เซียนยุทธภพพลิกมิติ ลุยธุรกิจยุค 70•ตอนที่ 7

เสียงซุบซิบในหมู่บ้าน

ผลงานโดย เฉินเว่ยสายลุย
ถาดไม้สนหยาบๆ กระแทกลงบนโต๊ะไม้ไผ่เสียงดัง *ปัง* ตามด้วยเศษเกลือเม็ดใหญ่ที่กระเด็นกระดอนออกมาเปรอะเปื้อนขอบถาด "พ่อบ้านกัว... ท่านคงไม่ได้คิดจะเอาเกลือชื้นๆ กองนี้มาแลกกับเนื้อหมูสามชั้นที่ข้าเพิ่งแล่หรอกนะกระมัง?" เสียงทุ้มต่ำแต่กังวานของเฉินเว่ยดังขึ้น ท่ามกลางความเงียบงันของลานหน้าบ้านพักกองอำนวยการผลิตประจำคอมมูน เขายังคงนั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้ไม้ตัวเก่า มือเรียวยาวข้างหนึ่งคีบก้านไม้ขีดไฟขึ้นมาจุดคาบไว้ที่มุมปาก ปลายไม้ขีดสว่างวาบขึ้นท่ามกลางแสงแดดยามสาย เผยให้เห็นใบหน้าคมคายที่เรียบเฉยจนน่ากลัว กัวเจิ้ง ผู้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายจัดซื้อของคอมมูนที่เคยเชิดหน้าชูตาใส่ครอบครัวเฉินมาตลอดหลายปี สะดุ้งโหยงจนเผลอถอยหลังไปก้าวหนึ่ง ใบหน้าที่มักจะเชิดขึ้นฟ้าเสมอในยามปกติ บัดนี้กลับชุ่มไปด้วยเหงื่อกาฬ แม้ว่าในมือของเขาจะถือถุงเกลือที่ชาวบ้านทั่วไปแทบไม่มีปัญญาซื้อหา แต่เมื่อเทียบกับสายตาคู่คมที่กำลังจ้องมองมา คล้ายกับเสือดาวที่กำลังพิจารณาเหยื่อก่อนขย้ำ กัวเจิ้งก็รู้สึกราวกับว่าตนเองเป็นเพียงมดปลวกตัวจิ๋ว "ฉ... เฉินเว่ย เจ้าพูดจาเหลวไหลอะไรกัน!" กัวเจิ้งฝืนหัวเราะกลบเกลื่อน พยายามบังคับเสียงไม่ให้สั่น "นี่คือเกลือโควต้าพิเศษจากอำเภอเชียวนะ! ข้าเห็นว่าพักหลังครอบครัวเจ้าลำบาก ข้าถึงได้... ได้เมตตาเอามาแลกเปลี่ยนกับเจ้าในราคามิตรภาพต่างหาก!" "เมตตา?" เฉินเว่ยแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นเบานัก แต่กลับดังก้องไปทั่วบริเวณจนฝูงชนที่มุงดูอยู่รอบด้านต้องกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ รอบลานกว้างเวลานี้ เต็มไปด้วยชาวบ้านนับร้อยคนที่แอบมามุงดูเหตุการณ์ พวกเขาไม่ได้ส่งเสียงเอะอะมะเทิ่งเหมือนเช่นเคย ทุกคนต่างปิดปากเงียบสนิท สายตานับร้อยคู่จดจ้องมาที่ชายหนุ่มผู้เคยถูกตราหน้าว่าเป็น 'อันธพาลขี้เกียจประจำหมู่บ้าน' ทว่าเวลานี้ รัศมีบางอย่างที่แผ่ออกมาจากตัวของเฉินเว่ย กลับทำให้ไม่มีใครกล้าแม้แต่จะหายใจแรง ป้าฝาน หญิงแก่ปากตลาดที่เคยยืนด่าทอหลี่มู่ฮุ่ยที่ริมบ่อน้ำเมื่อสัปดาห์ก่อน บัดนี้หดศีรษะลีบเล็กแอบอยู่ด้านหลังเพื่อนบ้าน นางใช้มือเหี่ยวย่นปิดปากตัวเองแน่น ดวงตาเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัว ภาพจำที่เฉินเว่ยใช้มือเปล่าจับมีดอีโต้ที่ลื่นปรื๊ดด้วยคราบมันหมู แล้วสะบัดเพียงครั้งเดียวจนปักคาตอไม้ลึกสามนิ้วเมื่อวานนี้ ยังคงติดตาตรึงใจนางไม่รู้ลืม ไม่ใช่แค่เรื่องพละกำลัง แต่เป็น 'สายตา' และ 'สมอง' ของเขา เมื่อสามวันก่อน เฉินเว่ยเพิ่งจะใช้หลักการคำนวณปริมาณปุ๋ยเคมีที่ตกค้างในดิน