เซียนยุทธภพพลิกมิติ ลุยธุรกิจยุค 70•ตอนที่ 5

พบพานสหายผู้ทรงอิทธิพล

ผลงานโดย เฉินเว่ยสายลุย
"จำคำพูดของข้าให้ดี... ระวังตัวด้วย นายท่านเป่าไม่ได้มีแค่คนเดียว... และคนที่อยู่เบื้องหลังเขาตัวจริง คือคนของสำนักงานความมั่นคงเขตเหนือ!" คำเตือนครั้งสุดท้ายก่อนสิ้นลมของลูกน้องคนสนิทของเป่าฮ่าวหลานยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาท แม้บรรยากาศรอบตัวในยามวิกาลของมณฑลรกร้างแห่งนี้จะเงียบสงัดจนได้ยินเสียงจิ้งหรีดกรีดร้อง แต่หัวสมองของเฉินเว่ยกลับหมุนวนด้วยความเร็วสูงราวกับกงจักรเซียน "สำนักงานความมั่นคงเขตเหนือ... หึ ช่างกล้ามนัก" เฉินเว่ยพึมพำกับตัวเองด้วยน้ำเสียงเยียบเย็น สายตาคมกริบมองทอดไปยังความมืดเบื้องหน้า ร่างกายของเขายังคงอยู่ในสภาพชายหนุ่มร่างผอมบางยุค 70 แต่จิตวิญญาณและลมปราณภายในกลับเป็นถึงอดีตเจ้าสำนักผู้ไร้พ่าย ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ การที่นักธุรกิจท้องถิ่นอย่างเป่าฮ่าวหลานมีเบื้องหลังโยงใยไปถึงหน่วยงานรัฐระดับสูงในเขตเหนือ หมายความว่าหมากตานี้ใหญ่กว่าที่เขาคาดการณ์ไว้หลายเท่าตัว การจะพลิกชะตาชีวิตครอบครัวในยุคที่เต็มไปด้วยการควบคุมและการเมืองภายในแบบนี้ หากเดินหมากผิดเพียงตาเดียว ผลลัพธ์คือความตายทั้งตระกูล เฉินเว่ยสูดลมหายใจเข้าลึกโคจรพลังลมปราณกดข่มความตึงเครียด ก่อนจะก้าวเดินต่อไปตามเส้นทางเปลี่ยวเพื่อมุ่งหน้ากลับบ้าน แต่แล้ว... สัญชาตญาณอันเฉียบคมของเซียนยุทธภพก็แผดเสียงเตือนภัยขึ้นในหัว *ตึง! โครม! เสียงโลหะปะทะกันอย่างรุนแรง ตามด้วยเสียงเครื่องยนต์คำรามลั่นและเสียงเบรกที่เสียดสีกับพื้นถนนจนเกิดประกายไฟ* ไม่ไกลจากจุดที่เขายืนนัก รถบรรทุกเก่าคร่ำคร่าคันหนึ่งพุ่งชนเข้ากับกำแพงอิฐข้างทางอย่างจัง แรงกระแทกทำให้ส่วนหน้ารถยุบเข้ามาถึงห้องโดยสาร ควันสีขาวพวยพุ่งพร้อมกับกลิ่นน้ำมันเครื่องที่รั่วไหลนองพื้น หากเป็นคนทั่วไปคงวิ่งหนีเอาชีวิตรอด แต่เฉินเว่ยกลับหรี่ตาลงมองภาพนั้นด้วยความสงสัย พลังปราณที่แผ่ซัมซ่านทำให้เขารับรู้ได้ทันทีว่า... ภายในรถคันนั้น มีลมปราณของมนุษย์ที่กำลังจะดับสูญอยู่หนึ่งดวง และลมปราณนั้นเต็มไปด้วยความยิ่งใหญ่ที่ถูกกักเก็บไว้ภายใต้ความร่วงโรย เฉินเว่ยไม่ลังเล เขาก้าวเท้าเพียงไม่กี่ก้าว ร่างก็พุ่งทะยานผ่านความมืดไปประชิดซากรถบรรทุกในพริบตา ประตูรถด้านคนขับบิดเบี้ยวผิดรูป เฉินเว่ยใช้มือเปล่าออกแรงงัดเหล็กหนาด้วยเคล็ดวิชาลมปราณ เสียงโลหะลั่นเอี๊ยดอ๊าดดังสนั่นก่อนที่ประตูจะหลุดออกมาจากบานพับอย่างง่ายดาย ภายในห้องโดยสาร มีร่างของชายชราวัยราวๆ หกสิบเศษคนหนึ่ง สวมเสื้อแจ็คเก็ตสีซีดที่เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำมันและเลือด ศีรษะของเขาแตกและมีเลือดไหลอาบใบหน้า ลมหายใจรวยริน ใกล้หมดสติเต็มที "อย่าเพิ่งตาย..." เฉินเว่ยเอ่ยเสียงเรียบแต่มั่นคง สองนิ้วเรียวยาวดั่งหยกขาวกดลงบนจุดชีพจรสำคัญบริเวณหน้าอกและลำคอของชายชราทันที