กระบี่ไร้ลักษณ์สยบเซียนนารี•ตอนที่ 16

เสียงเพรียกจากอดีต

ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
โลหิตสีชาดหยดหนึ่งร่วงหล่นลงกระทบพื้นศิลาหยกขาว เกิดเสียงกังวานใสราดรดดวงใจของผู้คนให้สะท้านไหว คมกระบี่ของเยี่ยเฟิงยังคงนิ่งค้างอยู่ในอากาศ ไร้ซึ่งรังสีสังหาร ไร้ซึ่งรูป ทว่าบรรยากาศรอบกายกลับถูกกดทับด้วยมหาอำนาจแห่งวิถีกระบี่ไร้ลักษณ์ จนมวลอากาศรอบด้านบิดเบี้ยวเป็นริ้วคลื่น เขายืนตระหง่านอยู่ ณ ลานพิธีบูรพา ดวงตาคมกริบดุจพญาอินทรีทอดมองไปยังเบื้องหน้า ร่างของบุรุษผู้หนึ่งในอาภรณ์หรูหราปักลายพยัคฆ์เหินฟ้ากำลังคุกเข่าลงข้างหนึ่ง มุมปากของมันปรากฏคราบโลหิตสีเข้ม ดวงตาเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวและไม่อยากจะเชื่อ "เยี่ยเฟิง... เจ้า... เจ้ากล้าลงมือกับคนของตระกูลเยี่ยอย่าง1นั้นหรือ?" เสียงนั้นสั่นเทา เต็มไปด้วยความเคียดแค้นชิงชังและศักดิ์ศรีที่ถูกเหยียบย่ำจนจมดิน เยี่ยเฟิงแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ เย็นชาเสียยิ่งกว่าน้ำค้างกลางเหมันต์ "ตระกูลเยี่ย? ตั้งแต่วันที่พวกมันเหยียบย่ำศพมารดาข้า และขับไล่ข้าออกจากตระกูลด้วยข้อหา ‘สุนัขไร้ค่า’ บนโลกใบนี้ก็ไม่มีคนตระกูลเยี่ยที่ข้าต้องไว้หน้าอีกต่อไปแล้ว... เยี่ยหลาง ส่งสาส์นท้าทายนี้กลับไปบอกพวกมัน เถ้ากระดูกที่พวกมันติดค้างอยู่ ถึงเวลาต้องชำระสะเด็ดน้ำแล้ว!" วาจานั้นทรงพลังดุจสายฟ้าฟาดกลางวันแสกๆ มู่หานเยว่ซึ่งยืนอยู่บนระเบียงหยกแกะสลักเบื้องบน นางปรายตามองเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยแววตาเรียบเฉย ทว่าภายใต้ความเยือกเย็นสง่างามดุจเทพเซียนผู้ตัดขาดจากโลกีย์ กลับซ่อนประกายความห่วงหาอาลัยไว้อย่างลึกล้ำ นางขยับกายเล็กน้อย อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์พลิ้วไหวตามสายลมปราณที่แปรปรวน ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงกังวานดุจไข่มุกกระทบจานหยก "วิถีกระบี่ของเจ้าแหลมคมขึ้น... แต่จิตใจยังคงมีรอยแผลเป็นที่ไม่อาจลบเลือน เยี่ยเฟิง การแก้แค้นที่ปราศจากปัญญา ก็เป็นเพียงการนำพาตนเองไปสู่หลุมศพที่กว้างใหญ่ขึ้นเท่านั้น" เยี่ยเฟิงเงยหน้าขึ้นสบตากับนาง แววตาทะนงตนที่เคยแข็งกร้าวอ่อนลงวูบหนึ่งเมื่อเผชิญหน้ากับนางพญาเซียนผู้นี้ เขายกยิ้มมุมปากอย่างท้าทาย "ต่อให้เบื้องหน้าคือขุมนรกโลกันตร์ หรือทัณฑ์สวรรค์เก้าชั้นฟ้า หากข้าเยี่ยเฟิงตัดสินใจจะก้าวเดินไปแล้ว ต่อให้เอาชีวิตเข้าแลก ข้าก็จะไม่หันหลังกลับเด็ดขาด... ขอบคุณท่านมู่ที่เตือนสติ แต่วิญญาณของมารดาข้า รอคอยวันนี้มานานเกินไปแล้ว" มู่หานเยว่ถอนหายใจแผ่วเบา นางรู้ดีว่าบุรุษผู้นี้ดื้อรั้นและถือดีเพียงใด แต่นั่นก็คือเสน่ห์อันน่าหลงใหลที่ทำให้นางยอมเอาอนาคตบนวิถีเซียนนับพันปีมาเดิมพันร่วมกับเขา นางก้าวลงจากระเบียงหยก กลิ่นอายความเย็นเยือกของยอดเขาเหมันต์แผ่ซ่านปกคลุมทั่วบริเวณ ราวกับบุปผาเหมันต์แรกแย้มท่ามกลางพายุหิมะ "หากเจ้าปรารถนาจะทวนกระแสลิขิตฟ้า ข้า... จะยืนเคียงข้าง ชักกระบี่สยบฟ้าดินเป็นเพื่อนเจ้าเอง" คำพูดเพียงไม่กี่คำของนาง หนักแน่นราวน้ำหนักร้อยขุนเขา เยี่ยเฟิงแค่นยิ้มลึกซึ้งในดวงตา ความอบอุ่นสายหนึ่งไหลผ่านเข้าสู่หัวใจที่ด้านชามาเนิ่นนาน ทว่า... ก่อนที่บรรยากาศอันลึกซึ้งระหว่างคนทั้งสองจะได้ดื่มด่ำไปมากกว่านั้น ท้องนภากลับแปรเปลี่ยนเป็นสีม่วงคล้ำในพริบตา! *เปรี้ยง! ครืนนน—!