กลิ่นหอมกรุ่นของสมุนไพรจีนเคี่ยวไฟอ่อนลอยตลบอบอวลไปทั่วห้องครัวคับแคบ แสงไฟสีส้มจากเตาถ่านสะท้อนใบหน้าด้านข้างของหลี่มู่ฮุ่ยที่กำลังตั้งอกตั้งใจพัดลมเข้ากองไฟอย่างระมัดระวัง หยาดเหงื่อเม็ดเล็กผุดพรายขึ้นตามไรผมและปลายจมูกของนาง แสดงถึงความเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานหนักตลอดทั้งวัน แต่นางไม่เคยปริปากบ่นสักคำ
เฉินเว่ยยืนพิงกรอบประตูด้วยท่าทางผ่อนคลาย สายตาคมกริบดั่งพญาอินทรีคู่นั้นกวาดมองแผ่นหลังบอบบางที่สั่นเทานิดๆ ของภรรยา ความทรงจำจากยุคเซียนและโลกปัจจุบันหลอมรวมกันในหัว สมองของเขาวิเคราะห์สถานการณ์ทั้งหมดอย่างรวดเร็ว ในยุค 70 ที่ข้าวยากหมากแพงและการเมืองยังคงคุกรุ่น การประคับประคองครอบครัวให้รอดพ้นจากปากเหวแห่งความยากจนไม่ใช่เรื่องง่าย แต่มู่ฮุ่ยกลับทำมันโดยไม่มีข้อแม้
"มู่ฮุ่ย... ดึกมากแล้ว พักผ่อนเสียเถอะครับ งานตรงนี้ให้ผมทำต่อเอง" เสียงทุ้มนุ่มเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ
หลี่มู่ฮุ่ยสะดุ้งเล็กน้อย นางวางพัดในมือลงแล้วหันกลับมาส่งยิ้มอ่อนโยนที่แฝงความเหนื่อยล้าให้เขา "ฉันไม่เป็นไรค่ะ... เอ๊ย ไม่เป็นไรค่ะพี่เว่ย ยานี่ใกล้ได้ที่แล้ว ถ้าไม่เคี่ยวต่อให้งวดฤทธิ์ยาจะไม่ถึงเส้นนะครับ อีกอย่าง... ฉันเห็นคุณเครียดเรื่องโรงงานแปรรูปอาหารมาทั้งวันแล้ว อยากให้ร่างกายได้บำรุงเสียบ้าง"
สรรพนามที่นางเปลี่ยนมาใช้เรียกเขาอย่างสนิทสนม และความห่วงใยที่แสดงออกมาจากแววตาคู่นั้น ทำให้หัวใจที่ด้านชาของอดีตเจ้าสำนักผู้เยือกเย็นกระตุกวูบอย่างรุนแรง ความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่างกำลังแผ่ซ่านเข้ามาในอก มันไม่ใช่ความผูกพันแบบสามีภรรยาตามธรรมเนียมประเพณีที่ถูกคลุมถุงชน แต่เป็นความเข้าใจลึกซึ้งที่ก่อตัวขึ้นจากสมรภูมิชีวิตที่พวกเขาต้องเผชิญร่วมกัน
เฉินเว่ยเดินเข้าไปใกล้ทีละก้าว กลิ่นอายความเป็นผู้นำที่ทรงพลังและเยือกเย็นทำให้หลี่มู่ฮุ่ยเผลอกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว เขายื่นมือหนาออกไปใช้ผ้าสะอาดซับเหงื่อบนหน้าผากมนให้อย่างเบามือ สัมผัสนั้นอบอุ่นจนหญิงสาวรู้สึกร้อนผ่าวที่ใบหน้า หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวราวกับกลองศึก
"คุณเหนื่อยเพื่อผมมามากพอแล้วนะครับ" เฉินเว่ยกระซิบเบาๆ น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความจริงใจที่หาได้ยากยิ่ง "จำคำพูดของผมไว้ให้ดี นับจากวินาทีนี้เป็นต้นไป... ตระกูลเฉินจะไม่ยอมให้ใครหน้าไหนมาเหยียบย่ำพวกเราอีก และคุณ... จะไม่ต้องก้มหัวให้ความลำบากแบบนี้อีกต่อไป"
ดวงตากลมโตของหลี่มู่ฮุ่ยไหวระริก นางมองลึกเข้าไปในดวงตาคมคลาวนั้น ไร้ซึ่งความลังเล ไร้ซึ่งความหวาดกลัว มีเพียงประกายความเด็ดเดี่ยวและมั่นคงที่ทำให้คนรู้สึกอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูก มือเรียวเล็กเอื้อมขึ้นไปสัมผัสฝ่ามือหนาที่แนบอยู่ข้างแก้มของนางโดยสัญชาตญาณ ไออุ่นจากมือของทั้งคู่ถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดและความไว้วางใจที่มีให้กันอย่างไร้รอยต่อ
