เซียนยุทธภพพลิกมิติ ลุยธุรกิจยุค 70•ตอนที่ 21

เปิดประตูสู่ยุคปฏิรูปเศรษฐกิจ

ผลงานโดย เฉินเว่ยสายลุย
เสียงตบโต๊ะไม้เนื้อแข็งดังสนั่นหวั่นไหว สะท้อนก้องไปทั่วห้องโถงประชุมสหกรณ์การเกษตรประจำคอมมูน แรงกระแทกนั้นมากพอจะทำให้ถ้วยกระเบื้องเคลือบสีขาวที่บรรจุน้ำชาอุ่นๆ ถึงกับกระเพื่อมจนน้ำชาสีเข้มกระเซ็นออกมารดหลังมือเหี่ยวย่นของเฒ่าจาง หัวหน้าคอมมูนผู้กุมอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดมานานนับทศวรรษ "เหลวไหลที่สุด! เฉินเว่ย เจ้าเด็กเมื่อวานซืน คิดว่าตัวเองเป็นใคร ถึงกล้าอาจหาญเสนอให้เลิกทำเกษตรแบบรวมหมู่แล้วปล่อยให้ชาวบ้านเช่าที่ดินทำกินกันเองแบบตัวใครตัวมัน! นี่มันแนวคิดของพวกทุนนิยมชัดเจน อยากติดคุกหัวโตหรืออย่างไรกัน!" สายตาทุกคู่ภายในห้องประชุมนับสิบชีวิตพากันจับจ้องมาที่ร่างสูงโปร่งของเฉินเว่ยที่ยืนสงบนิ่งอยู่กลางห้อง ใบหน้าคมคายของอดีตเจ้าสำนักผู้ผ่านความเป็นความตายมานับครั้งไม่ถ้วนไม่ได้แสดงความหวาดกลัวแม้แต่น้อย เขายังคงสวมเสื้อแจ็กเก็ตสีเขียวขี้ม้าเก่าๆ ทว่าสะอาดสะอ้าน มือทั้งสองข้างไขว่หลังไว้หลวมๆ ดวงตาดำขลับลึกล้ำราวกับห้วงจักรวาลกวาดตามองกลุ่มผู้มีอำนาจในท้องถิ่นทีละคนอย่างช้าๆ ความเงียบงันปกคลุมชั่วขณะ ไม่มีใครกล้าหายใจดัง เพราะทุกคนรู้ดีว่าในยุคสมัยที่ลมหายใจของประชาชนยังต้องผูกติดอยู่กับโควตาการผลิตของรัฐ การพูดจาแหวกแนวเช่นนี้มีโทษหนักหนาสสาหัสเพียงใด เฉินเว่ยไม่รีบร้อนที่จะตอบโต้ เขายกยิ้มมุมปากเล็กน้อย รอยยิ้มที่แฝงไปด้วยความเย้ยหยันจางๆ ที่มีเพียงคนฉลาดเท่านั้นที่จะสังเกตเห็น เขาก้าวเท้าเข้าไปใกล้โต๊ะประชุมอีกสองก้าว สร้างแรงกดดันทางจิตวิทยาให้เฒ่าจางต้องเอนหลังพิงพนักเก้าอี้โดยไม่รู้ตัว "ท่านหัวหน้าจางครับ..." น้ำเสียงของเฉินเว่ยทุ้มนุ่ม ทว่าก้องกังวานและทรงพลังอย่างประหลาด "ท่านบอกว่านี่คือแนวคิดทุนนิยม... แต่ท่านเคยลองใช้สายตาคู่นั้นมองออกไปนอกหน้าต่าง ดูแปลงนาข้าวของคอมมูนเราในยามนี้บ้างหรือไม่ครับว่า มันเหลืออะไรนอกจากดินแห้งแล้งกับแรงงานคนที่หมดเรี่ยวแรง?" "เจ้า...!" เฒ่าจางหน้าดำคร่ำเครียด ชี้หน้าชายหนุ่มด้วยความโกรธเกรี้ยว "นั่นคือระเบียบปฏิบัติจากเบื้องบน เป็นนโยบายที่พวกเรายึดถือกันมาตั้งแต่รุ่นพ่อ!" "กฎระเบียบมีไว้เพื่อขับเคลื่อนผู้คน ไม่ใช่มีไว้เพื่อกักขังผู้คนให้ตายอย่างอดอยากครับ" เฉินเว่ยกล่าวแทรกขึ้นทันควัน น้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบคมราวกับใบมีดที่ถูกลับจนขึ้นเงา "อีกอย่าง... สิ่งที่ผมพูดวันนี้ ไม่ใช่ความเพ้อฝันของผมคนเดียว แต่เป็นสายลมที่กำลังพัดมาจากทางใต้ต่างหากครับ" สิ้นคำพูดนั้น บรรยากาศในห้องประชุมก็พลันหยุดชะงักลง หลี่มู่ฮุ่ย ภรรยาคู่ชีวิตของเขาที่นั่งรออยู่ตรงมุมห้องด้วยความกังวลใจมาโดยตลอด เผลอกำชายเสื้อตัวเองแน่นจนยับยู่ยี่ หัวใจของเถาเต้นระรัวด้วยความหวาดหวั่น แม้นางจะเชื่อมั่นในตัวสามีผู้พลิกฟื้นครอบครัวให้พ้นจากปากเหวแห่งความยากจนมาได้ แต่นี่คือการท้าทายอำนาจรัฐระดับคอมมูน มันไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เลย เฉินเว่ยย่อมรู้ดีว่าภรรยากำลังกังวล เขาสส่งสายตาอบอุ่นแต่หนักแน่นไปให้แวบหนึ่ง เพื่อบอกให้นางวางใจ ก่อนจะหันกลับมาเผชิญหน้ากับเหล่าคณะกรรมการผู้มีสีหน้าตื่นตระหนก "ลมอะไรกัน