เสียงกระแทกของลังไม้สนที่อัดแน่นด้วยโสมป่าคุณภาพเยี่ยมและสมุนไพรตากแห้งดังสนั่นสะเทือนไปทั่วพื้นที่ระบายสินค้าท้ายตลาดมืด กลิ่นอับชื้นของดินโคลนผสมกับกลิ่นไอเหงื่อไคลของพ่อค้าแม่ขายยามบ่ายถูกแทนที่ด้วยความเงียบงันอย่างฉับพลัน เมื่อกลุ่มชายฉกรรจ์สี่คนในชุดเสื้อคลุมกันหนาวสีมอซอเดินแหวกฝูงชนเข้ามาด้วยท่าทีคุกกี้
"ใครอนุญาตให้แกเอาของมาวางขายตรงนี้วะ ไอ้หนุ่มหน้าอ่อน"
หัวหน้าแก๊งอันธพาลประจำตลาดที่มีแผลเป็นลากยาวจากหางตาซ้ายลงมาถึงมุมปาก เอามือตบลงบนลังไม้ของเฉินเว่ยเสียงดังปัง สายตาของมันกวาดมองสินค้าด้วยความโลภที่ปิดไม่มิด รอยยิ้มหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากหนา "ที่นี่เขตคุ้มครองของพี่เสือ อยากค้าขายในตลาดนี้ ต้องจ่ายค่าคุ้มครองสิบลี้... อ้อ ไม่สิ สำหรับหน้าใหม่อย่างแก วันนี้ต้องจ่ายสองเท่า"
หลี่มู่ฮุ่ยที่ยืนจัดห่อสมุนไพรอยู่ข้างกายพลانชะงักมือ ใบหน้างามซีดเผือดลงเล็กน้อย นางรู้ดีว่าเงินจำนวนสองเท่านั่นหมายถึงกำไรจากการค้าขายทั้งสัปดาห์ที่สามีของนางอดหลับอดนอนเข้าป่าไปแลกมา นางขยับตัวจะก้าวมาบังหน้าเฉินเว่ย แต่ทว่ามือหนากลับเอื้อมมาแตะไหล่นางเบาๆ สัมผัสที่อบอุ่นและมั่นคงทำให้นางชะงักเงยหน้าขึ้นมอง
ดวงตาของเฉินเว่ยเยือกเย็นดั่งน้ำแข็งพันปี ไร้ซึ่งความหวาดกลัวแม้แต่น้อย เขายังคงนั่งยองๆ จัดสมุนไพรในมือต่อราวกับพวกมันเป็นเพียงฝุ่นผง ไร้ตัวตน
"ค่าคุ้มครอง?" เฉินเว่ยเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่ากังวานก้องไปทั่วบริเวณ "ฟ้าดินกว้างใหญ่ กฎหมายบ้านเมืองมีระเบียบชัดเจน ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่โจรปลายแถวกล้าสถาปนาตนเป็นเจ้าของแผ่นดิน"
คำพูดนั้นเปรียบเสมือนน้ำมันราดลงบนกองเพลิง หัวหน้าแก๊งอันธพาลหน้าตาบิดเบี้ยวด้วยความโกรธ มันชักมีดสั้นเล่มขึ้นมาควงเล่นในมือ แสงแดดสะท้อนคมมีดวับวาม "ปากดีนักนะไอ้หน้าอ่อน สงสัยวันนี้กระดูกแกคงอยากย้ายที่อยู่"
สิ้นเสียง ชายฉกรรจ์ลูกน้องอีกสามคนก็พุ่งเข้ามาหมายจะรวบตัวเฉินเว่ยไว้ บรรยากาศรอบด้านหยุดชะงักลง พ่อค้าแม่ขายต่างเบือนหน้าหนีด้วยความหวาดกลัว ไม่มีใครกล้าแม้แต่จะหายใจแรง
ทว่า เฉินเว่ยกลับไม่แม้แต่จะลุกขึ้นยืน
ร่างสูงเพรียวขยับเพียงเล็กน้อยอย่างลื่นไหลราวกับสายน้ำที่ไหลผ่านโขดหิน ในอดีตเขาคือเจ้าสำนักผู้เกรียงไกร การจัดการกับเศษสวะเดรัจฉานเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องใช้ลมปราณระดับสูงด้วยซ้ำ เพียงแค่ "วิชาหมัดแปดทิศไร้เงา" ที่ผสานเข้ากับหลักการคานงัดทางฟิสิกส์ ก็เพียงพอที่จะพลิกสถานการณ์ในพริบตา
หมัดแรกพุ่งเข้ามา เฉินเว่ยเบี่ยงตัวหลบอย่างเฉียดฉิว พร้อมกับใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางดีดเข้าที่จุดชีพจรใต้ข้อศอกของอีกฝ่ายอย่างแม่นยำดั่งจับวาง
*กร๊อบ!*
เสียงข้อต่อกระดูกเคลื่อนดังขึ้นเบาๆ พร้อมกับเสียงร้องโหยหวนที่ดังตามมาติดๆ ร่างของลูกน้องคนแรกเสียหลักล้มคว่ำฟาดลงกับกองลังไม้จนพังทลาย
