"ถอยไปเสีย! ถ้าไม่อยากเจ็บตัว..."
เสียงตะคอกแหบพร่าแต่แฝงไว้ด้วยความกร้าวร้าวของอันธพาลประจำตลาดมืดดังขึ้น แผดเผาบรรยากาศอึมครึมหลังตรอกแคบๆ ของเมืองแห่งนี้ให้ตึงเครียดขึ้นมาทันตาเห็น ร่างผอมบางในชุดเสื้อผ้าเก่าปะชุนของหญิงสาวคนหนึ่งกำลังถูกต้อนจนมุม แผ่นหลังชนเข้ากับผนังอิฐสีเทาที่ชื้นแฉะ ดวงตาคู่นคมที่ฉายแววเด็ดเดี่ยวไม่ยอมแพ้ แม้ขอบตาจะแดงก่ำและเนื้อตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวก็ตาม
เฉินเว่ยยืนกอดอกพิงเสาไม้เก่าของโรงเก็บสินค้าไม่ไกลจากจุดเกิดเหตุ สายตาคมกริบราวกับเหยี่ยวหาดูกลุ่มคนเหล่านั้นด้วยความเยือกเย็น เขาไม่ได้ขยับตัวเข้าไปทันที แต่มันสมองที่ผ่านสังเวียนยุทธภพและการแข่งขันทางธุรกิจอันเชือดเฉือนมานับไม่ถ้วน กำลังประเมินสถานการณ์อย่างรวดเร็ว
ชายฉกรรจ์สามคนกำลังล้อมกรอบหญิงสาวผู้นั้น หนึ่งในนั้นคือ "เปียวจื่อ" อันธพาลท้องถิ่นที่มักคอยรีดไถพ่อค้าแม่ขายรายย่อยอยู่เป็นประจำ ส่วนเหยื่อผู้เคราะห์ร้าย... เฉินเว่ยหรี่ตาลงเล็กน้อยเมื่อเพ่งมองผ่านเงาสลัวของตรอก
*นั่นมัน... หลี่มู่ฮุ่ย*
ภาพหญิงสาวที่มักก้มหน้าก้มตาทำงานหนักเพื่อประคับประคองครอบครัวในยุคสมัยที่ข้าวยากหมากแพง ผุดขึ้นมาในหัว เฉินเว่ยจำแววตาคู่นั้นได้ดี แววตาที่ไม่ยอมก้มหัวให้โชคชะตา แม้สถานการณ์จะบีบคั้นเพียงใด
"แกไม่มีสิทธิ์มาค้นของฉันนะ! นี่มันหยาดเหงื่อแรงงานของฉัน!" เสียงของหลี่มู่ฮุ่ยลอดไรฟันออกมา แม้จะแห้งผากแต่เต็มไปด้วยศักดิ์ศรี
"เหอะ! หยาดเหงื่ออะไรกัน? ของพวกนี้ลักลอบนำเข้ามาจากนอกเมืองผิดกฎหมาย ถ้าไม่อยากให้ฉันแจ้งเจ้าหน้าที่ พาตัวแกไปปรับทัศนคติที่สถานีตำรวจ ก็ส่งกระสอบนั่นมาซะดีๆ!" เปียวจื่อแยยยิ้มเหี้ยมเกรียม ยื่นมือหยาบกร้านพยายามจะฉุดกระชากกระสอบผ้าใบในมือของเธอ
หลี่มู่ฮุ่ยกัดริมฝีปากจนห่อเลือด เธอใช้มืออีกข้างกำท่อนไม้สั้นๆ ที่หยิบฉวยมาจากแถวนั้นเงื้อขึ้นขู่ แม้แขนจะสั่นเทาจนแทบจะถือไม่ไหว "เข้ามาสิ! ถ้าใครกล้าแตะต้องของชิ้นนี้ ฉันจะเอาเลือดหัวมันออกนี่แหละ!"
