“ต่อให้พวกมันยกโขยงกันมาอีกร้อยชีวิต ขอบเขตแดนเหมันต์แห่งนี้ก็มิใช่สถานที่ที่สุนัขจรจัดเช่นพวกเจ้าจะเหยียบย่างเข้ามาได้ตามอำเภอใจ”
น้ำเสียงราบเรียบเย็นเยียบราวกับสายน้ำค้างแข็งกลางเหมันต์หลุดลอดมาจากริมฝีปากของมู่หานเยว่ นางยืนสง่างามอยู่บนชะง่อนผาสูงชัน อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ปลิวไสวตามแรงลมปราณที่แผ่พุ่งออกมารอบกายจนเกิดเป็นเกล็ดน้ำแข็งโปร่งแสงหมุนวน ทว่าเบื้องล่างของหุบเขา เสียงหัวเราะเยาะเย้ยของกลุ่มผู้ฝึกตนจากสำนักมารโลหิตกลับดังสะท้อนก้องกังวาน ทำลายความสงบเงียบของยอดเขาเซียนจนยับเยิน
เงาร่างนับสิบสายพุ่งทะยานขึ้นมาจากหมอกหนา แววตาของพวกมันเต็มไปด้วยความกระหายเลือดและโลภโมโทสัน ผู้นำกลุ่มคือ ‘หลี่เทียนคุน’ ผู้อาวุโสลำดับสามแห่งสำนักมารโลหิต มันถือครองกระบี่โลหิตทมิฬที่ส่งกลิ่นคาวคละคลุ้ง กลิ่นอายพลังปราณขอบเขตหลอมรวมวิญญาณขั้นสมบูรณ์แผ่ขยายกดดันจนบรรยากาศรอบด้านหนักอึ้งราวกับแบกภูเขาไว้ทั้งลูก
“ฮ่าๆๆ มู่หานเยว่! เจ้าคิดว่าอาการธาตุไฟเข้าแทรกของเจ้ายังปกปิดมิดชิดอยู่หรือ? วันนี้สำนักมารโลหิตของเรามารับตัวเจ้ากลับไปเสวยสุข พร้อมกับกวาดล้าง ‘เศษสวะ’ ที่เจ้าให้ที่พักพิง จงส่งตัวมันออกมาแล้วยอมจำนนเสียแต่โดยดี มิฉะนั้น อย่าหาว่าพวกเราไม่เกรงใจไมตรีในอดีต!”
มู่หานเยว่ขมวดคิ้วเล็กน้อย สีหน้าของนางซีดเซียวลงชั่วพริบตา อาการบาดเจ็บจากการฝืนทะลวงขอบเขตเมื่อคราวก่อนกำลังตีกลับ นางขยับกายเตรียมจะชักกระบี่หิมะครามออกมาต้านทาน ทว่าพลันมีมือหนาอันอบอุ่นแต่ทรงพลังดั่งเหล็กกล้าเอื้อมมาแตะที่ไหล่ของนางเบาๆ
“ขอบเขตแดนนี้ ข้าเป็นคนปักเขต... ย่อมต้องให้เกียรติเจ้าบ้านด้วยการลงมือเอง”
เยี่ยเฟิงก้าวล่วงผ่านหน้านางขึ้นไปยืนตระหง่านอยู่ริมผา สายตาคมกริบดุจใบกระบี่เพิ่งลับคมกวาดมองเหล่ามารร้ายเบื้องล่าง ร่างกายของเขาไม่ได้ปลดปล่อยออร่าพลังที่น่ากลัวออกมาแม้แต่น้อย ทว่าความทะนงตนที่ฉายชัดอยู่ในแววตากลับทำให้หลี่เทียนคุนรู้สึกราวกับถูกคมกระบี่จดจ้องอยู่ที่ลำคอ
“ไอ้หนู... เจ้าเป็นตัวเห็บไรอันใด ถึงกล้าอาจหาญมาต่อกรกับผู้อาวุโสเช่นข้า!” หลี่เทียนคุนคำรามด้วยความโกรธเกรี้ยว กระบี่โลหิตในมือถูกตวัดวาดออก ปราณโลหิตสีแดงฉานพุ่งทะยานเป็นรูปพญามารคำรามแหวกอากาศเข้าหาเยี่ยเฟิงด้วยความเร็วสูง
รอยยิ้มเย้ยหยันผุดขึ้นที่มุมปากของเยี่ยเฟิง เขาไม่หลบเลี่ยง ไม่แม้แต่จะชักกระบี่ออกจากฝัก นิ้วเรียวยาวดีดลงไปที่ด้ามกระบี่ไม้ไผ่ธรรมดาๆ ที่เหน็บอยู่ข้างเอวเบาๆ ครั้งหนึ่ง!
