..."
เสียงหวานล้ำดั่งหยกกระทบกันแต่เย็นเยียบราวน้ำแข็งหมื่นปีดังขึ้นจากปากของ มู่หานเยว่ นางพญาเซียนแห่งยอดเขาเหมันต์ นางยืนตระหง่านอยู่บนแท่นศิลาจารึกอักขระ อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ปลิวไสวตามกระแสลมปราณที่ปั่นป่วน สายตาคมกริบดั่งกระบี่คู่กายจับจ้องไปยังเบื้องล่าง ทะเลหมอกที่เคยขาวสะอาดบัดนี้ถูกย้อมด้วยไอสีดำทมิฬของ 'สำนักมารโลหิตโลกันตร์' ที่แผ่ขยายเข้ามาประชิดเขตแดนชั้นนอก
ตูーム! (เสียงระเบิดกัมปนาท)
แรงปะทะของคลื่นพลังปราณระดับก่อเกิดวิญญาณกระแทกเข้าใส่ค่ายกลจนเกิดประกายไฟสีม่วงวาบวับ เยี่ยเฟิง ซึ่งยืนอยู่เบื้องหลังนางเพียงครึ่งก้าว แค่นเสียงเย็นชาออกมาคราหนึ่ง ร่างสูงโปร่งในชุดคลุมสีดำสนิทสะท้อนประกายความทะนงตนอย่างไม่เกรงกลัวฟ้าดิน มือเรียวยาวกุมด้ามกระบี่ไร้ลักษณ์ที่ยังคงนิ่งสงบอยู่ในฝัก แต่มวลอากาศรอบตัวเขากลับบิดเบี้ยวจนเกิดเสียงหวีดหวิวราวกับภูตผีร่ำไห้
"แค่สุนัขรับใช้ไม่กี่ตัวจากแดนใต้ กล้าดียังไงถึงมารauเห่าหอนหน้าประตูบ้านของเจ้า" เยี่ยเฟิงเอ่ยขึ้น น้ำเสียงราบเรียบแต่กลับแฝงจิตสังหารที่แหลมคมเสียยิ่งกว่าคมกระบี่ "หานเยว่ ถอยไปก่อน... วันนี้ข้าจะใช้เลือดของพวกมันสังเวยรอยร้าวแห่งมิตรภาพที่พวกมันจงใจเหยียบย่ำ"
มู่หานเยว่เหลือบสายตามองชายหนุ่มผู้ดื้อรั้นและทะนงตนที่สุดเท่าที่นางเคยพบเจอในรอบพันปี ในแววตาคู่สวยที่ปกติไร้ระลอกคลื่น บัดนี้กลับฉายประกายความห่วงใยที่ถูกซ่อนไว้อย่างแนบเนียน นางเม้มริมฝีปากบางเบา ก่อนจะเอמהด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่ทรงอำนาจ "เยี่ยเฟิง เจ้าอย่าได้ประมาท ผู้นำทัพครั้งนี้คือ 'ไป๋ฮ่าว' ผู้มีฉายากระบี่โลหิตกลืนวิญญาณ มันบรรลุขอบเขตเซียนขั้นกลางแล้ว... ร่างกายของเจ้ายังฟื้นฟูไม่เต็มที่จากการทะลวงค่ายกลเมื่อวาน"
"ต่อให้เป็นเซียนแท้จริงตกลงมาจากสรวงสวรรค์ หากมันกล้าขวางทางกระบี่ของข้า..." เยี่ยเฟิงปรายตามองนาง รอยยิ้มหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างเย่อหยิ่ง "...ข้าก็จะผ่ามันออกเป็นสองซีกให้ดู"
สิ้นคำพูดของเขา ม่านพลังป้องกันชั้นสุดท้ายก็แตกละเอียดดั่งเศษกระจก!
ร่างเงาเกือบส้าร่างพุ่งทะยานขึ้นมาจากทะเลหมอกราวกับฝูงตั๊กแตนกระหายเลือด ทุกคนต่างสวมชุดเกราะสีเลือดและถือศาสตราวุธอาบไอพิษ จิตสังหารอันเหี้ยมเกรียมแผ่พุ่งจนอุณหภูมิบนยอดเขาที่หนาวเหน็บอยู่แล้วลดฮวบลงจนน้ำแข็งเกาะตามขนตา
"ฮ่าๆๆๆ มู่หานเยว่ นังเซียนไร้ยางอาย เจ้าซ่อนไอ้สารเลวตระกูลเยี่ยผู้นี้ไว้ที่นี่สินะ! ส่งตัวมันมาแล้วยอมจำนนแต่โดยดี มิฉะนั้น ข้าจะลบยอดเขาเหมันต์แห่งนี้ให้หายไปจากแผนทยุทธภพ!"
