เซียนยุทธภพพลิกมิติ ลุยธุรกิจยุค 70•ตอนที่ 20

สิ้นสุดองค์ที่หนึ่ง: รากฐานที่มั่นคง

ผลงานโดย เฉินเว่ยสายลุย
ตั๋วเงินปึกหนาถูกโยนลงบนโต๊ะไม้เนื้อแข็ง เสียงกระทบหนักๆ ดังทึบสะท้อนความเงียบในห้องทำงานส่วนตัวหลังร้านสหกรณ์ เสียงถอนหายใจยาวเหยียดของเฒ่าแก่กัวดังตามมาทันที ชายชราผู้ผ่านโลกมาโชกโชนจนเส้นผมเปลี่ยนเป็นสีดอกเลา ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองชายหนุ่มที่นั่งไขว่ห้างอยู่ตรงข้ามด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความซับซ้อน ทั้งหวาดหวั่น ทึ่งแกแกมเกรงกลัว "เจ้าเด็กนี่... มือเติบและเด็ดขาดเกินอายุไปมากจริงๆ นะครับ" เฒ่าแก่กัวเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบ น้ำเสียงแหบพร่าสั่นเทาเล็กน้อย เฉินเว่ยไม่ได้ตอบทันที เขายกถ้วยชาเคลือบกระเบื้องขึ้นจิบช้าๆ กลิ่นหอมกรุ่นของชาไปรตูชั้นดีลอยกรุ่นขึ้นแตะจมูก สายตาคมกริบดั่งใบมีดกวาดมองตัวเลขผลกำไรสุทธิรอบไตรมาสแรกบนกระดาษไข ความพยายามตลอดสองเดือนที่ผ่านมาภายใต้ความกดดันของยุคสมัยที่กฎระเบียบเข้มงวด บัดนี้มันได้ออกดอกออกผลเป็นรูปธรรมที่สั่นคลอนโครงสร้างเศรษฐกิจใต้ดินของเมืองนี้ได้แล้ว "การค้าขายในยุคเปลี่ยนผ่าน หากไม่เดินเร็วกว่าก้าวของนโยบายรัฐ ก็มีแต่ต้องรอวันถูกกลืนกินครับเฒ่าแก่กัว" เฉินเว่ยเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าทรงพลังจนผู้สูงวัยต้องกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก "เงินก้อนนี้ คือรากฐานที่ผมใช้ซื้อความปลอดภัยให้ครอบครัว และซื้อเวลาในการขยายเครือข่าย... หวังว่าทางสหกรณ์จะยังคงเป็นพันธมิตรที่ดีต่อกันในก้าวต่อไป" รอยยิ้มจางๆ ผุดขึ้นที่มุมปากของอดีตเจ้าสำนักผู้เยือกเย็น แม้ในยามนี้เขาจะสวมใส่เสื้อผ้าฝ้ายเรียบง่ายตามแบบฉบับชายหนุ่มชนบทในยุค 70 แต่รัศมีผู้นำที่สะท้อนออกมาจากแววตานั้น กลับกดดันให้เฒ่าแก่กัวรู้สึกราวกับตนเองเป็นเพียงลูกน้องตัวเล็กๆ คนหนึ่งเท่านั้น ในขณะเดียวกัน ที่บ้านพักสกุลเฉิน บรรยากาศอบอวลไปด้วยความสุขและความโล่งใจ หลี่มู่ฮุ่ยกำลังง่วนอยู่กับการจัดเตรียมวัตถุดิบทำอาหารมื้อค่ำเพื่อฉลองความสำเร็จครั้งใหญ่ นางกวาดสายตามองบ้านดินที่ได้รับการซ่อมแซมจนมั่นคงแข็งแรง หน้าต่างกระจกใสบานใหม่ที่หาไม่ได้ง่ายๆ ในหมู่บ้านนี้ และกองฟืนที่ถูกผ่าเรียงรายไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยจนเต็มลานบ้าน มือเรียวบางที่ผ่านงานหนักมานานหยุดชะงักลงเล็กน้อย นางยกมือขึ้นลูบสร้อยหยกโบราณที่ซ่อนไว้ใต้เสื้อผ้าอย่างเผลอไผล ความทรงจำเกี่ยวกับตัวตนที่แท้จริงของนางกับสามีวนเวียนกลับมาในหัว หลี่มู่ฮุ่ยรู้ดีว่าเฉินเว่ยในตอนนี้ไม่ใช่ชาวนาธรรมดา และก้าวต่อไปที่เขากำลังจะเดินไปข้างหน้า มันยิ่งใหญ่และอันตรายเกินกว่าคนธรรมดาจะจินตนาการ เสียงฝีเท้าหนักแน่นก้าวเข้ามาทางประตูรั้ว หลี่มู่ฮุ่ยรีบซ่อนความกังวลไว้ใต้รอยยิ้มอ่อนโยน นางเงยหน้าขึ้นมองสามีที่เดินเข้ามาด้วยท่าทีผ่อนคลายแต่แฝงไว้ด้วยความเด็ดขาด "เหนื่อยไหมครับ" เฉินเว่ยเดินตรงเข้ามาหาภรรยา