"ฉันเชื่อคุณค่ะ... เอ๊ย เชื่อคุณนะครับ" มู่ฮุ่ยหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ เมื่อเกือบจะเผลอใช้คำพูดเดิม หลarบตาลงด้วยความเขินอาย "เอ่อ... หมายถึง ฉันเชื่อมั่นในตัวคุณเสมอค่ะ พี่เว่ย"
เฉินเว่ยยิ้มมุมปาก ความรู้สึกผูกพันลึกซึ้งสายหนึ่งร้อยรัดดวงใจของคนทั้งสองเข้าด้วยกันอย่างแนบแน่น ในโลกที่เต็มไปด้วยการหลอกลวงและความโหดร้ายของการแข่งขันทางธุรกิจยุคเปลี่ยนผ่าน การมีใครสักคนยืนหยัดเคียงข้าง คอยส่งยิ้มและแบ่ง ภาระโดยไม่หวังผลตอบแทน คือทรัพย์สินที่มีค่ามากที่สุดยิ่งกว่าทองคำพันชั่งเสียอีก
ทว่า ช่วงเวลาแห่งความสงบสุขและอบอุ่นหัวใจนี้กลับอยู่ได้ไม่นาน
*ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!*
เสียงทุบประตูด้านนอกดังขึ้นอย่างรุนแรงและไร้มารยาท ตามมาด้วยเสียงโวยวายหยาบคายที่ทำลายบรรยากาศยามดึกให้พังทลายลงในพริบตา
"เปิดประตูโว้ย! เฉินเว่ย! แกกล้าดียังไงมาแย่งโควตาซื้อแป้งสาลีของสหกรณ์หมู่บ้าน! ออกมาเคลียร์ให้รู้เรื่องเดี๋ยวนี้ ไม่อย่างนั้นฉันจะพรรคพวกพังประตูบ้านแกให้ราบ!"
ใบหน้าของหลี่มู่ฮุ่ยซีดเผือดลงทันที ความหวาดกลัวฉายชัดขึ้นในแววตา นางจำเสียงนั้นได้แม่นยำ มันคือเสียงของ "จ้าวเฉียง" อันธพาลประจำตำบลที่มีอิทธิพลมืดหนุนหลัง และเป็นคู่แข่งคนสำคัญที่เสียผลประโยชน์จากแผนธุรกิจที่เฉินเว่ยเพิ่งวางไว้ในตอนกลางวัน
เฉินเว่ยหุบยิ้มทันที แววตาที่เพิ่งมีความอ่อนโยนเมื่อครู่กลับแปรเปลี่ยนเป็นความเย็นเยียบดั่งน้ำแข็งในฤดูหนาว ออร่าความกดดันระดับอดีตเจ้าสำนักแผ่ซ่านออกมารอบตัวจนอากาศในห้องแทบหยุดนิ่ง เขาตบหลังมือของภรรยาเบาๆ เพื่อให้Marshalerคลายความกังวล
"อยู่ที่นี่ รอผมสักครู่" เฉินเว่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่มั่นคงดั่งขุนเขา
เขาก้าวเดินไปที่ประตูด้วยฝ่าเท้าที่มั่นคงและทรงพลัง ในเมื่อพวกมันกล้าหาญถึงขนาดมาท้าทายอำนาจของเขาถึงหน้าบ้านในยามวิกาล เช่นนั้นเขาก็จะใช้โอกาสนี้สั่งสอนให้พวกมันได้รู้ซึ้งว่า การหาเรื่องเฉินเว่ยผู้นี้... ต้องแลกมาด้วยราคาที่แพงหูฉี่ขนาดไหน!
เฉินเว่ยเอื้อมมือไปปลดกลอนประตูอย่างใจเย็น ขณะที่เสียงทบประตูด้านนอกยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ทว่าทันทีที่บานประตูไม้เก่าๆ ถูกกระชากเปิดออก ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้ากลับทำให้แม้แต่เฉินเว่ยผู้ผ่านโลกมามากยังต้องหรี่ตาลงด้วยความประหลาดใจ
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางพลิกชะตากรรมไปด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ
เฉินเว่ยสายลุย
เซียนยุทธภพพลิกมิติ ลุยธุรกิจยุค 70•ตอนที่ 19
สายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น
ผลงานโดย เฉินเว่ยสายลุย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เฉินเว่ยสายลุย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนยุทธภพพลิกมิติ ลุยธุรกิจยุค 70 นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!