"เขตแดนพันกระบี่สลักโลหิต… เบื้องหน้าคือประตูมรณะที่แม้แต่เซียนแท้จริงยังต้องทอดถอนใจ ท่านแน่ใจแล้วหรือว่าจะก้าวเท้าเข้าไป?"
น้ำเสียงใสราดรดด้วยหยาดน้ำค้างแข็งเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบงันอันน่าอึดอัดของหุบเขารกร้าง มู่หานเยว่ในชุดคลุมยาวสีขาวบริสุทธิ์ดุจหิมะพันปี ยืนสง่างามอยู่บนยอดผาสูงชัน ปลายชายผ้าพัดพลิ้วตามแรงลมปราณที่แปรปรวน รอบกายของนางปรากฏละอองเกล็ดน้ำแข็งสีครามหมุนวนเป็นค่ายกลคุ้ม
เยี่ยเฟิงไม่ตอบคำถามนั้นทันที ชายหนุ่มปรายตามองกระบี่เหล็กกล้าไร้ลวดลายในมือ ความเย็นยะเยือกจากตัวกระบี่แผ่ซ่านเข้าสู่ฝ่ามือจนผิวเนื้อขึ้นรอยช้ำสีม่วง แต่แววตาของเขากลับเต็มไปด้วยความทะนงองอาจอย่างไร้ขีดจำกัด ปมแค้นในอดีตที่เผาผลาญวิญญาณมาเนิ่นนาน ไม่เคยยินยอมให้เขาหยุดฝ่าฟัน ณ จุดสิ้นสุดของเส้นทางนี้ แม้เบื้องหน้าจะเป็นหุบเหวแห่งทัณฑ์สวรรค์ เขาก็จะใช้กระบี่ในมือผ่ามันออกเป็นสองซีก
"ความตายมิเคยน่ากลัวเท่ากับการมีชีวิตอยู่โดยปราศจากวิถีของตนเอง หานเยว่..." เยี่ยเฟิงแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ แววตาคมกริบดุจคมกระบี่กวาดมองม่านหมอกสีชาดที่ปกคลุมแดนต้องห้ามเบื้องล่าง "ตระกูลเยี่ยของข้าเลือดต้องล้างด้วยเลือด หากข้าต้องใช้ร่างนี้ถมลงในขุมนรกเพื่อแลกกับกระบวนท่าที่สามารถสยบฟ้าดินได้ ข้าก็ยินดีจะทำ"
มู่หานเยว่ชะงักไปเล็กน้อย หัวใจที่ด้านชาและเย็นเยียบมาตลอดชีวิตบำเพ็ญเพียร กลับสั่นไหวอย่างรุนแรงยามได้สบตากับบุรุษผู้นี้ นางทอดถอนใจเบาๆ ความรู้สึกที่ซับซ้อนฉายชัดผ่านนัยน์ตาคู่สวย นางยอมละทิ้งวิถีเซียน ตัดขาดจากสำนักเดิม เพียงเพื่อก้าวเดินเคียงข้างเขา ฝ่าฟันมหันตภัยที่แม้แต่ฟ้าดินยังต้องหลบหลีก
"เช่นนั้น... ข้าจะเปิดทางให้ท่านเอง"
สิ้นคำกล่าว ร่างระหงของนางพญาเซียนก็พุ่งทะยานลงสู่หุบเหวมรณะดุจดาวตกสีคราม ปราณเหมันต์พันปีระเบิดออกแผ่ขยายรัศมีนับร้อยลี้ แช่แข็งกระแสลมปราณอันดุร้ายที่พัดโหมกระหน่ำให้หยุดนิ่งในพริบตา อักขระโบราณสีทองนับพันปรากฏขึ้นกลางอากาศ เปิดทางเข้าสู่ "แดนต้องห้ามอัคคีโลหิต" ที่ถูกผนึกมานานนับหมื่นปี
เยี่ยเฟิงไม่รอช้า พลังปราณไร้ลักษณ์ระเบิดจากจุดตันtian (ตันเถียน) พุ่งทะยานตามร่างบางลงไปทันที เสียงคำรามกึกก้องดุจสายฟ้าฟาดสะท้อนไปทั่วผืนป่า ท่ามกลางบรรยากาศที่กดดันจนแทบกระอักเลือด ทั้งสองก้าวเข้าสู่เขตกดดันของแดนต้องห้ามอย่างเต็มตัว