เสียงคำรามกึกก้องด้วยพลังปราณอันน่าสะพรึงกลัวดังมาจากบุรุษร่างยักษ์ผู้ถือกระบี่ใหญ่สีแดงฉาน ใบหน้าของไป๋ฮ่าวเต็มไปด้วยรอยแผลเป็นน่าเกลียด ดวงตาสดุจสัตว์ร้ายจ้องมองคนทั้งสองด้วยความกระหายใคร่รู้และกระหายเลือด
มู่หานเยว่ก้าวเท้าออกไปเบื้องหน้าหนึ่งก้าว ไอมือสีขาวบริสุทธิ์แผ่ขยายออกเป็นรูปดอกบัวเหมันต์พันกลีบใต้ฝ่าเท้า นางหาได้สะท้านสะเทือนต่อคำขู่ไม่ ทว่าในจังหวะนั้นเอง เยี่ยเฟิงกลับเอื้อมมือมาแตะที่ไหล่เรียวของนางเบาๆ เป็นเชิงห้ามปราม สัมผัสที่อบอุ่นแต่มั่นคงทำให้หัวใจของนางพญาเซียนกระตุกวูบอย่างห้ามไม่อยู่
"ข้าบอกแล้วไม่ใช่หรือ... ว่าหนี้เลือดของตระกูลเยี่ย ข้าต้องชำระด้วยมือของตัวเอง"
เยี่ยเฟิงก้าวผ่านร่างของมู่หานเยว่ขึ้นไปยืนอยู่แถวหน้าสุด ลมปราณไร้ลักษณ์ระเบิดออกจากร่างของเขาอย่างไร้ซุ่มเสียง ทว่ามันกลับทำให้มิติรอบตัวสั่นไหวราวกับจะฉีกขาด ดวงตาคู่คมดุจเหยี่ยวจ้องมองไป๋ฮ่าวราวกับมองซากศพเดินได้
"อยากได้หัวของข้านักรึ? งั้นก็เข้ามาเอาสิ... ถ้าพวกเจ้ามีปัญญาพอ"
ฉับพลันนั้น ไป๋ฮ่าวคำรามลั่นด้วยความโกรธเกรี้ยวที่ถูกหยามเกียรติ มันเหวี่ยงกระบี่โลหิตยักษ์ผ่าลงมาหมายผ่าร่างของเยี่ยเฟิงเป็นสองซีก คลื่นกระบี่สีเลือดขนาดมหึมาแหวกอากาศพุ่งเข้าใส่ดั่งอัสนีบาตฟาดยอดยอดเขา
เยี่ยเฟิงไม่หลบ ไม่ถอย และไม่อแม้แต่จะตั้งท่าป้องกัน มือขวาของเขากุมอยู่ที่ด้ามกระบี่ไร้ลักษณ์ในฝัก ดวงตาหรี่ลงเล็กน้อย รอคอยจังหวะที่คมกระบี่ของศัตรูเข้ามาใกล้เพียงคืบเดียว—
แววตาของมู่หานเยว่สะท้อนภาพเหตุการณ์นั้น หัวใจของนางหยุดเต้นไปชั่วขณะ ทว่าก่อนที่กระบี่โลหิตจะถึงตัวเยี่ยเฟิง สายลมรอบกายพลནสงบลงอย่างประหลาด เสียงกระซิบแผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบจากยมทาลอยล่องออกมาจากริมฝีปากของชายหนุ่ม
"วิชากระบี่ไร้ลักษณ์... กระบวนท่าที่หนึ่ง ไร้เงาไร้ร่องรอย"
เคร้งงงงงงง!
ประกายแสงสีเงินสว่างวาบเจิดจ้าเสียยิ่งกว่าดวงอาทิตย์ยามเที่ยงวัน พลังปราณที่รุนแรงจนสามารถทำลายภูเขาได้ทั้งลูกกลับถูกตัดขาดสะบั้นลงกลางอากาศอย่างไร้ร่องรอย ไป๋ฮ่าวเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด เมื่อก้มลงมองที่หน้าอกของตนเอง ร่างกายของมันกลับแข็งค้าง ขอบเสื้อเกราะระดับนภาถูกตัดผ่านเป็นรอยเรียบเนียนสนิท และในวินาทีต่อมา โลหิตสีแดงฉานก็พุ่งทะลักออกจากบาดแผลกลางลำตัวราวกับน้ำพุ
ทว่า ในขณะที่สถานการณ์กำลังพลิกผันและชัยชนะอยู่แค่เอื้อม เสียงหัวเราะเยาะหยันปริศนาก็ดังขึ้นจากมิติที่บิดเบี้ยวเบื้องหลังมู่หานเยว่!
"คิดว่าจัดการลูกสมองกระจอกพวกนี้ได้แล้ว จะปลอดภัยอย่างนั้นรึ เยี่ยเฟิง... เจ้าประเมินพลังของ 'หอคอยโลหิตสวรรค์' ต่ำเกินไปแล้ว"
ร่างเงาสวมหน้ากากทองคำปรากฏขึ้นพร้อมกับฝ่ามือที่อัดแน่นด้วยพลังปราณสีดำทมิฬ พุ่งเข้าใส่แผ่นหลังของมู่หานเยว่โดยที่นางไม่ทันตั้งตัว!
"หานเยว่ ระวัง!" เยี่ยเฟิงคำรามลั่นด้วยความตื่นตระหนก เส้นเลือดที่ขมับปูดโปน ร่างกายทะยานเข้าหาหญิงสาวด้วยความเร็วที่เหนือกว่าขีดจำกัดของมนุษย์ ทว่าระยะห่างนั้น... ช่างใกล้และไกลเกินกว่าจะเอื้อมถึงในเสี้ยวลมหายใจเดียว!
ขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่าฟันวิถีกระบี่อันหนาวเหน็บนี้ไปพร้อมกับชิงเสวี่ยเหมันต์นะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปค่ะ
กระบี่ไร้ลักษณ์สยบเซียนนารี•ตอนที่ 6
รอยร้าวแห่งมิตรภาพ
ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ไร้ลักษณ์สยบเซียนนารี นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!