"ถ้าคุณยังเดินหนีผมอีกก้าวเดียว ผมจะถือว่าคุณยอมรับนะครูริน ว่าหัวใจคุณมันกำลังเต้นจังหวะเดียวกับเฟืองทดรอบในเครื่องยนต์ V8 ที่กำลังเร่งเครื่องเต็มสูบ!"
เสียงทุ้มต่ำติดจะกวนประสาทของธันวา ดังแทรกผ่านความเงียบสงบของห้องปฏิบัติการฟิสิกส์ยามเย็น ทำเอาฝ่าเท้าเรียวภายใต้รองเท้าคัทชูสีดำสนิทของครูรินต้องชะงักกึกทันที หล่อนเม้มริมฝีปากแน่นจนเป็นเส้นตรง ดวงตากลมโตภายใต้กรอบแว่นสายตาทรงเหลี่ยมตวัดกลับมามองค้อนขวับอย่างเอาเรื่อง แต่ทว่า สันกรามที่เกร็งแน่นกับพวงแก้มที่ขึ้นสีเรื่อระเรื่อจางๆ นั้น กลับทรยศความนิ่งขรึมที่หล่อนพยายามสร้างขึ้นมาเสียสนิท
เหตุการณ์เมื่อครู่... ตอนที่ธันวาหันขวับไปตามเสียงปริศนา แล้วพบว่ามันไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นเสียงกระป๋องน้ำอัดลมเปล่าๆ ที่กลิ้งหล่นจากโต๊ะทดลองเพราะแรงสั่นสะเทือนจากการทดลองเรื่องคลื่นนิ่งของเขาเอง มันเกือบจะทำให้บรรยากาศโรแมนติกที่เขาสBILD โครงสร้างไว้พังครืนลงมาไม่เป็นท่า หากแต่ธันวาผู้มีสัญชาตญาณความกวนเป็นเลิศ กลับพลิกวิกฤตให้กลายเป็นเวทีแสดงทฤษฎีความรักฉบับเด็กวิทย์ได้เสียอย่างนั้น
"คุณนี่มัน... เหลืออดจริงๆ เลยนะธันวา!" ครูรินพ่นลมหายใจออกมาทางจมูกพรืดใหญ่ พยายามก้าวถอยหลังเพื่อเว้นระยะห่าง แต่มือเจ้ากรรมดันไปชนเข้ากับชั้นวางอุปกรณ์ฟิสิกส์จนขวดโหลแก้วบรรจุผงเหล็กสั่นไหวเบาๆ "เอาทฤษฎีบ้าๆ ของคุณเก็บใส่กระเป๋าแล้วก็ไสหัวกลับบ้านไปได้แล้วค่ะ—เอ๊ย! ไปได้แล้วครับ!"
หล่อนเกือบจะเผลอหลุดคำลงท้ายตามความคุ้นชิน แต่พอเจอสายตากรุ้มกริมที่ส่งประกายวิบวับเป็นเชิงล้อเลียนของติวเตอร์หนุ่มเข้าให้ หล่อนก็รีบแก้เกมด้วยการดึงเสียงให้ต่ำลงแล้วใช้สรรพนามทางการเพื่อสร้างกำแพงกั้นทันที
ธันวาอมยิ้มบางๆ ริมฝีปากหยักลึกยกขึ้นเป็นมุมโค้งที่ต่อให้ผู้หญิงใจแข็งแค่ไหนก็ต้องมีหวั่นไหว เขาสืบเท้าเข้าไปใกล้ทีละนิด ช้าๆ ทว่ามั่นคง ราวกับนักล่าที่กำลังต้อนเหยื่อเข้ามุมอับทางความคิด
"โธ่ ครูรินครับ อย่าเพิ่งใจร้ายกับนักวิทยาศาสตร์ฝึกหัดอย่างผมเลยน่า" ธันวาหยุดยืนห่างจากหล่อนแค่เพียงเอื้อมมือ กลิ่นโคโลญจน์อ่อนๆ ผสมกับกลิ่นกระดาษตำราเรียนจางๆ ลอยแตะจมูกของคนตัวเล็กที่ตอนนี้แผ่นหลังแทบจะติดกับชั้นเหล็กอยู่รำไร "ผมไม่ได้พูดเล่นนะ... ที่เปรียบเทียบใจคุณกับกลไกเฟืองเนี่ย ผมมีเหตุผลทางฟิสิกส์มารองรับนะครู"
"ฉันไม่ฟัง! หลบไปเลยนะ" ครูรินยกมือขึ้นดันอกเสื้อเชิ้ตพับแขนของอีกฝ่ายไว้ แต่สัมผัสจากความอบอุ่นที่แผ่ซ่านผ่านเนื้อผ้า กลับทำให้ปลายนิ้วของหล่อนสะดุ้งราวกับโดนกระแสไฟฟ้าสถิตอ่อนๆ ช็อตเข้าอย่างจัง
