กระบี่ไร้ลักษณ์สยบเซียนนารี•ตอนที่ 10

กับดักแห่งนิกายมืด

ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
ความตายไม่เคยส่งเสียงเตือนล่วงหน้า มันมักคืบคลานเข้ามาในยามที่ลมหายใจของสรรพสิ่งกำลังผ่อนคลาย และนั่นคือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น ณ หุบเขาอัสดง "ระวัง!" เสียงของมู่หานเยว่ตวัดเฉียบขาดดุจคมกระบี่น้ำแข็งที่กรีดผ่านความเงียบงัน นางก้าวเท้าเพียงก้าวเดียว ร่างระหงในอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ก็พุ่งทะยานขึ้นสู่กลางเวหา ฝ่ามือเรียวดุจหยกสลักปัดป้องออกไปเบื้องหน้า ไอเย็นยะเยือกแผ่ขยายกลายเป็นม่านน้ำแข็งหนาทึบในพริบตา *เปรี้ยง!* เสียงระเบิดสนั่นหวั่นไหวราวกับฟ้าถล่ม ปราณโลหิตสีชาดนับร้อยสายพุ่งทะลวงผ่านม่านน้ำแข็งเข้ามาอย่างดุร้าย แรงปะทะสะเทือนไปถึงแก่นวิญญาณ ทำให้พื้นดินใต้ฝ่าเท้าของเยี่ยเฟิงแตกละเอียดเป็นเสี่ยงๆ ร่างของจอมยุทธ์หนุ่มผู้ทะนงตนไถลถอยหลังไปสามวา รอยเท้าลึกจมลงไปในหินผาราวกับเต้าหู้ ดวงตาคมกริบดุจพญาอินทรีหรี่แคบลงอย่างระแวดระวัง กลิ่นอายสังหารเข้มข้นลอยคละคลุ้งปะปนมากับกลิ่นคาวเลือดจางๆ ในอากาศ "พวกมันไม่ได้มาเพื่อเจรจา... แต่มาเพื่อฝังพวกเราไว้ที่นี่" เยี่ยเฟิงกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ เยือกเย็น แต่แฝงไว้ด้วยจิตสังหารที่พร้อมแผดเผาทุกสิ่งที่ขวางหน้า มือข้างที่กุมด้ามกระบี่ไร้ลักษณ์สั่นน้อยๆ ไม่ใช่เพราะความกลัว หากแต่เป็นความตื่นเต้นเร้าใจของโลหิตในกายที่ร่ำร้องหาการต่อสู้ รอบกายของพวกเขาทั้งสองในยามนี้ถูกโอบล้อมด้วยเงาร่างนับสิบในชุดคลุมสีดำสนิท ใบหน้าถูกปกกั้นด้วยหน้ากากอสูรโลหิต ดวงตาสดใสสะท้อนประกายอำมหิต ไร้ซึ่งความรู้สึกแห่งความเป็นมนุษย์ พวกมันคือมือสังหารระดับสูงแห่ง "นิกายโลหิตทมิฬ" นิกายมารที่เร้นกายอยู่ในเงามานับร้อยปี และเป็นศัตรูคู่อาฆาตที่ตามล่าล้างบางผู้มีสายเลือดตระกูลเยี่ยมาโดยตลอด "เยี่ยเฟิง เจ้าคิดว่าจะหนีพ้นเงื้อมมือของพวกเราไปได้เช่นนั้นหรือ? ประมุขเฒ่าสั่งมาตายหรือเป็น ศีรษะของเจ้าต้องถูกนำไปสังเวยแท่นบูชาโลหิต!" เสียงแหบพร่าดุจเสียงเสียดสีของโลหะดังขึ้นจากเงาร่างหนึ่งที่ยืนอยู่บนยอดผาสูงชัน มันคือผู้นำกลุ่มซุ่มโจมตีในครั้งนี้ พลังปราณที่แผ่ออกมาจากร่างของมันอยู่ในขอบเขตหลอมรวมวิญญาณขั้นสมบูรณ์ กดดันจนอากาศรอบบริเวณบิดเบี้ยว มู่หานเยว่ปรายตามองเงาร่างเหล่านั้นด้วยความรังเกียจ นางสาวเท้ารุดขึ้นมาเคียงข้างเยี่ยเฟิง ปลายชายผ้าแพรสีขาวโบกสะบัดตามแรงลมปราณที่หมุนวนรอบกาย ไอเย็นยะเยือกจากเคล็ดวิชา "เหมันต์นิรันดร์" ของนางแผ่พุ่งออกไปจนหยาดน้ำค้างบนใบหญ้ากลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งแหลมคม "รaนหาที่ตาย" นางเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าแฝงความกดดันอันน่าสะพรึงกลัว "สุนัขรับใช้แห่งนิกายมาร กล้าดียังไงมาเห่าหอนต่อหน้าข้า" "แม่นางมู่... ข้ารู้ว่าท่านคือนายหญิงแห่งยอดเขาเหมันต์ ผู้คนต่างเกรงกลัวบารมีของท่าน แต่ทว่า... วันนี้เป้าหมายของเรามีเพียงไอ้สารเลวตระกูลเยี่ยผู้นี้ หากท่านยอมถอยไปแต่โดยดี ทางเราจะถือว่าไม่เคยมีเรื่องบาดหมางกันมาก่อน" ผู้นำนิกายมารแค่นเสียงหัวเราะเยาะหยัน เยี่ยเฟิงแค่นยิ้มที่มุมปาก แววตาทระนงฉายแววดูแคลน เขากวาดสายตามองเหล่ามือสังหารรอบด้าน ชายหนุ่มมิได้หวาดหวั่นแม้แต่น้อย วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์ในใจของเขาหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับกระบี่ในมือมานานแล้ว "หานเยว่" เยี่ยเฟิงเอ่ยเรียกสตรีข้างกายโดยไม่ละสายตาจากศัตรู "เจ้าถอยไปก่อน สุนัขเหล่านี้... ข้าจัดการเอง" มู่หานเยว่หันมามองเขาแวบหนึ่ง ดวงตางามลุ่มลึกคู่นั้นสะท้อนภาพใบหน้าด้านข้างที่เด็ดเดี่ยวและมั่นคงของชายหนุ่ม นางรู้ดีว่าศักดิ์ศรีและความทะนงตนของเยี่ยเฟิงคือน้ำพุแห่งพลังที่ไม่มีวันเหือดแห้ง และนางก็เชื่อมั่นในคมกระบี่ของเขาเหนือสิ่งอื่นใด ทว่า ในฐานะคู่คิดผู้ร่วมเป็นร่วมตาย นางจะยอมให้เขาแบกรับภาระนี้ไว้เพียงลำพังได้อย่างไร "อย่าผยองให้มากนัก เยี่ยเฟิง" มู่หานเยว่กล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนลงเล็กน้อยที่มอบให้เขาเพียงผู้เดียว "ข้ามิได้มาที่นี่เพื่อเป็นภาระให้เจ้า... ศัตรูพวกนี้ มีมากเกินกว่าที่กระบี่เล่มเดียวของเจ้าจะรับไหว" สิ้นคำพูดของนาง พลังปราณสีครามบริสุทธิ์ก็พวยพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า เมฆฝนดำทะมึนก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็วรอบหุบเขา อุณหภูมิลดฮวบลงจนติดลบในพริบตา เกล็ดหิมะโปรยปรายลงมาราวกับห้วงเวลาหยุดนิ่ง ผู้นำนิกายมารหน้าเปลี่ยนสีทันที เมื่อสัมผัสได้ถึงแรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวที่แผ่ออกมาจากสตรีผู้นี้ "ลงมือ! ฆ่าพวกมันให้สิ้นซาก อย่าให้เหลือแม้แต่ซาก!" สิ้นเสียงคำราม มือสังหารนับสิบพุ่งทะยานเข้าใส่ดุจฝูงพญาอินทريกระหายเลือด ปราณโลหิตแผดเผาเป็นเปลวเพลิงสีชาดพุ่งเข้าประจันบาน *ฉับพลัน!