เซียนยุทธภพพลิกมิติ ลุยธุรกิจยุค 70•ตอนที่ 4

ก้าวแรกสู่ตลาดมืด

ผลงานโดย เฉินเว่ยสายลุย
“ถ้าเจ้าคิดจะก้าวถอยหลังเพื่อรักษาชีวิต ข้าแนะนำให้หันหลังกลับไปเสียตั้งแต่ตอนนี้... เพราะเส้นทางที่ข้ากำลังจะเดิน มันไม่มีทางให้หวนคืน” น้ำเสียงของเฉินเว่ยราบเรียบ เย็นเยียบ และทรงพลังราวกับค้อนเหล็กที่ทุบลงบนทั่งตีเหล็ก สายตาคมกริบดุจเหยี่ยวของเขาจ้องตรงไปยังชายปริศนาที่ยืนขวางทางอยู่เบื้องหน้า ภายใต้แสงจันทร์สลัวที่ลอดผ่านร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ เงาของชายผู้นั้นทาบทับลงมาปิดกั้นทางออกเดียวของลานบ้าน ชายคนนั้นสวมเสื้อคลุมสีเข้มเก่าๆ ที่กลมกลืนกับความมืด แต่กลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากตัวเขากลับไม่ใช่ชาวนาหรือชาวบ้านธรรมดา ร่างกายที่กำยำแต่ว่องไว รอยแผลเป็นจางๆ ที่พาดผ่านหางคิ้วขวา และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง... ดวงตาที่เต็มไปด้วยประกายแห่งความระแวดระวังและสัญชาตญาณดิบเถื่อนของนักล่า ในยุค 1970 ยุคสมัยที่ทุกย่างก้าวถูกควบคุมด้วยอุดมการณ์และสายตาอันเข้มงวดของทางการ การปรากฏตัวของชายแปลกหน้าผู้มีกลิ่นอายของ “ตลาดมืด” หรือกลุ่มพ่อค้าเถื่อนย่อมไม่ใช่เรื่องบังเอิญอย่างแน่นอน เฉินเว่ยประเมินสถานการณ์ในเสี้ยววินาที สมองของอดีตเจ้าสำนักผู้ผ่านศึกมานับไม่ถ้วนคำนวณความเป็นไปได้ทั้งหมดแล้ว หากลงมือตอนนี้ เขาต้องจัดการให้รวดเร็วและเด็ดขาดที่สุดเพื่อไม่ให้หลี่มู่ฮุ่ยที่นอนหลับอยู่ภายในบ้านต้องตื่นขึ้นมาพัวพันกับอันตราย แต่ในขณะเดียวกัน การใช้กำลังย่อมไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุดในการเปิดฉากเจรจาธุรกิจครั้งแรก “ฮ่าๆๆๆ... สมคำร่ำลือจริงๆ นึกว่าข่าวลือเรื่องบัณฑิตตกอับตระกูลเฉินจะเสียสติไปแล้ว ที่แท้... เจ้ากลับซ่อนคมเขี้ยวไว้เสียมิดชิดขนาดนี้” ชายปริศนาหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นแหบพร่าและเต็มไปด้วยความเย้ยหยันระคนทึ่ง “ข้าชื่อ ‘จ้าวซาน’ คนในวงการตลาดมืดเขตบูรพาเรียกข้าว่า ‘มือขวาพยัคฆ์’ และข้าไม่ได้มาที่นี่เพื่อเป็นศัตรู... เฉินเว่ย” เฉินเว่ยหรี่ตาลงเล็กน้อย ปฏิกิริยาของเขาไม่ได้แสดงความตกใจแม้แต่น้อย ร่างกายยังคงผ่อนคลายแต่พร้อมปะทะทุกเมื่อ “ตลาดมืดเขตบูรพา? คนของ ‘เป่าเฉวียน’ ส่งเจ้ามาสินะ” เฉินเว่ยเอ่ยชื่อผู้มีอิทธิพลท้องถิ่นที่คุมการค้าขายใต้ดินในรัศมีสามอำเภอออกไปอย่างไร้ความเกรงกลัว จ้าวซานชะงักไปเล็กน้อย รอยยิ้มบนมุมปากแข็งค้างไปชั่วขณะ ดวงตาที่เคยหยิ่งผยองฉายแววระแวดระวังขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด การที่ชายหนุ่มชนบทผู้หนึ่งสามารถคาดเดาเบื้องหลังของเขาได้อย่างแม่นยำภายในประโยคเดียว