"เจ้ายังคุมปราณกระบี่ได้ไม่ถึงครึ่งส่วนของความเยือกเย็นที่ข้าสอน หากยังปล่อยให้จิตใจว้าวุ่นเช่นนี้ ต่อให้เจ้าฝึกฝนไปอีกร้อยปี ก็ไม่มีวันทำลายเกราะลวงตาของศัตรูได้"
มู่หานเยว่เอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบงันภายในถ้ำลับแล ปลายนิ้วเรียวงามดุจลำเทียนที่ขยับผ่านอากาศทิ้งรอยจางๆ ของไอเย็นไว้เบื้องหลัง นางยืนตระหง่านอยู่กลางโถงหินที่อบอวลด้วยไออัคคีจิตวิญญาณ สายตาที่เคยดุจน้ำแข็งพันปีบัดนี้กลับทอดมองบุรุษเบื้องหน้าที่กำลังคุกเข่าหอบหายใจอยู่บนพื้นหินด้วยแววตาที่ซับซ้อน
เยี่ยเฟิงกัดฟันแน่น โลหิตสีสดไหลซึมจากมุมปาก หยดลงบนพื้นหินจนเกิดเสียงดัง 'ติ๋ง' แผ่วเบาแต่ทว่าบาดลึกเข้าไปในความเงียบ ทิฐิในใจเขาสูงส่งเกินกว่าจะยอมรับความพ่ายแพ้ต่อคำวิจารณ์ของสตรีผู้เย่อหยิ่งผู้นี้ เขาเงยหน้าขึ้น ดวงตาคมกริบดุจคมกระบี่จ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวยของนาง
"วิถีกระบี่ของข้า มิใช่เพื่อรับใช้ความเยือกเย็นของท่าน แต่มันคือปณิธานที่จะล้างมลทินให้ตระกูลเยี่ยของข้า หากต้องละทิ้งจิตวิญญาณเพื่อบรรลุวิชาที่ท่านยัดเยียดให้... ข้าขอตายดีกว่า!"
มู่หานเยว่ชะงักไปชั่วครู่ ลมหายใจของนางแผ่วเบาลงดุจหมอกจางยามราตรี นางก้าวเข้ามาใกล้เยี่ยเฟิงเพียงหนึ่งก้าว กลิ่นหอมจางๆ ของดอกเหมันต์ปะทะเข้ากับจมูกของเขา ความใกล้ชิดที่แปลกประหลาดนี้ทำให้เยี่ยเฟิงถึงกับผงะถอยหลังด้วยสัญชาตญาณ แต่นางกลับยื่นมือไปจับที่ข้อมือของเขา บีบเบาๆ จนไอเย็นระลอกหนึ่งไหลเข้าสู่เส้นชีพจรของเขาอย่างรุนแรง
"เจ้าเด็กดื้อรั้น" น้ำเสียงของนางอ่อนลงจนเกือบจะเป็นเสียงกระซิบ "ความแค้นหากไม่มีกระบี่ที่แข็งแกร่งพอ ก็เป็นได้เพียงเศษเหล็กที่รอวันหักสะบั้น เจ้าคิดว่าตระกูลของเจ้าถูกทำลายเพราะเหตุใด? มิใช่เพราะความไร้พลังหรอกหรือ?"
คำพูดของนางเหมือนคมมีดที่กรีดลงบนแผลเดิมในใจเยี่ยเฟิง เขาแน่นิ่งไป แววตาที่เคยแข็งกร้าวเริ่มไหวระริก ก่อนจะเปลี่ยนเป็นความเงียบงันที่ลึกซึ้ง มู่หานเยว่ไม่รอช้า นางดึงร่างเขาให้ลุกขึ้นยืนด้วยพละกำลังที่เหนือชั้นกว่า พลางบังคับให้เขาประสานฝ่ามือเข้ากับนางเพื่อโคจรปราณ
"หลับตาลง... ปล่อยวางความโกรธแค้น ปล่อยให้ความเยือกเย็นของข้าหลอมรวมกับความทะนงตนของเจ้า หากวันนี้เจ้าไม่สามารถผสานกระบี่ไร้ลักษณ์เข้ากับปราณเหมันต์เทวะได้ เจ้าก็จงลืมเรื่องการแก้แค้นไปเสียเถอะ"
ภายในถ้ำหินเริ่มเกิดความเปลี่ยนแปลง ไอเย็นและไออัคคีตีกันปั่นป่วนจนเกิดเป็นพายุหมุนขนาดเล็ก พลังปราณมหาศาลไหลวนระหว่างคนทั้งสอง ราวกับแม่น้ำสองสายที่บรรจบกันในมหาสมุทร เยี่ยเฟิงสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นที่แฝงมากับไอเย็นจัดของมู่หานเยว่ มันไม่ใช่เพียงการฝึกวิชา แต่มันคือการเปิดเปลือยจิตวิญญาณต่อหน้ากันและกัน
ท่ามกลางห้วงแห่งการบำเพ็ญเพียร จิตของเยี่ยเฟิงดำดิ่งสู่ห้วงลึก เขาเห็นภาพจำลองของตัวเขาเองที่กำลังถือกระบี่ท่ามกลางกองซากศพของตระกูล และภาพของสตรีชุดขาวผู้หนึ่งที่ยืนหันหลังให้เขาอยู่ไกลสุดขอบฟ้า นางผู้นี้มิใช่ใครอื่น แต่มือที่ประคองเขาไว้นี้เอง
"ข้าเห็นแล้ว..." เยี่ยเฟิงพึมพำผ่านริมฝีปากที่สั่นเทา "ท่านกำลังฝืนลิขิตสวรรค์เพื่อข้า... ทำไม?"