ความเด็ดเดี่ยวที่ฉายชัดอยู่บนดวงหน้าหวานซึ้งแต่มอมแมมด้วยเขม่าควัน ทำให้เฉินเว่ยพลانรู้สึกประทับใจขึ้นมาอย่างเงียบเชียบ หญิงสาวยุค 70 ผู้นี้ไม่ได้อ่อนแออย่างที่เปลือกนอกแสดงออก เธอกล้าหาญกว่าบุรุษบางคนเสียด้วยซ้ำ และนั่น... ทำให้เขาตัดสินใจก้าวเท้าออกไปจากเงาดำ
*กึก... กึก...*
เสียงรองเท้าหนังพื้นยางบดขยี้ลงบนพื้นกรวดดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ ทำให้กลุ่มของเปียวจื่อต้องชะงักและหันขวับมามองเป็นตาเดียว
"เฮ้ย! แกเป็นใครวะ? อย่ามาสอดเรื่องชาวบ้านถ้าไม่อยากเดือดร้อน!" เปียวจื่อชี้หน้าตะคอกใส่ชายหนุ่มที่สวมเสื้อแจ็คเก็ตสีเขียวเข้มแบบคนงานยุคนี้ ทว่าท่าทีและรัศมีรอบตัวกลับดูสุขุมเยือกเย็นจนน่าประหลาด
เฉินเว่ยไม่ได้ตอบคำถาม เขาย่างสามขุมเข้ามาใกล้เรื่อยๆ มือทั้งสองข้างล้วงอยู่ในกระเป๋าเสื้อ รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปาก แต่นัยน์ตากลับไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ
"เรื่องของชาวบ้านฉันอาจจะไม่สนใจ..." เฉินเว่ยเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่ม กังวานและทรงพลังอย่างประหลาด "แต่บังเอิญว่า... ของในกระสอบใบนั้น เป็นสินค้าที่ฉันกำลังรอรับมอบอยู่พอดี"
หลี่มู่ฮุ่ยเบิกตากว้าง หันขวับมามองชายหนุ่มด้วยความตกตะลึง ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความสับสนและความเคลือบแคลงระคนกัน เธอไม่เคยรู้จักชายผู้นี้มาก่อน เหตุใดเขาจึงกล่าวอ้างเช่นนั้น?
เปียวจื่อขมวดคิ้วแน่น จ้องมองเฉินเว่ยหัวจรดเท้าด้วยความระแวง "ฮ่าๆๆ! ไอ้หนุ่ม สมองเพ้อเจ้ออะไรวะ? ของนี่เป็นของนังนี่ชัดๆ แกอยากจะหาเรื่องเจ็บตัวแทนมันใช่ไหม?"
"เจ็บตัวหรือ?" เฉินเว่ยหัวเราะในลำคอเบาๆ เป็นเสียงที่เย็นเยียบจนคนฟังต้องขนลุกซู่ ในชั่วพริบตาเดียวที่ไม่มีใครทันตั้งตัว ร่างสูงโปร่งก็พุ่งทะยานออกไปราวกับสายลม พริบตาเดียวก็มาปรากฏตัวอยู่เบื้องหน้าของเปียวจื่อ
*ปั่ก!*
ฝ่ามือหนาคว้าเข้าที่ข้อมือของเปียวจื่อที่กำลังจะคว้าตัวหลี่มู่ฮุ่ย บิดหมุนด้วยมุมที่เหมาะสมตามหลักวิชาจับกุมขั้นสูงของสำนักโบราณ เสียงกระดูกลั่นเบาๆ ดังขึ้นท่ามกลางเสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด
"อ๊ากกก! มือฉัน! ปล่อยนะไอ้เวรนี่!" เปียวจื่อหน้าซีดเผือด เข่าทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นในท่าที่ไร้ทางสู้ ลูกน้องอีกสองคนที่เหลือเห็นท่าไม่ดี ต่างชักมีดพกออกมาแล้วพุ่งเข้าใส่เฉินเว่ยหมายจะรุมทำร้าย
หลี่มู่ฮุ่ยกรีดร้องด้วยความตกใจ "ระวัง!"
ทว่า เฉินเว่ยกลับไม่แม้แต่จะชายตามอง เขาเพียงแค่หมุนตัวหลบคมมีดที่พุ่งเฉียดปลายจมูกไปอย่างง่ายดายราวกับการร่ายรำ ก่อนจะใช้ศอกกระแทกเข้าที่ลิ้นปี่ของอันธพาลคนแรกอย่างแม่นยำและไร้ความปรานี ร่างนั้นทรุดฮวบลงไปนอนกุมท้องงอเป็นกุ้งทันที ส่วนคนสุดท้ายเมื่อเห็นเพื่อนร่วมแก๊งพ่ายแพ้ภายในเวลาไม่ถึงสามวินาที ก็ขาอ่อนแรง ทิ้งมีดในมือแล้ววิ่งหนีหายลับไปในความมืดของตรอกอย่างไม่คิดชีวิต
ความเงียบสงบกลับคืนสู่ตรอกแคบอีกครั้ง มีเพียงเสียงหอบหายใจถี่กระชั้นของเปียวจื่อที่นอนครวญครางอยู่บนพื้น
เฉินเว่ยสะบัดเสื้อแจ็คเก็ตเล็กน้อย จัดปกคอเสื้อให้เข้าที่ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น เขาก้มตัวลงหยิบกระสอบผ้าใบที่หล่นอยู่บนพื้นขึ้นมาปัดฝุ่นเบาๆ ก่อนจะหันกลับไปมองหญิงสาวที่ยืนนิ่งค้าง เปลือกตากระพริบปริบๆ ด้วยความอึ้งงัน