ย่อมไม่ใช่เรื่องของความบังเอิญ “ฉลาดนัก... นายท่านเป่าสนใจสมุนไพรที่เจ้าแอบเก็บมาจากหุบเขาหลังหมู่บ้านเมื่อสามวันก่อน ข้าได้กลิ่นอายของ ‘โสมคนพันปี’ และ ‘หญ้าวิญญาณโลหิต’ ลอยมาไกลถึงเขตเมือง...” จ้าวซานก้าวเข้าไปใกล้ขึ้นอีกหนึ่งก้าว สายตากวาดมองไปที่ห่อผ้าลินินหนาในมือของเฉินเว่ย “ของดีเช่นนั้น หากอยู่ในมือของคนไร้เส้นสาย เจ้าไม่มีทางเปลี่ยนมันเป็นเงินหยวนได้แม้แต่แดงเดียว มีแต่จะนำภัยมาสู่ชีวิต... สู้ขายให้พวกเรา เสียแต่ตอนนี้ ยังจะได้ราคาที่ดีกว่า” บรรยากาศรอบตัวราวกับถูกแช่แข็ง สายลมยามดึกพัดผ่านยอดไม้ส่งเสียงหวีดหวิวราวกับเสียงกระซิบของภูตผี เฉินเว่ยไม่ได้ตอบทันที เขายกมือขึ้นลูบคางเบาๆ ดวงตาคู่นั้นกวาดมองจ้าวซานตั้งแต่หัวจรดเท้า ประเมินความน่าเชื่อถือและอำนาจต่อรองที่อีกฝ่ายถืออยู่ ในยุคที่ข้า้าวยากหมากแพงและตั๋วปันส่วนคือชีวิต การถือครองสมุนไพรล้ำค่าเทียบเท่ากับการถือทองคำแท่งเดินกลางดงโจร หากเขาเดินเข้าเมืองไปขายเองโดยปราศจากเครือข่าย ย่อมถูกพวกสารวัตรกักบริเวณหรืออันธพาลท้องถิ่นปล้นชิงไปอย่างง่ายดาย แต่การจะยอมก้มหัวให้เป่าเฉวียนและตกเป็นเบี้ยล่างตั้งแต่ก้าวแรก... ไม่มีทางเสียหละ “ราคาที่ดีงั้นหรือ?” เฉินเว่ยแค่นเสียงหัวเราะเบาๆ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเย้ยหยันที่ทรงพลัง “จ้าวซาน เจ้าคิดว่าของในห่อนี้เป็นแค่สมุนไพรธรรมดาที่หาได้ตามซอกเขาหรืออย่างไร? โสมป่าอายุร้อยปีที่ข้าถืออยู่ แม้แต่ขุนนางในเมืองหลวงยังต้องกราบกรานขอซื้อด้วยซ้ำ เจ้าเอาอะไรมากล้าพูดคำว่า ‘ราคาที่ดี’ กับข้า?” จ้าวซานหน้าตึงขึ้นทันที รังสีอำมหิตแผ่ออกมาจากร่างของนักเลงผู้โชกโชนสนามการค้าเถื่อน มือของเขาขยับเข้าใกล้เอวโดยสัญชาตญาณ ที่ซึ่งมีมีดสั้นซ่อนอยู่ “เฉินเว่ย! อย่าถือดีให้มากนัก! ในเขตนี้ ไม่มีใครกล้าต่อรองกับนายท่านเป่า—” “ถ้าเช่นนั้น... ข้าก็จะเป็นคนแรก” เฉินเว่ยขัดขึ้นด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นและเด็ดขาด เขาไม่ได้ถอยหลังแม้แต่ก้าวเดียว กลับเป็นฝ่ายก้าวเข้าไปประชิดจ้าวซานจนระยะห่างเหลือเพียงแค่คืบ กลิ่นอายกดดันระดับอดีตเจ้าสำนักพรั่งพรูออกมาโดยไม่รู้ตัว จนจ้าวซานถึงกับผงะถอยหลังไปครึ่งก้าวด้วยความตกใจ “เจ้า...!” “กลับไปบอกเป่าเฉวียนซะ” เฉินเว่ยยกย่องมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มที่ทำให้จ้าวซานรู้สึกหนสันหลังวาบ “พรุ่งนี้ยามโฉบ (ตีห้า) ข้าจะไปรอที่โรงน้ำชาเก่าท้ายตลาดมืดเขตบูรพาด้วยตัวเอง ข้าไม่ได้มาในฐานะผู้ขายที่ต้องพึ่งพาความเมตตาของเขา... แต่ข้ามาในฐานะ ‘ผู้ร่วมหุ้น’ ที่จะทำให้พวกเจ้าลืมตาอ้าปากได้มากกว่าที่เป็นอยู่ ถ้าเขาฉลาดพอที่จะมองการณ์ไกล ก็จงเตรียมตั๋วเงินและตั๋วปันส่วนให้พร้อม” พูดจบ เฉินเว่ยก็สะบัดชายเสื้อ หมุนตัวเดินกลับเข้าประตูบ้านทันทีโดยไม่แม้แต่จะชายตามองจ้าวซานอีกเป็นครั้งที่สอง ราวกับว่าอีกฝ่ายไม่ใช่ภัยคุกคาม แต่เป็นเพียงลูกน้องปลายแถวที่มารับคำสั่ง จ้าวซานยืนแข็งทื่ออยู่ตรงนั้น มือที่กำมีดสั้นสั่นเทาเล็กน้อยด้วยความรู้สึกที่ผสม The ปะปนกันระหว่างความโกรธ ความหวาดกลัว และความทึ่งอย่างหาที่สุดไม่ได้ ชายหนุ่มผู้นี้... ไม่เหมือนคนเดิมแม้แต่น้อย! ภายในบ้านที่มืดสลัว เฉินเว่ยปิดประตูลงกลอนอย่างแน่นหนา เขาวางห่อสมุนไพรลงบนโต๊ะไม้เก่าๆ อย่างแผ่วเบา “ท่านพี่...” เสียงงងเงียของหลี่มู่ฮุ่ยดังขึ้นมาจากเตียงนอน นางลุกขึ้นนั่ง ขยี้ตาด้วยความง่วงงุน ใบหน้าซีดเซียวมีความกังวลฉายชัด “ข้างนอกเกิดอะไรขึ้นหรือเจ้าคะ? ข้าได้ยินเสียงคนคุยกัน...” เฉินเว่ยหันกลับไปมองภรรยา สายตาที่แข็งกร้าวเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความอบอุ่นล้ำลึกอย่างรวดเร็ว เขาย่างสามขุมเข้าไปนั่งลงข้างกาย โอบไหล่บางของนางเข้าหาตัวอย่างทะนุถนอม “ไม่มีอะไรที่ต้องกังวลหรอกมู่ฮุ่ย แค่มีแมวขโมยหลงเข้ามาในบ้านเท่านั้นเอง” เฉินเว่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล พลางปอยผมที่ยุ่งเหยิงออกจากใบหน้าของนาง “นอนต่อเถอะ พรุ่งนี้เช้า... เราจะเข้าเมืองกัน” หลี่มู่ฮุ่ยพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย แม้ในใจจะยังมีคำถามมากมาย แต่ความอบอุ่นจากฝ่ามือของสามีทำให้ความหวาดกลัวทั้งปวงมลายหายไปสิ้น นางเอนศีรษะซบลงบนอกของเขาและหลับตาลงอีกครั้ง ทว่า ในขณะที่เฉินเว่ยกำลังลูบผมภรรยา สายตาของเขากลับเหลือบมองออกไปนอกหน้าต่างที่ปิดสนิท ความมืดมิดยามวิกาลยังคงปกคลุมผืนป่า แต่ในห้วงความคิดของอดีตเจ้าสำนัก เกมกระดานธุรกิจในยุค 70 นี้... ได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว และในวินาทีที่เขากำลังจะหลับตาลงนั้นเอง เสียงเคาะประตูด้านนอกสามครั้งก็ดังขึ้น... *ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!* ไม่ใช่เสียงเคาะแบบคนร้าย แต่เป็นจังหวะที่คุ้นเคย—จังหวะของสายลับที่ส่งข่าวกรอง และกระดาษโน้ตแผ่นเล็กที่ถูกสอดเข้ามาใต้ประตูก็ร่วงลงบนพื้นห้อง พร้อมกับข้อความด้วยลายมือหวัดๆ ที่ทำให้ดวงตาของเฉินเว่ยเบิกกว้างขึ้นในทันที: *“ระวังตัวด้วย นายท่านเป่าไม่ได้มีแค่คนเดียว... และคนที่อยู่เบื้องหลังเขาตัวจริง คือคนของสำนักงานความมั่นคงเขตเหนือ!”* ...โปรดติดตามตอนต่อไป... ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางพลิกชะตายุค 70 ไปกับเฉินเว่ยนะครับ
สารจากนักเขียน (เฉินเว่ยสายลุย)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนยุทธภพพลิกมิติ ลุยธุรกิจยุค 70 นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%