พลังปราณอุ่นร้อนสายหนึ่งถูกถ่ายเทเข้าไปเพื่อรักษาเส้นชีพจรที่ขาดสะบั้นและหยุดอาการตกเลือดภายในอย่างเฉียบพลัน ชายชราสะดุ้งเฮือก ดวงตาที่เกือบจะปิดสนิทลืมขึ้นอย่างยากลำบาก เขามองหน้าเฉินเว่ยด้วยความเลือนราง แต่แววตาคู่คมกริบที่เต็มไปด้วยความสุขุมเยือกเย็นของชายหนุ่มตรงหน้า กลับทำให้เขาประหลาดใจระคนหวาดหวั่น "แก... เป็นใคร..." เสียงแหบพร่าเอ่ยถามอย่างยากลำบาก "คนที่ช่วยชีวิตท่านไว้" เฉินเว่ยตอบสั้นๆ ขณะที่มือยังคงโคจรพลังรักษาอย่างต่อเนื่อง "ถ้าไม่อยากตายตรงนี้ ก็จงเงียบแล้วหายใจตามจังหวะที่ข้าบอก" ชายชราผู้บาดเจ็บกัดฟันแน่น แม้จะเจ็บปวดเจียนตายแต่เขากลับสัมผัสได้ถึงกระแสความอบอุ่นที่แผ่ซ่านไปทั่วร่าง ความเจ็บปวดที่เคยแล่นริ้วตามกระดูกค่อยๆบรรเทาลงอย่างน่าอัศจรรย์ สายตาที่มองเฉินเว่ยจึงแปรเปลี่ยนเป็นความทึ่งระคนเคารพอย่างไม่รู้ตัว ผ่านไปชั่วอึดใจ เสียงฝีเท้าจำนวนมากก็ดังขึ้นจากระยะไกล พร้อมกับเสียงตะโกนโกลาหล "เฮ้ย! นั่นรถเถ้าแก่เจิงนี่หว่า! ไปดูเร็ว!" เฉินเว่ยหรี่ตาลงเล็กน้อย เขารู้ทันทีว่าอุบัติเหตุครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ สายตาของเขากวาดมองไปรอบๆ และสังเกตเห็นรอยขูดขีดที่เพลาล้อรถ ซึ่งเกิดจากการถูกเลื่อยตัดจนเกือบขาด นี่คือการฆาตกรรมอำพราง! "จำไว้... คืนนี้ท่านรอดตายเพราะข้า" เฉินเว่ยกระซิบข้างหูชายชราด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาแต่ทรงพลัง "และจำไว้ด้วยว่า คนที่คิดจะเอาชีวิต 'เถ้าแก่เจิง' แห่งโรงงานเครื่องจักรกลลี่เฉิง... ไม่ได้มีแค่กลุ่มเดียว" ชายชรา หรือ 'เจิงไห่หลง' เถ้าแก่ใหญ่ผู้ทรงอิทธิพลแห่งวงการอุตสาหกรรมเครื่องจักรเก่าของมณฑลเบิกตากว้างด้วยความตกใจ เขาไม่เคยเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงให้คนแปลกหน้ารู้ แล้วเด็กหนุ่มบ้านนอกคนนี้รู้ได้อย่างไรว่าเขาคือใคร? และรู้ได้อย่างไรว่านี่ไม่ใช่แค่อุบัติเหตุ? ก่อนที่เจิงไห่หลงจะได้เอ่ยปากซักถาม เฉินเว่ยก็ดีดตัวถอยหลังหายลับเข้าไปในความมืดของตรอกแคบอย่างไร้ร่องรอย ราวกับว่าเขาไม่เคยมีตัวตนอยู่ตรงนั้นตั้งแต่แรก เสียงฝีเท้าของคนงานและตำรวจท้องถิ่นวิ่งมาถึงซากรถในเวลาต่อมา ภาพที่พวกเขาเห็นคือเถ้าแก่เจิงนั่งหายใจหอบสะท้านอยู่บนซากรถด้วยอาการบาดเจ็บที่ควรจะถึงฆาต แต่กลับรอดชีวิตมาได้อย่างปาฏิหาริย์ เจิงไห่หลงใช้มือสั่นเทากุมหน้าอกตัวเอง ดวงตาคมกวาดมองไปรอบความมืดที่ว่างเปล่า หัวใจเต้นรำรัวด้วยความตื่นตะลึง ชายหนุ่มคนนั้นเป็นใครกันแน่? วิชาแพทย์ประหลาดนั่นอีก... หรือนี่คือฟ้าประทานผู้ช่วยชีวิตเขามาในยามวิกาล? ตัดภาพมาที่บ้านพักอันทรุดโทรม เฉินเว่ยผลักประตูกลับเข้ามาอย่างเงียบเชียบ แสงตะเกียงริบหรี่เผยให้เห็นร่างของหลี่มู่ฮุ่ยที่กำลังนั่งรอเขาอยู่ด้วยความกระวนกระวายใจ บนโต๊ะมีน้ำอุ่นและผ้าสะอาดเตรียมไว้พร้อมสรรพ "คุณกลับมาแล้ว..." มู่ฮุ่ยเงยหน้าขึ้นมองสามี แววตาเต็มไปด้วยความห่วงใยและความสงสัยที่ซ่อนอยู่ลึกๆ นางรู้ดีว่าสามีของนางในตอนนี้เปลี่ยนไปราวกับคนละคน