ควันสีขาวนวลที่พวยพุ่งขึ้นมาจากหม้อดินเผาเก่าๆ ไม่ได้เพียงแค่ขับไล่อากาศหนเหน็บยามค่ำคืนของหมู่บ้านหงشานออกไปเท่านั้น แต่มันยังสะ้างประกายแสงแห่งความหวังในดวงตาของเด็กๆ ที่นั่งล้อมวงอยู่บนตั่งไม้ไผ่ผุๆ จนแทบจะกลายเป็นความระยิบระยับของดวงดาว
"กินเสียให้เต็มที่ เด็กๆ วันนี้บ้านเราจะไม่นอนท้องกิ่วอีกต่อไปแล้ว"
เสียงทุ้มต่ำแต่มั่นคงของเฉินเว่ยดังขึ้น พร้อมกับทัพพีไม้ในมือที่ตักข้าวต้มธัญพืชผสมมันสำปะหลังเนื้อข้นคลั่ก ลงในชามบิ่นๆ ของลูกสาวคนโต เนื้อหมูสามชั้นติดมันที่เขาแอบแบ่งมาจากเงินก้อนแรกที่ได้จากการขายสมุนไพรป่า ถูกเคี่ยวจนเปื่อยนุ่มละลายในปาก กลิ่นหอมกรุ่นของมันเย้ายวนจนหลี่มู่ฮุ่ยที่นั่งอยู่ข้างๆ ถึงกับต้องกลืนน้ำลายลงคออย่างยากจะควบคุม
นี่คืออาหารมื้อแรกในรอบหลายปีที่ครอบครัวนี้ได้กินจน "อิ่มท้อง" อย่างแท้จริง ไม่ใช่การประทังชีวิตด้วยน้ำต้มผักป่าเจือจางเหมือนที่ผ่านมา
หลี่มู่ฮุ่ยเงยหน้าขึ้นมองสามี ดวงตาคู่สวยที่เคยหม่นหมองและเต็มไปด้วยความหวาดระแวงต่ออนาคต บัดนี้กลับฉายแววระάประกายความเลื่อมใสและความอบอุ่นที่เธอไม่เคยได้รับมานานนับตั้งแต่แต่งงานเข้าบ้านเฉิน มือเรียวที่หยาบกร้านจากการทำงานหนักค่อยๆ เลื่อนชามเนื้อชิ้นโตที่สุดมาไว้ตรงหน้าเขา
"พี่เว่ย... ท่านกินเสียบ้างเถอะ ผอมลงไปเยอะมากในช่วงนี้" น้ำเสียงของเธอนุ่มนวลและสั่นเครือเล็กน้อย เจือความห่วงใยที่กลั่นออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจ
เฉินเว่ยชะงักมือเล็กน้อย เขามองหน้าภรรยา สำนักวิชาเซียนที่เขาจากมาสอนให้เขาตัดขาดจากโลกีย์และตัณหา แต่หัวใจของชายหนุ่มในร่างนี้กลับถูกหล่อหลอมด้วยความผูกพันทางสายเลือดและความจริงใจของผู้หญิงคนนี้ไปเสียแล้ว เขารอยยิ้มบางๆ ที่มุมปาก ก่อนจะคีบชิ้นหมูนั้นกลับลงไปในชามของเธอ
"ข้าเป็นเสาหลักของบ้าน แรงมีไว้หาเงินและปกป้องพวกเจ้า กินเข้าไปเถอะ มู่ฮุ่ย... อีกไม่นาน เจ้าจะได้กินดีอยู่ดีกว่านี้จนเจ้าอาจจะลืมรสชาติความยากจนพวกนี้ไปเลยก็ได้"
คำพูดของเขาไม่ใช่การโอ้อวด แต่มันเต็มไปด้วยความเด็ดขาดและพลังอำนาจบางอย่างที่ทำให้หลี่มู่ฮุ่ยเชื่อสนิทใจ สายตาของเฉินเว่ยไม่ได้มองแค่ชามข้าวตรงหน้า แต่มันมองทะลุผ่านฝาผนังบ้านดินที่ผุพัง ออกไปสู่อนาคตของยุค 70 ที่กำลังจะผันเปลี่ยน
ในยุคที่ประเทศกำลังเริ่มต้นเปิดประตูรับความเปลี่ยนแปลงและการค้าเสรี คนส่วนใหญ่ยังคงหวาดกลัวนโยบายและข้อจำกัดของรัฐ แต่สำหรับอดีตเจ้าสำนักผู้มองการณ์ไกลอย่างเขา ยยุคนี้คือขุมทองมหาศาลที่รอให้ผู้มีปัญญาเข้าไปกอบโกย
ขณะที่บรรยากาศบนโต๊ะอาหารกำลังเต็มไปด้วยความอบอุ่น เฉินเว่ยก็เริ่มวางแผนระยะยาวในหัว
'ทุนเริ่มต้นจากการขายโสมป่าเมื่อวานนี้ใกล้จะหมดไปกับการใช้หนี้เก่าและซื้อเสบียงกรังบางส่วนแล้ว สิ่งที่ต้องทำต่อไปคือการสร้างกระแสเงินสดที่หมุนเวียนได้ทุกวัน โรงงานแปรรูปอาหารในเมืองอำเภอ หรือการค้าส่งสินค้าอุปโภคบริโภคขนาดเล็ก... อย่างไหนจะเหมาะกับก้าวแรกมากกว่ากัน?'