* เสียงอสนีบาตคำรามกึกก้องสะท้านสะเทือนไปทั่วทั้งแดนบำเพ็ญเพียร แรงกดดันมหาศาลระดับก่อเกิดวิญญาณขั้นสมบูรณ์พรั่งพรูลงมาจากเบื้องบน รากับว่าภูเขาหยกขาวทั้งลูกกำลังจะพังทลายลงมาทับถมร่างของพวกเขาทั้งสอง มู่หานเยว่เปลี่ยนสีหน้าไปเล็กน้อย ดวงตาคู่หงส์หรี่ลงจับจ้องไปยังรอยแยกมิติที่กำลังฉีกขาดออกกลางอากาศ "ไม่ใช่ทัณฑ์สวรรค์... นี่คือ ‘ค่ายกลสะานมิติโลหิต’!" ภายในรอยแยกมิติสีดำสนิทนั้น ปรากฏเงาร่างเจ็ดร่างยืนเรียงราย แผ่รังสีปราณสังหารที่น่าสะพรึงกลัวออกมาจนสรรพสิ่งบริเวณนั้นเหี่ยวเฉาลงทันตาเห็น ผู้นำกลุ่มเป็นชายชราในชุดคลุมสีดำสนิท ใบหน้าเหี่ยวย่นราวกับซากศพ แต่ดวงตากลับทอประกายแสงสีเลือดวาวโรจน์ เขาส่งเสียงหัวเราะแหบพร่าที่บาดลึกถึงแก้วหู ดังสะท้อนก้องไปทั่วหุบเขา "ฮี่ๆๆ... ช่างเป็นการพบกันที่น่าประทับใจเสียจริง ศิษย์อกตัญญูแห่งตระกูลเยี่ย กับนางมารร้ายแห่งยอดเขาเหมันต์" ชายชรากวาดสายตามองเยี่ยเฟิงและมู่หานเยว่ด้วยแววตาดดูถูกเหยียดหยาม ก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก "นึกไม่ถึงเลยว่า เจ้าจะหนีรอดจากค่ายกลเพลิงอัคคีผลาญวิญญาณมาได้... แต่ก็นั่นแหละ วันนี้ ผู้อาวุโสใหญ่แห่งตระกูลเยี่ย มีบัญชาให้ข้า ‘เยี่ยเทียนคุน’ นำ ‘กระดูกเซียนบรรพกาล’ และหัวใจของเจ้า กลับไปสังเวยบรรพบุรุษ!" สิ้นเสียงของเยี่ยเทียนคุน แรงกดดันระดับเซียนแท้จริงก็ระเบิดออก รัศมีปราณสีดำทมิฬพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า กลายเป็นรูปอสูรโลหิตนับพันตัวอ้าปากคำรามหมายกลืนกินทุกสิ่ง เยี่ยเฟิงกระชับกระบี่ในมือแน่น เส้นเลือดที่หลังมือปูดโปนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ความแค้นในอดีตที่ฝังรากลึกประทุขึ้นราวกับลาวาใต้พิภพ ดวงตาของเขาแดงก่ำด้วยเพลิงโทสะ ทว่า... ในขณะที่สถานการณ์กำลังตึงเครียดถึงขีดสุด และเยี่ยเทียนคุนกำลังจะก้าวเท้าเข้ามาปลิดชีพเยี่ยเฟิงด้วยกระบวนท่าเดียว จู่ๆ เยี่ยเทียนคุนก็ชะงักกุน ดึงสายตากลับไปมองยังเบื้องหลังของตนเอง ร่างกายของมันสั่นเทาเล็กน้อยราวกับพบเจอสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าความตาย พร้อมกับเสียงฝีเท้าอันแผ่วเบา แต่กลับทรงพลังกดดันยิ่งกว่ามหาภัยพิบัติ ที่ดังขึ้นจากความมืดมิดเบื้องหลังเงาร่างทั้งเจ็ด... "คิดไม่ถึงเลยว่า... สุนัขรับใช้ของตระกูลเยี่ย จะกล้าอาจหาญมาเหยียบย่นถึงอาณาเขตของคนผู้นี้ด้วย?" เสียงปริศนาดังขึ้น พร้อมกับเงาร่างของสตรีอีกผู้หนึ่งที่ก้าวออกมาจากรอยแยกมิติอย่างเชื่องช้า... และเมื่อเยี่ยเฟิงได้เห็นใบหน้านั้นชัดเจน ร่างกายของเขาก็แข็งค้างราวกับถูกสายฟ้าฟาดกลางกระหม่อม ดึงสติของเขากลับสู่ห้วงอดีตที่มืดมนที่สุดในทันที! ขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่าฟันวิถีกระบี่อันหนาวเหน็บนี้มาด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปค่ะ
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ไร้ลักษณ์สยบเซียนนารี นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%