มู่หานเยว่ไม่ตอบ นางเพียงหลับตาลงแน่น แพรขนตาสั่นไหวราวกับปีกผีเสื้อที่กำลังเผชิญพายุหิมะ ภายในใจของนางนั้นสั่นคลอนยิ่งกว่า พลังที่ไหลผ่านร่างของเยี่ยเฟิงกำลังปลุกเร้าวิถีเซียนที่นางพยายามกดทับเอาไว้มาตลอดหลายร้อยปี เพียงเพื่อจะรักษาความสูงส่งของนางพญาเซียนเอาไว้ แต่วันนี้... เมื่อได้สัมผัสถึงความทะนงตนอันบริสุทธิ์ของบุรุษผู้นี้ นางกลับรู้สึกว่ากำแพงที่นางสร้างขึ้นมาทั้งชีวิตกำลังจะพังทลาย
"เหตุใดน่ะหรือ..." นางเอ่ยแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน "เพราะเจ้าคือคนเดียวที่กล้ามองข้าด้วยสายตาที่ไร้ซึ่งความเกรงกลัว... และเป็นคนเดียวที่ทำให้ข้ารู้สึกว่า การเป็นเซียนที่ไร้หัวใจนั้น... มันช่างโดดเดี่ยวเกินไป"
ทันใดนั้นเอง! กระบี่ไร้ลักษณ์ที่วางอยู่บนแท่นหินด้านหลังพลันสั่นระริกด้วยแรงสั่นสะเทือนมหาศาล เสียงหวีดหวิวของคมกระบี่ดังเสียดแทงไปทั่วโถงถ้ำ อักขระสีทองที่ถูกจารึกไว้บนผนังถ้ำเริ่มเปล่งแสงสว่างจ้าดุจเปลวเพลิงที่กำลังแผดเผาความมืดมิด
เยี่ยเฟิงลืมตาขึ้น ดวงตาของเขาเปลี่ยนเป็นสีเงินยวงชั่วขณะ พลังปราณมหาศาลทะลักล้นออกจากร่างจนหินรอบข้างเริ่มร้าวระแหง เขาไม่ได้ก้มหัวให้ใครอีกต่อไป แต่ในขณะที่เขากำลังจะบรรลุเข้าสู่ขอบเขตพลังขั้นที่สามนั้น เสียงฝีเท้าหนักแน่นของใครบางคนก็ดังขึ้นจากหน้าถ้ำ พร้อมกับเสียงกระบี่ที่ชักออกจากฝักอย่างแผ่วเบาแต่คมกริบ!
"ศิษย์พี่มู่... ในที่สุดข้าก็หาที่ซ่อนของท่านเจอเสียที"
ร่างสูงโปร่งของบุรุษในชุดเกราะสีดำทมิฬก้าวเข้ามาในถ้ำ สายตาของเขาจ้องเขม็งมาที่มู่หานเยว่และเยี่ยเฟิงที่ยังคงประสานฝ่ามือกันอยู่ รอยยิ้มเหยียดหยามปรากฏขึ้นบนมุมปากของคนแปลกหน้า พร้อมกับกระบี่ที่เปล่งไอสังหารรุนแรงจนไอเย็นภายในถ้ำมลายสิ้น!
"การบำเพ็ญเพียรของนังแพศยาเซียนกับไอ้สวะตระกูลเยี่ย... ช่างเป็นภาพที่น่าอภิรมย์ยิ่งนัก ข้าว่าพวกเจ้าคงไม่มีโอกาสได้เห็นตะวันขึ้นในวันพรุ่งนี้แล้วล่ะ"
ความตึงเครียดพุ่งถึงขีดสุด เยี่ยเฟิงชักกระบี่ไร้ลักษณ์ออกจากฝักทันที ไอสังหารของเขากำลังผสานเข้ากับไอเย็นของมู่หานเยว่ นี่มิใช่เพียงการเผชิญหน้า แต่คือการเปิดฉากสังหารเพื่อปกป้องเกียรติยศที่เหลืออยู่เพียงหนึ่งเดียวของพวกเขา
ขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่าฟันวิถีกระบี่อันหนาวเหน็บนี้ไปพร้อมกับชิงเสวี่ยเหมันต์นะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปค่ะ
กระบี่ไร้ลักษณ์สยบเซียนนารี•ตอนที่ 4
จันทราเยือกเย็นใต้หมอก
ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ไร้ลักษณ์สยบเซียนนารี นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!