เจ้าเด็กนี่เพ้อเจ้อไปกันใหญ่แล้ว!" รองหัวหน้าคอมมูนส่งเสียงเยาะหยันขึ้นมาบ้างเพื่อช่วยเจ้านายกู้หน้า "ลมแห่งความเปลี่ยนแปลงครับ..." เฉินเว่ยหยิบแผ่นกระดาษหนังสือพิมพ์ฉบับท้องถิ่นที่เพิ่งตีพิมพ์สดๆ ร้อนๆ ออกมาจากกระเป๋าเสื้อ วางลงกลางโต๊ะอย่างแผ่วเบา แต่เสียงกระดาษกระทบไม้กลับดังชัดเจนในความเงียบ "วิทยุประกาศจากเมืองหลวงเมื่อคืนนี้... การประชุมเต็มคณะครั้งที่สามของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนชุดที่สิบเอ็ด ได้เริ่มต้นขึ้นแล้วครับ และใจความสำคัญคือ 'การปฏิรูปและเปิดประเทศ' รวมถึง 'ระบบความรับผิดชอบต่อครัวเรือน' ที่กำลังจะถูกนำมาใช้ทดลองในมณฑลทางใต้" เพล้ง! แก้วน้ำชาในมือของเฒ่าจางร่วงหล่นลงกระทบพื้นแตกกระจาย น้ำชาสีชาดไหลนองไปตามพื้นไม้ ใบหน้าของชายชราซีดเผือกราวกับกระดาษ ข้อมูลนี้แม้แต่เขายังได้รับมาเพียงข่าวลือรางๆ แต่เด็กหนุ่มตรงหน้ากลับรู้รายละเอียดราวกับไปนั่งฟังอยู่ในการประชุมด้วยตัวเอง "เป็นไปไม่ได้... ข่าวด่วนแบบนี้ เจ้า... เจ้ารู้ได้อย่างไร?" เฒ่าจางละล่ำละลักถาม น้ำเสียงที่เคยเกรี้ยวกราดเมื่อครู่สั่นเครืออย่างเห็นได้ชัด "โลกใบนี้กำลังจะหมุนไปข้างหน้าครับท่านหัวหน้าจาง" เฉินเว่ยโน้มตัวลงไปกระซิบด้วยน้ำเสียงที่ได้ยินกันเฉพาะคนในวงสนทนา "ผู้ที่ปรับตัวก่อน คือผู้ที่จะกอบโกยความมั่งคั่งและสร้างอนาคต ผู้ที่ดึงดันจะขวางกระแสธารแห่งยุคสมัย... ก็เหมือนกับมดปลวกที่คิดจะเอาไม้ซีกไปงัดซุง สุดท้ายย่อมถูกบดขยี้จนไม่เหลือแม้แต่ซาก" ความเย็นเยียบแล่นริ้วไปตามสันหลังของทุกคนในห้องประชุม รังสีอำมหิตที่เฉินเว่ยเคยใช้กดดันยอดฝีมือในยุทธภพถูกปลดปล่อยออกมาเพียงเสี้ยววินาที ทว่ามันมากพอที่จะทำให้คนธรรมดาอย่างคณะกรรมการคอมมูนรู้สึกราวกับกำลังหายใจไม่ออก เฉินเว่ยเหยียดยิ้มเย็นชาในใจ เขารู้ดีว่าหมากตานี้เขาเดินได้ไม่ผิดพลาด ยุค 70 กำลังจะสิ้นสุดลง และยุคทองแห่งการค้าเสรี กำลังจะเปิดฉากขึ้นด้วยน้ำมือของเขา ทว่า... ในจังหวะที่เฉินเว่ยกำลังจะยื่นข้อเสนอขั้นเด็ดขาดเพื่อให้สหกรณ์อนุมัติแปลงที่ดินทดลอง ประตูไม้บานใหญ่ของห้องประชุมก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรงด้วยฝ่ามือของใครบางคน "รายงาน! หัวหน้าจาง! แย่แล้วครับ!" เจ้าหน้าที่หนุ่มวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาด้วยความหอบเหน hojas เหงื่อกาฬไหลท่วมใบหน้า ร่างกายสั่นเทาจนแทบยืนไม่อยู่ "มีเรื่องอะไรกัน ถึงได้เสียมารยาทเช่นนี้!" เฒ่าจางตวาดกลบเกลื่อนความตกใจเมื่อครู่ "มี... มีคนจากส่วนกลาง... เจ้าหน้าที่จากสำนักงานพาณิชย์มณฑลและคณะทำงานพิเศษ มาถึงที่ทำการคอมมูนของเราแล้วครับ! และ... และพวกเขากำลังตามหาตัว... 'สหายเฉินเว่ย' ครับ!" เฉินเว่ยชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาดำขลับหรี่ลงอย่างใช้ความคิด ท่ามกลางความตกตะลึงของทุกคนในห้อง หลี่มู่ฮุ่ยถึงกับผุดลุกขึ้นยืนด้วยความตกใจ ขณะที่เสียงฝีเท้าหนักแน่นหลายคู่กำลังเดินใกล้เข้ามาทางห้องประชุมแห่งนี้อย่างรวดเร็ว... ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางมาถึงบทนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ เฉินเว่ยสายลุย
สารจากนักเขียน (เฉินเว่ยสายลุย)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนยุทธภพพลิกมิติ ลุยธุรกิจยุค 70 นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%