"คุณ... คุณเป็นใครกันแน่?" หลี่มู่ฮุ่ยเอ่ยถาม เสียงของเธอยังคงสั่นเล็กน้อย แต่นัยน์ตากลับจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของเขา พยายามค้นหาคำตอบภายใต้ใบหน้าที่สงบนิ่งนั้น
เฉินเว่ยไม่ได้ตอบในทันที เขาก้าวเข้าไปใกล้เธออีกนิด ระยะห่างที่ลดลงทำให้ทั้งคู่สามารถรับรู้ถึงไออุ่นจากกันและกัน กลิ่นอายจางๆ ของสมุนไพรและหยาดเหงื่อจากการต่อสู้ปะปนกับกลิ่นฝนโปรยปรายรอบกาย หลี่มู่ฮุ่ยผถอยหลังไปครึ่งก้าวตามสัญชาตญาณระแวดระวังตัว แต่แผ่นหลังก็ชนเข้ากับกำแพงเดิมเสียแล้ว
เฉินเว่ยยื่นกระสอบผ้าใบในมือส่งคืนให้เธอ สายตาที่ทอดมองเต็มไปด้วยความลึกล้ำและความอ่อนโยนที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้ความเยือกเย็น
"ผมชื่อเฉินเว่ย" เขากล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ก้องกังวานอยู่ในความเงียบ "และสินค้าในกระสอบนี้... ต่อจากนี้ไป ให้ถือว่าเป็น 'ทุนตั้งต้น' ในการทำธุรกิจของเราก็แล้วกัน"
"ธุรกิจ?" หลี่มู่ฮุ่ยขมวดคิ้วมุ่น หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวอย่างไม่เป็นจังหวะ ไม่ใช่เพราะความกลัวจากเหตุการณ์เมื่อครู่ แต่เป็นเพราะประโยคและการกระทำที่คาดเดาไม่ได้ของชายตรงหน้า
เฉินเว่ยยิ้มมุมปาก ยื่นนามบัตรชั่วคราวที่เขียนด้วยลายมือตวัดพู่กันอย่างงดงามลงบนกระดาษหยาบๆ ยัดใส่มือเรียวบางที่ยังคงกำท่อนไม้แน่น
"คุณมีความกล้า และผมมีช่องทางตลาด เราสองคน... น่าจะลองร่วมมือกันทำอะไรให้มันสะเทือนเมืองนี้สักตั้ง คุณว่าจริงไหม?"
หลี่มู่ฮุ่ย้มมองกระดาษในมือสลับกับใบหน้าคมคายของชายหนุ่ม สมองของเธอกำลังประมวลผลอย่างหนักหน่วง ท่ามกลางยุคสมัยที่ทุกคนต่างเอาตัวรอด ผู้ชายคนนี้กลับยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือและเสนอหนทางพลิกชีวิตให้เธออย่างหน้าตาเฉย โดยที่เธอยังไม่รู้เลยว่าเขามีแผนการอะไรรออยู่เบื้องหลัง
ในขณะที่เธอกำลังจะอ้าปากเอ่ยถามคำถามที่ค้างคาใจอยู่นั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ พร้อมกับแสงไฟฉายสาดส่องเข้ามาจากปากตรอก เสียงตะโกนของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของตลาดก็ดังลั่นขึ้นมา
"เฮ้ย! ตรงนั้นมีเรื่องอะไรกันวะ! ใครทำอะไรกันตรงนั้น!"
หลี่มู่ฮุ่ยสะดุ้งสุดตัว สีหน้าซีดเผือดลงทันทีเพราะเกรงกลัวความผิดเรื่องสินค้าลำเลียง เธอง้างมือจะคว้ากระสอบหนี ทว่าเฉินเว่ยกลับคว้าข้อมือเธอไว้แน่นด้วยความรวดเร็ว
"อย่าวิ่ง" เขาเอ่ยเสียงกระซิบข้างใบหูของเธออย่างแผ่วเบาและมั่นคง ลมหายใจอุ่นๆ ที่รินรดข้างแก้มทำให้หัวใจของหญิงสาวกระตุกวูบ "ถ้าไม่อยากถูกจับไปสอบสวนทั้งคู่... ตามผมมาทางนี้"
ว่าแล้ว เฉินเว่ยก็ไม่รอช้า เขาฉุดรั้งข้อมือของหลี่มู่ฮุ่ยให้วิ่งลัดเลาะไปตามซอกตึกแคบด้านหลังที่มืดทึบ หลบหนีสายตาของเจ้าหน้าที่ได้อย่างเฉียดฉิว ทว่าในจังหวะที่ทั้งคู่พุ่งตัวหลบเข้าไปในห้องเก็บของร้างแห่งหนึ่งเพื่อซ่อนตัว ประตูไม้เก่าแก่ก็ปิดล็อกลงจากด้านนอกโดยฝีมือของใครบางคน... พร้อมกับเสียงกลอนเหล็กที่ถูกลงล็อกดัง *กริ๊ก* สนั่นหวั่นไหว!
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางพลิกชะตากรรมไปด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ
เซียนยุทธภพพลิกมิติ ลุยธุรกิจยุค 70•ตอนที่ 9
พบกับหลี่มู่ฮุ่ย
ผลงานโดย เฉินเว่ยสายลุย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เฉินเว่ยสายลุย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนยุทธภพพลิกมิติ ลุยธุรกิจยุค 70 นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!