"ฟังก่อนสิครับคนสวย" ธันวาหัวเราะในลำคอเบาๆ น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นมาวูบหนึ่ง จนคนฟังเผลอชะงักไป "คุณลองมองตัวเองตอนนี้สิครับ... ภายนอกเนี่ย เป็นเฟืองตัวใหญ่ที่หมุนด้วยความเร็วคงที่ เป๊ะทุกระเบียบ นิ้วไม่เคยเฉียดตกหล่นจากร่องฟันเฟือง ควบคุมทุกอย่างในห้องเรียนให้หมุนไปตามกฎเกณฑ์ที่วางไว้... เหมือนระบบนาฬิกาจักรกลโบราณที่ไม่มีวันเดินผิดเพี้ยนเลยใช่ไหมล่ะครับ"
ดวงตาคมกริบของธันวาจดจ้องลึกลงไปในดวงตาสีดำสนิทหลังเลนส์แว่นของหญิงสาว เขาย่อตัวลงเล็กน้อยให้อยู่ในระดับสายตาเดียวกัน เพื่อบังคับให้หล่อนไม่สามารถหลบเลี่ยงการสบตานี้ได้
"แต่คุณรู้ไหมครับว่า... ทำไมเวลาอยู่กับผม เฟืองในตัวคุณถึงได้ขัดข้องตลอดเวลา?"
ครูรินเม้มปากแน่น หล่อนเบือนหน้าหนีไปมองทางอื่นเพื่อซ่อนอาการใจเต้นรำรัวที่ดังแข่งกับเสียงเครื่องปรับอากาศในห้อง "เพ้อเจ้อ... ฉันแค่รำคาญที่คุณชอบทำตัวนอกลู่นอกทางต่างหากเล่า!"
"เปล่าเลยครับ ไม่ใช่เพราะความรำคาญหรอก" ธันวาปฏิเสธเสียงนุ่ม ทว่าหนักแน่น "แต่มันเป็นเพราะ 'แรงเสียดทาน' ต่างหากล่ะครับครูริน... แรงเสียดทานจากความรู้สึกที่คุณพยายามฝืนเก็บมันไว้ข้างในไง"
ติวเตอร์หนุ่มขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด จนแทบจะได้ยินเสียงลมหายใจที่ติดขัดของคนตรงหน้า
"ในทางกลศาสตร์... เฟืองสองตัวที่จะส่งกำลังให้หมุนไปด้วยกันได้อย่างราบรื่น มันต้องมีสารหล่อลื่นและระยะห่างที่พอดีตัวครับ ถ้าเฟืองตัวหนึ่งแข็งทื่อเกินไป ไม่ยอมปรับขนาดร่องฟันให้เข้ากับอีกตัว พอมีแรงภายนอกเข้ามากระทบ—เช่น คำหยอกเย้ากวนๆ ของผม—มันก็จะเกิดการขัดสีกัน เกิดความร้อน และสุดท้าย..." ธันวาเว้นจังหวะนิดหนึ่ง ปล่อยให้ความเงียบทำหน้าที่ขยายความหมาย "เฟืองตัวนั้นก็จะล็อกตาย... เหมือนอย่างที่คุณกำลังเป็นอยู่ตอนนี้ไงครับ"
คำพูดเปรียบเปรยที่แฝงไปด้วยหลักการทางฟิสิกส์แต่กลับสะแทกใจดำเข้าอย่างจัง ทำให้ครูรินถึงกับพูดไม่ออก หล่อนอ้าปากพะงาบๆ เหมือนปลาขาดน้ำ สมองที่เคยประมวลผลสูตรฟิสิกส์ได้อย่างรวดเร็ว กลับชัตดาวน์กะทันหันเมื่อเจอสายตาที่เต็มไปด้วยความจริงจังและอ่อนโยนคู่นั้น
"ธันวา..." หล่อนกระซิบเรียกชื่อเขาออกมาเบาหวิว ราวกับเสียงกระซิบของสายลม "คุณนี่มัน... เกินไปแล้วนะ"
"ผมยังไปได้มากกว่านี้อีกเยอะครับ ถ้าคุณยอมปลดล็อกกลไกในใจแล้วลองหมุนตามจังหวะผมดูสักครั้ง" ธันวายิ้มกริ่ม รอยยิ้มที่ไม่ได้กวนประสาทเหมือนทุกที แต่กลับอบอุ่นเสียจนคนมองรู้สึกร้อนผ่าวที่หัวใจอย่างประหลาด
บรรยากาศรอบตัวราวกับถูกดูดกลืนหายไป เหลือเพียงเสียงหัวใจของคนสองคนที่เต้นผิดจังหวะท่ามกลางกองอุปกรณ์ฟิสิกส์ ครูรินเงยหน้าขึ้นมองชายหนุ่มด้วยแววตาที่สั่นไหว กำแพงน้ำแข็งที่หล่อนเพียรสร้างมาตลอดหลายปีพังทลายลงทีละน้อยอย่างไร้ทางต่อสู้ หล่อนรู้ตัวดีว่ากำลังแพ้... แพ้ให้กับความใส่ใจที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความกวนประสาทนั้นอย่างราบคาบ