สายตาที่มักจะเย็นชาเสมอเมื่อเผชิญหน้ากับคนนอก กลับทอประกายความอบอุ่นล้ำลึกยามมองสตรีตรงหน้า เขาเอื้อมมือไปหยิบเศษใบไม้ที่ติดอยู่บนกลุ่มผมของนางออกอย่างแผ่วเบา "ไม่เหนื่อยเลยค่ะ... เอ่อ, ไม่เหนื่อยเลยครับ" หลี่มู่ฮุ่ยเกือบหลุดคำพูดคุ้นชินออกมา นางเปลี่ยนสรรพนามตามที่ตกลงกันไว้ทันทีเพื่อความกลมกลืนกับผู้คนรอบข้าง นางยื่นผ้าชุบน้ำอุ่นให้เขาเช็ดหน้าเช็ดตา "ฉัน... ผมแค่รู้สึกว่าทุกอย่างมันราบรื่นเกินไปจนน่าใจหาย คุณคิดจะทำอะไรเป็นก้าวต่อไปหรือครับ หลังจากที่เราปักหลักที่นี่ได้อย่างมั่นคงแล้ว" เฉินเว่ยรับผ้ามาเช็ดมือ ชั่วขณะหนึ่งประกายตาดุดันฉายวาบขึ้นมาก่อนจะจางหายไป เขามองออกไปนอกรั้วบ้าน ทิศทางที่มุ่งสู่ตัวเมืองใหญ่ ศูนย์กลางแห่งอำนาจและโอกาสทางธุรกิจที่กำลังรอการปลด "รากฐานในอำเภอเล็กๆ แห่งนี้ แข็งแกร่งพอที่จะปกป้องครอบครัวเราจากพายุย่อยๆ ได้แล้วครับมู่ฮุ่ย" เฉินเว่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำแต่นิ่งสนิท "แต่สำหรับ 'โลก' ที่เราจากมา... และโลกใบใหม่ที่กำลังจะพลิกผัน นี่เป็นเพียงแค่การเริ่มต้นของบทแรกเท่านั้น ธุรกิจการค้าปลีกเป็นเพียงบันไดขั้นแรก บันไดขั้นต่อไปที่เราต้องก้าวขึ้นไป คือการผูกขาดห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมหนัก และนั่นหมายความว่า... เราต้องก้าวออกไปเผชิญหน้ากับกลุ่มอิทธิพลที่แท้จริงในมณฑล" หลี่มู่ฮุ่ยสูดหายใจเข้าลึกๆ นางรู้ดีว่าสามีของนางพูดจริงทำจริง การตัดสินใจปิดฉากองค์ที่หนึ่งด้วยการกวาดซื้อหุ้นส่วนและเครือข่ายการขนส่งทั้งหมดในอำเภอเมื่อครู่ ทำให้เฉินเว่ยกลายเป็นผู้มีอิทธิพลเงาที่ไม่มีใครกล้าแตะต้องในเขตนี้ไปเสียแล้ว ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังเต็มไปด้วยความหวังและความฮึกเหิม เสียงเคาะประตูกระชั้นชิดก็ดังขึ้นที่หน้าบ้าน รัวเร็วและรุนแรงจนผิดปกติ ราวกับจงใจสร้างความตื่นตระหนก ปัง! ปัง! ปัง! ทั้งสองสบตากันเพียงเสี้ยววินาที ความเยือกเย็นกลับคืนสู่ร่างของอดีตเจ้าสำนักทันที เฉินเว่ยส่งสัญญาณมือให้ภรรยาถอยไปอยู่ด้านหลัง ก่อนจะเดินไปปลดกลอนประตูไม้ด้วยท่าทีมั่นคง ประตูเปิดออก เผยให้เห็นร่างของบุรุษแปลกหน้าในชุดเสื้อโค้ทกันหนาวสีเข้มเปียกชุ่มไปด้วยละอองฝน หมวกปีกกว้างถูกดึงลงต่ำจนบังใบหน้าครึ่งหนึ่ง ทว่าสิ่งดึงดูดสายตาที่สุดไม่ใช่ตัวบุคคล แต่เป็นซองเอกสารตราประทับลับสีแดงฉานที่ยื่นเข้ามาตรงหน้า พร้อมกับเสียงกระซิบแหบพร่าที่ทำให้เลือดในกายของเฉินเว่ยเย็นเฉียบลงชั่วขณะ "คุณเฉิน... นายท่านใหญ่แห่งตระกูลหลี่จากเมืองหลวง ส่งผมมาเชิญคุณไป 'เจรจา' ในฐานะผู้มีพระคุณที่บังAอาจ... แต่งงานกับหลานสาวหนีคดีของพวกเขาครับ" ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงบทส่งท้ายองค์ที่หนึ่ง แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ เฉินเว่ยสายลุย
สารจากนักเขียน (เฉินเว่ยสายลุย)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนยุทธภพพลิกมิติ ลุยธุรกิจยุค 70 นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%