*วิ้ง—!*
เสียงคลื่นกระบี่ใสกระจ่างดังขึ้นคราหนึ่ง คล้ายเสียงดีดสายพิณท่ามกลางพายุทอร์นาโด ปราณกระบี่ไร้ลักษณ์ที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าพุ่งแหวกมิติออกไป ปะทะเข้ากับพญามารโลหิตอย่างจัง พลังปราณที่รุนแรงระดับทำลายภูเขาพังทลายลงในพริบตา ราวกับหยดน้ำที่กระทบลงบนใบบัว ไม่มีเสียงระเบิดกึกก้อง มีเพียงแรงอัดอากาศที่แผ่กระจายออกเป็นวงกว้างจนต้นไม้รอบบริเวณกลายเป็นผุยผง
หลี่เทียนคุนหน้าถอดสีทันที สัมผัสได้ถึงความตายที่คืบคลานเข้ามาอย่างกะทันหัน มันตวัดกระบี่ตั้งรับเป็นพายุโลหิตปกป้องร่างกาย แต่สายเกินไปเสียแล้ว ปลายนิ้วของเยี่ยเฟิงตวัดวาดกลางอากาศอีกครั้ง
*ฉับพลัน!*
กระบี่ไร้ลักษณ์ไร้รูปร่าง ทว่าคมกลาบาตกรีดผ่าสายหมอกและม่านพลังปราณของหลี่เทียนคุนจนขาดวิ่น แขนข้างที่ถือกระบี่โลหิตของผู้อาวุโสสำนักมารโลหิตขาดกระเด็นพร้อมกับโลหิตที่พุ่งทะลักย้อมผืนหิมะให้กลายเป็นสีชาด เสียงกรีดร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดดังระงมไปทั่วหุบเขา
เหล่าลูกสมุนสำนักมารโลหิตที่เหลือต่างหน้าซีดเผือก ถอยกรูดด้วยความหวาดกลัวสุดขีด พวกมันไม่เคยพบเจอวิชากระบี่ที่ไร้ร่องรอยและน่าสะพรึงกลัวเช่นนี้มาก่อน
มู่หานเยว่ทอดมองแผ่นหลังกว้างของบุรุษเบื้องหน้าด้วยแววตาที่ไหววั่น ความเย็นชาในหัวใจของนางถูกหลอมละลายลงทีละน้อยด้วยความอบอุ่นและแข็งแกร่งที่เขาหยิบยื่นให้ นางลอบสูดลมหายใจเข้าลึก and เอ่ยเสียงแผ่วเบา “ระวัง... ใต้เท้าของมันมีค่ายกลสะกดวิญญาณซ่อนอยู่”
เยี่ยเฟิงไม่ได้หันกลับมามอง ทว่ารอยยิ้มเย็นเยียบปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมสัน “ต่อให้มีค่ายกลเซียนสวรรค์ลงทัณฑ์ หากพวกมันกล้าเหยียบย่ำเข้ามาในเขตแดนที่ข้าปกป้อง... ข้าก็จะใช้กระบี่นี้ตัดขาดทั้งฟ้าดินให้ดู”
ทว่า ในวินาทีที่เยี่ยเฟิงกำลังจะก้าวเท้าสะบัดกระบี่เผด็จศึกพวกมันให้สิ้นซาก ท้องฟ้าเบื้องบนที่เคยปลอดโปร่งกลับพลันมืดครึ้มลงอย่างฉับพลัน สายฟ้าสีทองคำขาวขนาดมหึมาผ่าฟาดลงมากลางวงล้อมอย่างไร้สัญญาณเตือน แรงกดดันจากทัณฑ์สวรรค์ระดับที่ขอบเขตหลอมรวมวิญญาณไม่สมควรได้รับพุ่งเป้ามาที่ร่างของเยี่ยเฟิงโดยตรง!
พร้อมกันนั้น เงาร่างสีดำสนิทผู้หนึ่งก็ก้าวเดินออกมาจากรอยแยกมิติเบื้องหลังของมู่หานเยว่ พร้อมกับเสียงหัวเราะแหบพร่าที่ทำให้เลือดในกายของนางจับตัวเป็นน้ำแข็ง
“เยี่ยเฟิง... เจ้าปกป้องนางได้ แต่เจ้าจะปกป้อง ‘หัวใจ’ ของตัวเจ้าเองจากเงื้อมมือของข้าได้อย่างไรเล่า?”
ขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่าฟันวิถีกระบี่อันหนาวเหน็บนี้ไปพร้อมกับชิงเสวี่ยเหมันต์นะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปค่ะ
กระบี่ไร้ลักษณ์สยบเซียนนารี•ตอนที่ 7
คมกระบี่ไร้ลักษณ์
ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ไร้ลักษณ์สยบเซียนนารี นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!