ไม่รอให้ตั้งตัว เฉินเว่ยใช้เท้าขวาเกี่ยวขาของคนที่สองที่พุ่งเข้ามาจากด้านหลัง แรงเหวี่ยงอันมหาศาลทำให้ร่างนั้นลอยละลิ่วตกลงไปในเข่งผักสดของแม่ค้าข้างๆ อย่างน่าอนาถ ฝุ่นตลบอบولไปทั่วบริเวณในเวลาไม่ถึงสามลมหายใจ
หัวหน้าแก๊งอันธพาลเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง มีดสั้นในมือสั่นเทา มันไม่เคยเห็นใครเคลื่อนไหวได้รวดเร็วและไร้ร่องรอยเช่นนี้มาก่อน ราวกับว่าพวกมันกำลังต่อสู้กับภูตผี ไม่ใช่คนธรรมดา
"แก... แกเป็นใครกันแน่!" มันตะโกนเสียงหลง ถอยหลังกรูดด้วยความหวาดกลัว
เฉินเว่ยค่อยๆ ลุกขึ้นยืนช้าๆ ปัดฝุ่นตามเสื้อผ้าด้วยความเรียบร้อย ใบหน้าคมคายฉายแววเย้ยหยันชัดเจน เขาก้าวเท้าเข้าไปหาหัวหน้าแก๊งทีละก้าว เสียงรองเท้าหนังกระทบพื้นปูนดังเป็นจังหวะ ราวกับเสียงเคาะระฆังแห่งความตาย
"ข้าก็แค่พ่อค้าธรรมดาคนหนึ่ง... ที่ไม่ชอบให้ใครมาเอาเปรียบ"
เฉินเว่ยเอ่ยเสียงต่ำ มือข้างหนึ่งคว้าจับข้อมือที่ถือมีดสั้นไว้แล้วบิดเพียงนิดเดียวด้วยกำลังภายในที่ควบคุมอย่างแม่นยำ
*แกร็ก!*
มีดสั้นร่วงหล่นลงพื้น พร้อมกับเสียงร้องโหยหวนราวกับหมูถูกเชือดของหัวหน้าแก๊งที่คุกเข่าลงแทบเท้าของเขา แรงกดดันมหาศาลแผ่ซ่านออกมาจากร่างของเฉินเว่ยจนผู้คนรอบข้างต้องก้าวถอยหลังโดยไม่รู้ตัว ความน่าเกรงขามนี้ไม่ใช่สิ่งที่อันธพาลท้องถิ่นจะต่อกรได้
ความเงียบสงบกลับมาเยือนตลาดมืดอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้ไม่ใช่ความเงียบเพราะความหวาดกลัว แต่เป็นความตะลึงงันต่อความเด็ดเดี่ยวและฝีมือที่เหนือชั้นของชายหนุ่มผู้นี้
หลี่มู่ฮุ่ยจ้องมองแผ่นหลังกว้างของสามีด้วยแววตาที่สั่นระริก ความรู้สึกปลอดภัยที่ไม่เคยสัมผัสมานานนับตั้งแต่แต่งงานเข้าตระกูลนี้ไหลทะลักเข้ามาในหัวใจ นางเพิ่งตระหนักในวินาทีนี้เองว่า สามีของนางได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงแล้ว—เขาไม่ใช่บัณฑิตอ่อนแอขี้โรคคนเดิมอีกต่อไป
ทว่า ท่ามกลางความโล่งอกของสองสามีภรรยาและสายตาชื่นชมจากฝูงชน เสียงปรบมือช้าๆ และกังวานก็ดังขึ้นมาจากมุมมืดของตรอกแคบด้านหลังตลาด
*แปะ... แปะ... แปะ...*
"ฝีมือไม่เลวเลยนี่สหายเฉิน..." น้ำเสียงแหบพร่าแต่ทรงอำนาจดังขึ้น พร้อมกับร่างของชายชราในชุดจีนโบราณสีเทาเข้ม ผู้มีดวงตาคมกริบราวดั่งเหยี่ยวและรอยยิ้มเยือกเย็นที่มุมปาก ก้าวออกมาจากเงาแสง พร้อมกับลูกน้องสวมสูทสากลอีกสี่คนที่ยืนคุมเชิงอยู่ด้านหลังอย่างเป็นระเบียบ
เฉินเว่ยหรี่ตาลงทันทีเมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายลมปราณอันคุ้นเคยที่แฝงมากับชายชราผู้นั้น... มันเป็นพลังปราณระดับเดียวกับที่เขาเคยพบเจอในยุทธภพโบราณ
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางพลิกชะตากรรมไปด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ
เซียนยุทธภพพลิกมิติ ลุยธุรกิจยุค 70•ตอนที่ 8
การท้าทายจากอันธพาลท้องถิ่น
ผลงานโดย เฉินเว่ยสายลุย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เฉินเว่ยสายลุย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนยุทธภพพลิกมิติ ลุยธุรกิจยุค 70 นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!