* เยี่ยเฟิงขยับตัว ร่างของเขาหายวับไปจากจุดเดิม ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งกลางวงล้อม กระบี่ไร้ลักษณ์ในมือไม่ได้ชักออกจากฝักอย่างเต็มรูปแบบ เป็นเพียงการตวัดข้อมือออกไปครึ่งนิ้ว แต่ประกายกระบี่ที่พวยพุ่งออกมากลับคมกริบราวกับสามารถตัดผ่านมิติได้ *ฉับ! เสียงเนื้อและโลหิตถูกเฉือนขาดดังประสานกัน* มือสังหารสองคนแรกยังไม่ทันได้กรีดร้อง ร่างก็ถูกตัดแบ่งเป็นสองท่อน เลือดสีสดสาดกระเซ็นย้อมผืนหิมะสีขาวให้กลายเป็นสีแดงฉาน ความเร็วและอณูพลังของเยี่ยเฟิงในยามนี้ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมไปไกลโขแล้ว การบำเพ็ญเพียรผ่านความเป็นความตายมาหลายต่อหลายครั้งหล่อหลอมให้กระบี่ของเขากลายเป็นเครื่องมือสังหารที่ไร้ความปรานี ในขณะเดียวกัน มู่หานเยว่ก็เคลื่อนไหว ร่างของนางงดงามดุจเทพธิดาร่ายรำท่ามกลางพายุหิมะ ฝ่ามือเรียวโบกสะบัด สร้างค่ายกลน้ำแข็งปิดกั้นเส้นทางหนีของศัตรู พร้อมทั้งแช่แข็งมือสังหารกลุ่มใหญ่ให้กลายเป็นรูปปั้นน้ำแข็งในชั่วพริบตา การต่อสู้ดำเนินไปอย่างดุเดือดเลือดพล่าน เสียงปะทะของอาวุธและแรงระเบิดของพลังปราณสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งหุบเขาอัสดง เลือดและหยาดน้ำค้างผสมปนเปกันบนพื้นดิน กลิ่นอายความตายแผ่ซ่านไปทั่วทุกอณูอากาศ ทว่า ในขณะที่เยี่ยเฟิงกำลังตวัดกระบี่ปลิดชีวมือสังหารคนสุดท้ายที่พุ่งเข้ามาจากด้านหลัง สายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นความผิดปกติบางอย่างที่ใจกลางค่ายกลศัตรู ผู้นำนิกายมารที่เคยยืนอยู่บนยอดผากลับหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ทิ้งไว้เพียงรอยยิ้มเย็นเยียบที่สะท้อนอยู่ในความทรงจำ และที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้น... พื้นดินใต้ฝ่าเท้าของมู่หานเยว่กำลังเรืองแสงด้วยอักขระโลหิตโบราณที่ซ่อนอยู่ใต้ชั้นหิมะ! "หานเยว่! ระวัง!" เยี่ยเฟิงเบิกตากว้าง หัวใจกระตุกวูบ ความรู้สึกหนาวเหน็บที่แล่นริ้วขึ้นมาจากไขสันหลังไม่ใช่เพราะไอเย็นของศัตรู แต่เป็นลางสังหรณ์แห่งความตาย อักขระโลหิตระเบิดแสงเจิดจ้าขึ้นพร้อมกัน วงแหวนเวทย์มนต์สีดำทมิฬพุ่งทะยานขึ้นจากพื้นดิน พันธนาการร่างของมู่หานเยว่ไว้ในพริบตา ก่อนที่ร่างของผู้นำนิกายมารจะปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งด้านหลังนาง พร้อมกับกริชโลหิตที่จ่อตรงไปยังจุดชีพจรหัวใจของนางอย่างแม่นยำ! ชิงเสวี่ยเหมันต์ขอกราบขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่าฟันวิถีกระบี่อันหนาวเหน็บนี้มาด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปค่ะ
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ไร้ลักษณ์สยบเซียนนารี นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%