ทว่า... ในวินาทีที่ธันวากำลังจะเอื้อมมือไปกุมมือบางที่วางอยู่ข้างลำตัว เพื่อดึงให้หล่อนก้าวเข้ามาในโลกของเขาอย่างเต็มตัวนั้นเอง
*กริ๊งงงงงงง!*
เสียงสัญญาณเตือนภัยอัคคีภัยของตึกคณะวิทยาศาสตร์ก็ดังสนั่นหวั่นไหวขึ้นมาอย่างไร้กาลเทศะ พร้อมกับเสียงประกาศจากระบบอัตโนมัติที่ดังแทรกเข้ามาทันที
*[แจ้งเตือน! ตรวจพบกลุ่มควันหนาแน่นบริเวณห้องเก็บสารเคมีชั้น 3 ขอให้บุคลากรทุกท่านอพยพออกจากอาคารโดยด่วน!]*
ธันวาขมวดคิ้วมุ่นทันทีด้วยความหงุดหงิด ส่วนครูรินสะดุ้งสุดตัวด้วยความตกใจ หล่อนรีบผละออกจากวงแขนของชายหนุ่มโดยอัตโนมัติ สีหน้าเปลี่ยนเป็นความตื่นตระหนกตามสัญชาตญาณความเป็นครูผู้รับผิดชอบทันที
"ตายจริง! ห้องเก็บสารเคมีชั้นสามเหรอ นั่นมันสารไวไฟทั้งนั้นนะ!" ครูรินอุทานเสียงหลง ร่างบางหันซ้ายแลขวาด้วยความร้อนรน รีบคว้ากระเป๋าเอกสารของตัวเองขึ้นมาเตรียมวิ่ง
"เดี๋ยวก่อนครับครูริน!" ธันวาดึงแขนหล่อนไว้รั้งตัวให้อยู่ข้างหลังเขา สายตาคมกวาดมองไปรอบห้องอย่างรวดเร็วเพื่อประเมินสถานการณ์ "อย่าเพิ่งวิ่งสุ่มสี่สุ่มห้า ลมเปลี่ยนทิศทางนี้กำลังพัดกลุ่มควันขึ้นมาทางบันไดหนีไฟฝั่งตะวันออก เราต้องไปอีกทาง!"
"แต่ว่าเอกสารผลการทดลองของเด็กๆ อยู่ที่โต๊ะทำงานฉัน..."
"ช่างเอกสารก่อนครับ ชีวิตคุณสำคัญกว่า!" ธันวาตัดบทเสียงเข้ม น้ำเสียงที่เปลี่ยนจากโหมดขี้เล่นเป็นจริงจังเด็ดเดี่ยว ทำให้ครูรินชะงักไปชั่วขณะ หล่อนพยักหน้ารับอย่างไร้ข้อโต้แย้ง ยอมปล่อยให้มือหนาคว้าข้อมือของหล่อนแล้วออกวิ่งฝ่าความโกลาหลในทางเดินทันที
พวกเขาสองคนวิ่งลัดเลาะไปตามทางเดินที่เริ่มมีกลุ่มควันสีเทาจางๆ ลอยปกคลุม บรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยความอลหม่านของนักศึกษาและอาจารย์ที่กำลังทยอยวิ่งลงบันไดหนีไฟ ธันวากระชับมือที่กุมข้อมือของหญิงสาวไว้แน่น คอยระแวดระวังไม่ให้ใครมาเบียดกระแทกคนข้างหลัง ในขณะที่ครูรินที่วิ่งตามมาติดๆ ทำได้เพียงมองแผ่นหลังกว้างของคนที่อยู่เบื้องหน้า หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวไม่ใช่เพราะความกลัวจากไฟไหม้ แต่เป็นเพราะสัมผัสอุ่นจากฝ่ามือที่กุมแน่นไม่ยอมปล่อยท่ามกลางวิกฤตต่างหาก
ในที่สุด ธันวาก็พาครูรินพุ่งตัวทะลุผ่านประตูทางออกฉุกเฉินด้านหลังตึก ออกมาสู่1ลานกว้างกลางแจ้งที่ปลอดภัย ท่ามกลางแสงไฟกะพริบของรถดับเพลิงที่วิ่งเข้ามาจอดเทียบท่าอย่างอลหม่าน
ทั้งสองคนยืนหอบหายใจโยนตัวด้วยความเหนื่อยอ่อน ธันวาหันกลับมามองคนข้างกาย สำรวจความเรียบร้อยตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยความเป็นห่วง