แข็งแกร่งขึ้น ลึกลับขึ้น และอันตรายขึ้น เฉินเว่ยเดินเข้าไปใกล้ ภรรยาสสาวผู้สู้ชีวิตคนนี้คือจุดอ่อนเดียวและเป็นคนสำคัญที่สุดในโลกใบนี้สำหรับเขา มือหนายื่นไปสัมผัสเส้นผมของนางเบาๆ แววตาดุดันเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความอบอุ่นล้ำลึก "ดึกมากแล้ว ทำไมนอน?" เฉินเว่ยเอ่ยถามเสียงนุ่ม "ฉัน... เป็นห่วงคุณค่ะ" มู่ฮุ่ยหลบสายตาเล็กน้อย ก่อนจะเงยขึ้นสบตาเขาตรงๆ "ฉันรู้ว่าคุณกำลังทำเรื่องใหญ่อยู่... เรื่องของเป่าฮ่าวหลาน... และตอนนี้ มีข่าวลือหนาหูว่า 'โรงงานเครื่องจักรกลลี่เฉิง' ของเถ้าแก่เจิงเพิ่งประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์เกือบเอาชีวิตไม่รอด..." เฉินเว่ยชะงักไปเล็กน้อย มุมปากหยักยกยิ้มขึ้นบางๆ ภรรยาของเขาฉลาดเฉลียวเกินกว่าจะปิดบังอะไรง่ายๆ นางเชื่อมโยงข่าวสารในเมืองได้อย่างรวดเร็ว "ใช่ เถ้าแก่เจิงประสบอุบัติเหตุ" เฉินเว่ยตอบตามความจริงด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย "แล้ว... เกี่ยวกับคุณไหมคะ?" มู่ฮุ่ยถามเสียงสั่นเล็กน้อย นางกลัวว่าสามีจะก้าวเท้าเข้าไปพัวพันกับวังวนอำนาจที่อันตรายเกินกว่าจะรับไหว เฉินเว่ยโน้มตัวลงกระซิบข้างหูภรรยา น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความมั่นใจเด็ดเดี่ยวที่สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของอดีตเจ้าสำนักผู้มองขาดทุกย่างก้าว "ไม่เพียงแต่เกี่ยวข้องเท่านั้น... มู่ฮุ่ย เธอคอยดูให้ดีเถอะ คืนนี้ ข้าได้ผูกมิตรกับพยัคฆ์บาดเจ็บผู้กุมความลับครึ่งหนึ่งของมณฑลแห่งนี้เอาไว้แล้ว และหมากตานี้... จะพลิกสถานการณ์ธุรกิจทั้งหมดของเราให้ผงาดเหนือใครในยุค 70 นี้อย่างแน่นอน" มู่ฮุ่ยเบิกตากว้าง หัวใจเต้นระส่ำไม่เป็นจังหวะเมื่อได้ยินคำประกาศกร้าวของสามี ทว่า ในวินาทีที่บรรยากาศกำลังเงียบสงบ จู่ๆ เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นสามครั้งอย่างหนักแน่นและเป็นจังหวะ... *ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!* ในยามวิกาลเช่นนี้ จะมีใครมาเคาะประตูบ้านพักท้ายหมู่บ้านร้างแห่งนี้? เฉินเว่ยหรี่ตาลงคมกริบ สัมผัสได้ถึงจิตสังหารและลมปราณอันกล้าแกร่งหลายสายที่กำลังปิดล้อมบ้านของพวกเขาไว้จากทุกทิศทุกทาง! "เฉินเว่ย..." มู่ฮุ่ยคว้าแขนสามีไว้แน่นด้วยความตื่นตระหนก เฉินเว่ยยกมือขึ้นตบหลังมือภรรยาเบาๆ เพื่อปลอบประโลม รอยยิ้มเย็นเยียบผุดขึ้นที่มุมปาก ขณะที่เขาก้าวเดินไปที่ประตูบ้านอย่างไม่เกรงกลัว "ดูเหมือนว่า... แขกที่ไม่ได้รับเชิญจากสำนักงานความมั่นคงเขตเหนือ จะมาเร็วกว่าที่คิดเสียอีกนะ..." *** ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางพลิกชะตากรรมไปด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ
สารจากนักเขียน (เฉินเว่ยสายลุย)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนยุทธภพพลิกมิติ ลุยธุรกิจยุค 70 นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%