ทันทีที่เท้าสัมผัสพื้นดินเบื้องล่าง กลิ่นอายโบราณอันน่าสะพรึงกลัวก็พั่งพรูเข้าใส่ราวมหาสมุทรคลั่ง แรงโน้มถ่วงนับหมื่นชั่งกดทับลงบนไหล่ราวกับภูเขาไท่ซาน แสงไฟสีชาดจากห้วงมิติรอบด้านลุกโชนขึ้นแปรเปลี่ยนเป็นเงาร่างอสูรบรรพกาลนับพันตัวที่อ้าปากคำรามหมายกลืนกินผู้บุกรุก
"ระวัง! อักษรโลหิตสะท้อนวิญญาณ!" มู่หานเยว่ตวาดเตือน พร้อมกับสะบัดมือขวาเรียกกระจกแก้วเหมันต์ขึ้นต้านทานคลื่นพลังที่ซัดเข้ามา แต่แรงกระแทกกลับรุนแรงเกินคาด ร่างของนางเซียนเซถอยหลังไปสามก้าว มุมปากเรียวสวยมีโลหิตสีสดไหลรินหยดลงบนพื้นหิมะสีขาวสะอาด
เยี่ยเฟิงเห็นดังนั้น แววตาคมพลันทอประกายสีเพลิงดุจสัตว์ป่ากระหายเลือด เขาก้าวขึ้นมายืนบังเบื้องหน้าของนาง ปราณกระบี่ไร้ลักษณ์ในร่างคำรามลั่น ประสานเข้ากับจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ที่ไร้ผู้เทียมทาน
"หานเยว่ เจ้าถอยไป... ที่นี่ ให้ข้าจัดการเอง"
จอมยุทธ์หนุ่มสะบัดกระบี่ในมือออกไปคราหนึ่ง คมกระบี่เปล่งประกายเจิดจ้าตัดผ่านความมืดมิด เสียงกรีดร้องโหยหวนของเงาอสูรดังระդับฟ้าดิน พลังปราณอันบริสุทธิ์และดุดันแผดเผาทุกสิ่งที่ขวางหน้าจนสลายกลายเป็นจุล
ทว่า ในวินาทีที่ความวุ่นวายสงบลงและความเงียบงันเข้าปกคลุมอีกครั้ง พื้นดินเบื้องล่างกลับสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงยิ่งกว่าเดิม อักขระโบราณที่ควรจะดับสูญ กลับสว่างวาบขึ้นเป็นสีเลือดสดๆ พร้อมกับเสียงหัวเราะแหברי้วอันน่าสะพรึงกลัวที่ดังมาจากใจกลางหลุมศพโบราณ
*ครืนนน—!*
หลุมศพที่ถูกผนึกไว้ด้วยค่ายกลสวรรค์ค่อยๆปริแตกออก เผยให้เห็นโลงศพทองคำดำที่ลอยเด่นขึ้นกลางอากาศ และก่อนที่เยี่ยเฟิงและมู่หานเยว่จะได้ตั้งตัว ฝาโลงศพก็ถูกซัดกระเด็นด้วยแรงปราณมหาศาล พร้อมกับเงาร่างของบุคคลผู้หนึ่งที่ก้าวออกมาจากความมืดมิด... บุคคลที่เยี่ยเฟิงคิดว่าตายไปแล้วเมื่อสิบปีก่อน!
ขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่าฟันวิถีกระบี่อันหนาวเหน็บนี้ไปพร้อมกับชิงเสวี่ยเหมันต์นะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปค่ะ
กระบี่ไร้ลักษณ์สยบเซียนนารี•ตอนที่ 9
มุ่งหน้าสู่แดนต้องห้าม
ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ไร้ลักษณ์สยบเซียนนารี นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!