สายตาคมกริบกวาดมองไปรอบห้อง ครอบครัวหลุดพ้นจากความอดอยากในวันนี้ได้ก็จริง แต่นี่เป็นเพียงก้าวแรกบนกระดานหมากรุกที่ชื่อว่า 'ยุคสมัย' เท่านั้น หากเขาไม่มีอำนาจและเงินตรามากพอในมือ อีกไม่นานปัญหาเดิมๆ ทั้งจากญาติผู้พี่ที่ชอบเอาเปรียบ หรือเจ้าหน้าที่รัฐท้องถิ่นที่จ้องจะหาเรื่อง ก็จะกลับมาซ้ำเติมพวกเขาอีก
จังหวะนั้นเอง หลี่มู่ฮุ่ยที่ก้มหน้าตักข้าวเข้าปาก ก็เอ่ยขึ้นเบาๆ ทำลายความคิดของเขา
"พี่เว่ย... เมื่อตอนกลางวัน ฉัน... ฉันได้ยินข่าวลือมาจากตลาดในหมู่บ้าน ว่าทางสหกรณ์การเกษตรอำเภอจะมีการประมูลสิทธิ์ดูแลโกดังสินค้าเก่าที่ถูกทิ้งร้างท้ายหมู่บ้าน เห็นว่าไม่มีใครกล้าเข้าไปแตะต้องเพราะคนเขาเล่ากันว่า... ที่นั่นมีอาถรรพ์ และโครงสร้างมันทรุดโทรมเกินกว่าจะซ่อมแซมได้"
เฉินเว่ยหรี่ตาลงทันที ประกายแสงวาบผ่านนัยน์ตาคมกริบ 'โกดังสินค้าเก่าท้ายหมู่บ้าน?'
ในมุมมองของชาวบ้านธรรมดา มันคือซากปรักหักพังและพื้นที่อัปมงคล แต่ในสายตาของนักธุรกิจผู้ผ่านโลกมาสองมิติ พื้นที่กักเก็บสินค้าใกล้เส้นทางคมนาคมคือหัวใจสำคัญของการผูกขาดการค้าส่งในอนาคต! นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มันคือโอกาสทองที่สวรรค์ประทานมาให้เขาใช้พลิกชะตากระดานนี้
ก่อนที่เฉินเว่ยจะได้เอปากซักถามรายละเอียดเพิ่มเติม เสียงเคาะประตูไม้เก่าๆ หน้าบ้านก็ดังขึ้นอย่างรุนแรง สามครั้งติดๆ กัน! *ปัง! ปัง! ปัง!*
บรรยากาศที่กำลังอบอุ่นพลันเย็นเยียบลงในพริบตา เด็กๆ สะดุ้งตกใจจนโผเข้ากอดมารดา หลี่มู่ฮุ่ยหน้าถอดสี มือที่ถือชามข้าวสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้
ยามวิกาลเช่นนี้... จะมีใครมาเยือนบ้านของครอบครัวที่เพิ่งพ้นจากความยากจนได้อีก? หรือว่าข่าวที่เขามีเงินสดติดตัวจากการขายโสมจะรั่วไหลออกไปแล้ว?
เฉินเว่ยค่อยๆ วางชามข้าวลงอย่างเงียบเชียบ แววตาเยือกเย็นดุจน้ำแข็งขั้วโลกปรากฏขึ้นที่ก้นบึ้งนัยน์ตา เขาตบหลังมือภรรยาเบาๆ เป็นเชิงปลอบประโยค ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง กระดูกข้อต่อลั่นกรอบราวกับเสียงคำรามของพยัคฆ์ตื่นจากจำศีล
"ทานข้าวกันต่อเถอะ... ให้ข้าไปดูเสียหน่อยว่า 'แขกยามวิกาล' ผู้ไม่ได้รับเชิญผู้นี้ เป็นใครกันแน่"
เฉินเว่ยสาวเท้าก้าวไปที่ประตูด้วยฝ่าเท้าที่มั่นคง มือหนาเอื้อมไปปลดกลอนไม้ผุๆ ออกช้าๆ ท่ามกลางความเงียบงันที่บีบคั้นหัวใจของทุกคนในห้อง...
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางพลิกชะตากรรมไปด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ
เซียนยุทธภพพลิกมิติ ลุยธุรกิจยุค 70•ตอนที่ 6
อาหารมื้อแรกที่อิ่มท้อง
ผลงานโดย เฉินเว่ยสายลุย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เฉินเว่ยสายลุย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนยุทธภพพลิกมิติ ลุยธุรกิจยุค 70 นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!