ชี้จุดบกพร่องของแผนการเพาะปลูกฤดูกาลนี้ต่อหน้าเลขาธิการพรรคประจำคอมมูน จนทำให้ตาแก่เจ้าเล่ห์อย่างกัวเจิ้งหน้าแตกหมอไม่รับเย็บมาแล้ว และวันนี้ เขากำลังจะจัดการกับสิทธิประโยชน์จอมปลอมที่พวกฉ้อฉลเหล่านี้ใช้เอาเปรียบชาวบ้านมานาน "เกลือชื้นๆ ที่ผสมหินปูนบดละเอียดครึ่งต่อครึ่งแบบนี้..." เฉินเว่ยค่อยๆ ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างกายที่แม้จะสวมเสื้อผ้าเก่าๆ ปะชุน แต่กลับดูสง่างามราวกับแม่ทัพผู้บัญชาการกองทัพนับหมื่น เขาก้าวเข้าไปหากัวเจิ้งทีละก้าวอย่างเชื่องช้า "ถ้าข้าเอาไปให้เลขาธิการพรรคตรวจสอบดูสักหน่อย ท่านว่า... โควต้าพิเศษของท่านที่อำเภอ จะยังอยู่ครบถ้วนดีหรือไม่?" "เจ้า... เจ้า!" กัวเจิ้งหน้าซีดเผือดจนเขียวคล้ำ ขາพับอ่อนแรงจนแทบทรุดลงไปกองกับพื้น เขาไม่คิดเลยว่าไอ้หนุ่มนี่จะมองปราดเดียวก็รู้ทันเล่ห์เหลี่ยมการผสมเกลือของตน "อย่า... อย่าทำเช่นนั้นเลยน้องเฉิน! เรื่องนี้... เราตกลงกันได้! อยากได้อะไร... เจ้าว่ามา!" ความเงียบสงัดปกคลุมไปทั่วบริเวณอีกครั้ง ชาวบ้านที่ยืนมุงอยู่ต่างพากันเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง นั่นคือหัวหน้าฝ่ายจัดซื้อผู้ทรงอิทธิพลเชียวนะ! คนที่เคยตบโต๊ะไล่ชาวบ้านออกจากการเบิกเสบียงมานักต่อนัก! แต่วินาทีนี้ กลับต้องมายืนตัวสั่นเทา ก้มหัวขอร้องให้เด็กหนุ่มตระกูลเฉินไว้ชีวิตอย่างน่าเวทนา เสียงซุบซิบเบาหวิวเริ่มดังขึ้นจากมุมหนึ่งของฝูงชน *“นั่น... นั่นเฉินเว่ยจริงๆ หรือวะ? ทำไมข้ารู้สึกว่าเขาเปลี่ยนไปเป็นคนละคน...”* *“ไม่ใช่แค่เปลี่ยน... เขาร้ายกาจยิ่งกว่าจิ้งจอกเฒ่าเสียอีก ข้าได้ยินว่าเมื่อวานเขากับภรรยาเพิ่งเอาไข่ไก่ไปแลกซื้อแป้งสาลีชั้นดีมาจากในเมือง แถมยังเหลือเงินกลับมาตั้งครึ่งหยวน!”* *“0้ย... เจ้าไม่รู้หรอก เมื่อวานข้าเห็นเขานั่งซ่อมเกวียนให้ลุงหม่า ใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วยาม เกวียนผุๆ คันนั้นวิ่งฉิวยิ่งกว่ารถใหม่เสียอีก ฝีมือช่างของเขา... ต่อให้เป็นช่างเหล็กมือหนึ่งในเมืองก็ยังต้องยอมจำนน”* สายตาของชาวบ้านที่มองมาเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จากเดิมที่เคยมีแต่ความดูถูกเหยียดหยาม รังเกียจเดียดฉันท์ และความสมเพชเวทนา บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นความเกรงอกเกรงใจ ความยำเกรง และประกายความหวังบางอย่างที่ซ่อนอยู่ลึกๆ ในยุคสมัยที่ข้าวยากหมากแพงและความอดอยากคุกคามทุกครัวเรือน ผู้ที่มีความสามารถและเด็ดขาดพอที่จะต่อรองกับผู้มีอิทธิพลได้ ย่อมไม่ใช่คนธรรมดาอีกต่อไป ในขณะเดียวกัน ที่มุมหนึ่งหลี่มู่ฮุ่ยกำลังยืนกอดตะกร้าผ้าผืนเก่ามองดูเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยแววตาที่สั่นระริก หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวจนแทบกระเด็นหลุดออกมาจากอก นางจำได้ดีว่าสามีของนางในอดีตเป็นเช่นไร ความอ่อนแอ ความขี้ขลาด และความสิ้นหวังที่เกาะกินจิตใจเขามาตลอดหลายปี แต่วันนี้... แผ่นหลังกว้างที่ยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้านั้น กลับมอบความรู้สึกปลอดภัยที่นางไม่เคยได้รับมาตลอดชีวิต เฉินเว่ยไม่ได้สนใจเสียงซุบซิบเหล่านั้น สายตาคมกริบยังคงจดจ้องอยู่ที่กัวเจิ้งที่กำลังปาดเหงื่อ "ข้าไม่ได้ต้องการอะไรมาก..." เฉินเว่ยยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่ไม่ได้ให้ความรู้สึกอบอุ่นแม้แต่น้อย แต่กลับทำให้กัวเจิ้งรู้สึกหนېเหน็บไปถึงกระดูกดำ "ข้าแค่ต้องการความยุติธรรม... และเกลือบริสุทธิ์เต็มถัง ไม่ใช่เกลือเจือปนกากหินแบบนี้ รวมถึง... บัตรปันส่วนน้ำมันพืชอีกสามใบที่ตกค้างของบ้านข้าด้วย" "ได้! ได้แน่นอน! ข้าจะรีบจัดการให้เดี๋ยวนี้!" กัวเจิ้งรีบละล่ำละลักตอบรับราวกับสุนัขที่กำลังกลัวหวาดหวาบ เขาไม่อาจหาญพอที่จะต่อรองอะไรได้อีกต่อไป เฉินเว่ยพึงพอใจกับการตอบสนองนั้น เขากำลังจะหันหลังกลับเพื่อเดินไปหาภรรยา ทว่าในจังหวะเดียวกันนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักหน่วงของคนกลุ่มหนึ่งก็ดังแทรกขึ้นมาจากทางปากทางเข้าหมู่บ้าน *ตึง! ตึง! ตึง!* กลุ่มชายฉกรรจ์ในชุดเครื่องแบบสีเขียวขี้ม้าสวมปลอกแขนแดงฉานกลุ่มใหญ่ เดินนำโดยชายวัยกลางคนร่างสูงใหญ่ ไว้หนวดเคราครึ้มและมีแผลเป็นลากยาวตั้งแต่หางคิ้วลงมาถึงโหนกแก้ม ดวงตาของเขาดุดันและเต็มไปด้วยกลิ่นอายคาวเลือดของผู้ที่ผ่านสมรภูมิรบมาอย่างโชกโ첨 กัวเจิ้งที่เพิ่งหน้าซีด กลับมีประกายความหวังวาบขึ้นในดวงตาเมื่อเห็นคนกลุ่มนี้เดินเข้ามา เขาอ้าปากเตรียมจะตะโกนเรียกให้คนพวกนั้นช่วยเหลือ ทว่า เฉินเว่ยกลับหรี่ตาลงเล็กน้อย รอยยิ้มที่มุมปากจางหายไป กลายเป็นความเยือกเย็นที่แผ่ซ่านออกมาอย่างน่ากลัว ชายมีแผลเป็นก้าวออกมาข้างหน้า กวาดสายตามองไปรอบลานบ้าน ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่ร่างของเฉินเว่ย เขาแค่นเสียงเย้ยหยันออกมาคำรณาหนึ่ง "เฉินเว่ย! เจ้ากล้าหาญนักนะ ถึงขนาดกล้ามาข่มขู่เจ้าหน้าที่รัฐในเขตปกครองของข้า!" ความเงียบสงบอันน่าอึดอัดเข้าปกคลุมทั่วบริเวณทันที ไม่มีใครคาดคิดว่าปัญหาจะลุกลามใหญ่โตถึงขั้นที่ 'กองกำลังรักษาความปลอดภัยประจำอำเภอ' จะต้องยกพลมาด้วยตนเอง! ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางพลิกชะตากรรมไปด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ
สารจากนักเขียน (เฉินเว่ยสายลุย)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนยุทธภพพลิกมิติ ลุยธุรกิจยุค 70 นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%