"เป็นยังไงบ้างครับ? สำลักควันตรงไหนหรือเปล่า?" เขาถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล พลางใช้มือปัดเขม่าควันจางๆ ที่เปื้อนอยู่ตรงไหล่เสื้อให้หล่อนอย่างเบามือ
ครูรินส่ายหัวช้าๆ ปล่อยให้เขาจัดการความเรียบร้อยให้โดยไม่คิดจะปัดป้อง หล่อนเงยหน้าขึ้นมองหน้าชายหนุ่มที่มีเหงื่อซึมตามไรผม แต่แววตากลับยังคงฉายความห่วงใยและประกายระยิบระยับแบบเดิมไม่เปลี่ยน
"ฉัน... ไม่เป็นไรค่ะ" หล่อนกระซิบตอบ เสียงเบากว่าเสียงไซเรนรถดับเพลิงรอบตัวเสียอีก
ธันวายิ้มโล่งอก ก่อนที่สายตาคมจะกวาดมองไปรอบๆ ลานกว้าง แล้วจู่ๆ เขาก็ชะงักกึก สีหน้าที่เคยผ่อนคลายเมื่อครู่กลับเปลี่ยนเป็นความเคร่งเครียดขึ้นมาทันที ท่าทางของเขาทำให้ครูรินขมวดคิ้วสงสัย
"มีอะไรเหรอธันวา ทำไมทำหน้าแบบนั้น?"
ธันวาไม่ตอบทันที เขารemove มือออกจากไหล่ของหล่อนช้าๆ สายตาจ้องมองตรงไปยังกลุ่มควันหนาทึบที่กำลังพวยพุ่งขึ้นมาจากหน้าต่างห้องปฏิบัติการฟิสิกส์ชั้นบน—จุดที่พวกเขาเพิ่งวิ่งหนีออกมาเมื่อครู่—ก่อนที่ริมฝีปากหยักจะขยับเอ่ยประโยคที่ทำให้เลือดในกายของครูรินเย็นเฉียบลงไปถึงขั้วหัวใจ
"ครูริน..." ธันวาหันขวับมามองหน้าหล่อน น้ำเสียงกดต่ำลงจนแทบเป็นเสียงกระซิบ "คุณจำกล่องเหล็กนิรภัยที่เก็บ 'แผ่นบันทึกข้อมูลการทดลองลับ' ของโปรเจกต์ที่เราทำร่วมกันไว้บนโต๊ะทำงานของคุณได้ไหมครับ?"
ครูรินเบิกตากว้าง หัวใจกระตุกวูบ "จำได้... ทำไมล่ะ?"
"ผมเพิ่งนึกขึ้นได้ว่า..." ธันวาจ้องลึกลงไปในดวงตาของหล่อนด้วยแววตาที่สั่นไหวเล็กน้อย "เมื่อกี้... ตอนที่เรากำลังจะออกจากห้อง ผมเห็นเด็กฝึกงานคนหนึ่งวิ่งถือแฟ้มเอกสารผิดกล่องเข้าไปหยิบมัน... และถ้าผมจำไม่ผิด..."
ติวเตอร์หนุ่มกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ ก่อนจะทิ้งระเบิดลูกสุดท้ายที่แขวนความรู้สึกของคนอ่านไว้บนเส้นด้าย
"ในกล่องนั้น... ไม่ได้มีแค่ข้อมูลการทดลองฟิสิกส์ธรรมดา แต่มันมี 'สมุดบันทึกความรู้สึก' เล่มสีฟ้าที่คุณเผลอเขียนระบายความในใจเรื่องผมเอาไว้... วางหราอยู่บนสุดของกล่องนั้นพอดีครับ!"
...โปรดติดตามตอนต่อไป...
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและหมุนเฟืองหัวใจไปพร้อมกับความอลวนของคู่หูสายวิทย์เรื่องนี้นะครับ
เซียนฟิสิกส์จอมกวนกับคุณครูสาวสายเนี้ยบ•ตอนที่ 12
กลไกของคนปากแข็ง
ผลงานโดย วิทยาศาสตร์รอบตัว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (วิทยาศาสตร์รอบตัว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนฟิสิกส์จอมกวนกับคุณครูสาวสายเนี้ยบ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!